หลงเสน่ห์เมืองมะละกา

หลงเสน่ห์เมืองมะละกา

มาเลเซีย ศูนย์กลางแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่ใกล้กับประเทศไทยแค่เอื้อม ทว่าเราเพิ่งมีโอกาสไปเยือนหนนี้เป็นครั้งที่สอง

จากคำเชิญชวนของสายการบินแอร์เอเชีย ร่วมกับการท่องเที่ยวมาเลเซีย ครั้งนี้มีโอกาสเดินทางไปเยือน 3 วัน 3 เมืองตั้งแต่ภาคกลางล่องไปจนถึงใต้สุด จากกัวลาลัมเปอร์ สู่มะละกา และยะโฮร์บาห์รู เพลิดเพลินกับแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ นั่นก็คือ Sanrio Hello Kitty Town หนึ่งในการ์ตูนสุดคลาสสิคของญี่ปุ่น ที่มาเปิดเป็นสวนสนุกให้ชาวมาเลเซีย และสิงคโปร์ได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิด จากนั้นไปปิดทริปกันที่ LEGOLAND มีทั้งโรงแรมและสวนน้ำ แล้วค่อยข้ามแดนไปยังสิงคโปร์เพื่อนั่งเครื่องบินกลับจากสนามบินชางงี ทริปนี้ยอมรับว่าตกหลุมรักเมืองมะละกา และต้องหาโอกาสไปเยือนให้ได้อีกสักครั้ง

กินลมชมเมืองมาเลย์

ทันใดที่ไปถึงกัวลาลัมเปอร์ รู้สึกไม่ค่อยคุ้นกับสนามบินทั้งที่เคยมาแล้วครั้งหนึ่ง เดินออกจากอาคารหนึ่งเพื่อเข้าสู่อีกอาคารเพื่อทำพิธีผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ผ่านผู้โดยสารที่กำลังจะขึ้นเครื่องหอบหิ้วกระเป๋าต่อแถวยาวท่ามกลางอากาศร้อนระอุนอกตัวอาคาร ภายหลังได้คำตอบจากเดวิด ไกด์วัย 60 ปีว่าที่นี่เป็นสนามบินสำหรับโลว์คอสแอร์ไลน์ จึงถึงบางอ้อเพราะหนก่อนไม่ได้มาใช้บริการที่สนามบินแห่งนี้


เดวิด พาพวกเราไปรับประทานอาหารกลางวันยามบ่าย 3 ที่ร้านอาหารยอดฮิตของชาวมาเลเซีย ชื่อร้าน ‘The Old Town’ เป็นร้านกาแฟที่มีอาหารบริการคล้ายๆ กับร้านแบล็คแคนยอนบ้านเรา เกิดความฮาตั้งแต่ต้นทริปเพราะไปถึงเดวิดต้อนรับผู้โชคดี 6 คนด้วยอาหารมังสวิรัติ ด้วยความเข้าใจผิด ระหว่างคำว่าไม่ทานเนื้อ(วัว) กับไม่ทานเนื้อ(สัตว์) เรื่องนี้มีประสบการณ์จากเพื่อนที่ส่งลูกไปซัมเมอร์ที่มาเลเซียมาประกอบเรื่องให้ควรระวังด้วยเช่นกัน เพื่อนคนนี้ส่งลูกไปเรียนแล้วบอกว่าไม่กินเนื้อ(วัว) ลูกของเธอถูกส่งไปอยู่กับแฟมิลี่ที่เป็นมังสวิรัติ ปรากฏว่าได้งดเนื้อสัตว์ตลอดเทอมเลยทีเดียว แต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์สนุกสนาน อาหารมังสวิรัติที่เสิร์ฟมาอร่อยดีอย่างไม่น่าเชื่อ จนชักติดใจแล้วสิ

เนื่องจากไปแวะรับประทานอาหารในเมือง ปุตราจายา (Putrajaya) ศูนย์ราชการของมาเลเซีย จึงได้ชื่นชม มัสยิดปุตรา (มัสยิดสีชมพู) และ เสรี เปอร์ดานา ที่มีโดมสีเขียว อันเป็นที่พำนักอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ริมบึงปุตาจายาอยู่ห่างๆ ไกด์ว่า KL เป็นหัวใจของมาเลเซีย ส่วน ปุตราจายา เปรียบเป็นสมอง "ปุตรา" แปลว่า "เจ้าชาย" ส่วน "จายา" แปลว่า "ประสบความสำเร็จ(ยิ่งใหญ่)" ตอนที่สร้างเมืองนี้และตั้งชื่อเมืองเพื่อระลึกถึง Tunku Abduraman เจ้าชายแห่งรัฐ Kedah เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของมาเลเซีย ผู้ประกาศเอกราชจากสหราชอาณาจักรอังกฤษ เมื่อ 57 ปีก่อน


แวะเยี่ยมชมพระราชวังแห่งชาติ อิสตันนา ไนการา (Istana Negara) ที่ประทับของสมเด็จพระรามาธิบดีของมาเลเซียในยามบ่ายแก่ๆ ท่ามกลางแดดร้อนจัด ซึ่งเป็นอีกสถานที่ที่นักท่องเที่ยวทุกคนไม่ควรพลาด หากไปชมพระราชวังช่วงเช้าจะมีทหารม้ายืนเข้าแถวให้ถ่ายรูปทว่าพอตกบ่ายจะเหลือแค่ทหารยามยืนเฝ้าประตูซึ่งนักท่องเที่ยวทุกรายจะต้องขอเข้าไปถ่ายรูปคู่ เดวิดให้ข้อมูลแบบคร่าวๆ ว่า ที่วังสุลต่านแห่งนี้ถ้าธงสีเหลืองถูกชักขึ้นสู่ยอดเสานั่นก็แสดงว่าทรงประทับอยู่


เดวิดพูดภาษาไทยสำเนียงจีนพยายามอธิบายว่า “กษัตริย์เราไม่เหมือนคนไทย เพราะกษัตริย์เราต้องเรียงคิวกันทำหน้าที่คนละ 5 ปี เราเรียกกษัตริย์เราว่า อากง (Agong) มาเลเซียเราแบ่งการปกครองออกเป็น 13 รัฐ และ 3 ดินแดนสหพันธ์ เรามีวัฒนธรรมที่หลากหลาย อย่างเช่น มาเลย์ จีน และอินเดีย และยังมีคนเชื้อชาติอื่นๆ อีกมากมายในรัฐซาบาห์ และซาราวัก ซึ่งล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ประเทศนี้คนส่วนใหญ่เป็นอิสลาม 65 เปอร์เซ็นต์ คนจีน 25 เปอร์เซ็นต์ อินเดีย 7 เปอร์เซ็นต์ และอื่นๆ อีก 3 เปอร์เซ็นต์ ซาลาวัคที่เดียวมีคนถึง 21 เชื้อชาติ ในมาเลเซียทั้งหมดมี 56 เชื้อชาติ จึงมีความหลากหลายมากๆ ”


ไกด์สูงวัยพาพวกเราไปเดินเล่นเที่ยวชม จัตุรัสเมอร์เดกา (Merdeka Square) ศูนย์กลางของกรุงฯ หรือ "จตุรัสแห่งเอกราช" เป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เพราะธงยูเนียน แจ็ค ของอังกฤษถูกลดลงเพื่อประกาศเอกราชของมาเลเซีย เป็นเสาธงที่มีความสูง 100 เมตรถือว่าสูงที่สุดในโลก ตรงข้ามกับเสาธงจะเป็นตึกเก่าแก่ที่ชื่อว่า ตึกสุลต่านอับดุล ซามัด (Jalan Raja) สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1897 ใช้เป็นศูนย์กลางการปกครองในยุคการปกครองของอังกฤษ ปัจจุบันใช้สำหรับจัดงานสำคัญคือฉลองวันชาติมาเลเซีย ซึ่งตรงกับวันที่ 31 สิงหาคม (มาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษวันที่ 31 สิงหาคม ปีพ.ศ.2500)


หากไปแถวๆ นั้นอย่าลืมแวะเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ Kuala Lumpur City Gallery ที่เปิดบริการทุกวันตั้งแต่ 09.00-18.30 น. ด้านในจะมีการจัดแสดงภาพประวัติศาสตร์ของมาเลเซีย รวมทั้งศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น และโมเดลจำลองเมืองกัวลาลัมเปอร์ มีร้านขายของที่ระลึก สำหรับนักท่องเที่ยว


หากยังไม่หนำใจไปเดินเล่นชิลๆ ที่ Central Market อยู่ใกล้ๆ กับไชน่าทาวน์ มีสินค้ามากมายหลายชนิดทั้งเสื้อผ้า ตุ๊กตา เครื่องประดับ ขนมขบเคี้ยว ร้านอาหาร ร้านขายของเก่า ของที่ระลึก ฯลฯ จิปาถะ บริเวณถนนด้านนอกมีร้านอาหาร เต๊นท์ขายของ ขายผลไม้ กาแฟ โรตี ไก่ทอด ผู้ชายชาวมุสลิมยิ้มอย่างไมตรีชี้ชวนให้ไปชิมไก่ย่างเตาทันดูร์ ก่อนรับประทานอาหารมื้อค่ำอย่างเอร็ดอร่อยที่ร้าน RESTORAN W.A.W แถวๆ ถนน Jalan Alor

วันเดียวเที่ยว 3 ตึก


หลังจากเวลาค่ำคืนที่ไปถ่ายรูปตึกแฝดแห่งมาเลเซียสีเงินยวง เช้านี้มีโอกาสขึ้นอาคารหอคอยคู่เปโตรนาส สถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของเมืองกัวลาลัมเปอร์ ที่มีความสูงถึง 451.9 เมตร กลายเป็นสัญลักษณ์ดังของประเทศ นักท่องเที่ยวอย่างเรามีโอกาสขึ้นลิฟท์ไปเดินถ่ายภาพบนสะพานลอยฟ้าบนชั้น 41 อันเป็นทางเชื่อมระหว่างสองตึก ตัวอาคารภายนอกห่อหุ้มด้วยด้วยเหล็ก และกระจกที่ดูทันสมัย อาคารนี้มีทั้งหมด 88 ชั้น หลังจากเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกบนหอคอยชมทัศนียภาพของเมืองจากมุมสูงจนหนำใจแล้ว ได้เวลาลงจากตึกแฝดเพื่อมุ่งสู่ตึกต่อไป เพื่อรับประทานอาหารกลางวัน


ใช่แล้ว หอคอยกัวลาลัมเปอร์ ที่ตั้งตระหง่าน งามสง่าโดดเด่นไม่แพ้อาคารเปโตรนาส KL Tower มีความสูง 421 เมตร ทว่าดูสูงกว่าตึกแฝดเพราะสร้างอยู่บนยอดเขาบูกิตนานาส ภายในสวนป่าสงวนที่ชื่อ บูกิตนานาส ค่าอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ราคาไม่แพงเกินเอื้อม ประมาณ 1,000 กว่าบาท เรียกได้ว่ารับประทานอาหารไปชมวิวทิวทัศน์จากมุมสูงแบบ 360 องศา เพราะบริเวณภัตตาคารที่ชื่อแอตโมสเฟียร์นั้นสามารถหมุนรอบตัวเอง จากนั้นแวะซื้อช็อกโกแลตร้านสินค้าพื้นเมือง ที่เจ้าถิ่นรับประกันว่าเป็นช็อกโกแลตแท้ที่มีคุณภาพ รับประกันโดยรัฐบาลมาเลเซีย ก่อนออกเดินทางสู่ทางตอนใต้ของประเทศ มุ่งสู่เมืองมะละกา


ทันใดที่ไปถึงเมืองมะละกา ไกด์ก็พาเราขึ้นที่สูงเพื่อชมทิวทัศน์เมืองมะละกาแบบ 360 องศา ด้วยความสูง 110 เมตร บนหอคอยเมนารา ทามิง ซารี หรือ ‘ตัมมิง ซารี ทาวเวอร์’ เพื่อชมทัศนียภาพและสถานที่ประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ บนหอคอยที่มีความสูง 80 เมตร มองเห็นความน่ารักของเมืองยามพระอาทิตย์ใกล้อัสดง ช่องแคบมะละกาทอดยาวออกไปไกลจนสุดลูกหูลูกตา หอคอยแห่งนี้อยู่ตรงถนน จาลัน เมอร์เดกา, บันดา ฮีลีร์ เปิดให้ชมครั้งแรกวันที่ 1 เมษายน 2008 ซึ่งหอคอยแห่งนี้มีความสูงรวม 110 เมตร ออกแบบตามหอคอยทามิง ซารี เคริสในตำนาน จุคนได้ 66 คนต่อครั้งสามารถหมุนรอบตัวเองเพื่อชมทิวทัศน์โดยรอบ


อาหารค่ำนี้ที่ร้าน Big nyonya เป็นอาหารแบบ บ้าบ๋า ย่าหยา ก็คือ ‘เปอรานากัน’ เป็นกลุ่มชาวจีนที่มีเชื้อสายมลายูเนื่องจากในอดีต กลุ่มพ่อค้าชาวจีนโดยเฉพาะกลุ่มฮกเกี้ยนเดินทางเข้ามาค้าขายในบริเวณดินแดนคาบสมุทรมลายู และตัดสินใจตั้งถิ่นฐานในเมืองมะละกา ประเทศมาเลเซีย ในตอนต้นทศวรรษที่ 14 โดยแต่งงานกับชาวมลายูท้องถิ่นโดยภรรยาชาวมลายูจะเป็นผู้ดูแลกิจการการค้าที่นี่ แม้แต่คนในระดับพระราชวงศ์ก็มีสัมพันธไมตรีระหว่างกัน ระหว่างสุลต่านมะละกากับจักรพรรดิราชวงศ์หมิง โดยในปี ค.ศ. 1460 สุลต่านมันโซชาห์ทรงอภิเษกกับเจ้าหญิงฮังลีโปแห่งราชวงศ์หมิง และทรงประทับบนภูเขาจีน หรือ บูกิตจีนา (Bukit Cina) พร้อมเชื้อพระวงศ์อีก 500 พระองค์

สำหรับสายเลือดใหม่ของชายชาวจีนกับหญิงมลายูหากเป็นชายจะได้รับการเรียกขานว่า บ้าบ๋า (Baba) ส่วนผู้หญิงจะเรียกว่า ย่าหยา (Nyonya) และเมื่อคนกลุ่มนี้มีจำนวนมากขึ้น ก็ได้สร้างวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมของบรรพบุรุษโดยมาผสมผสานกันเป็นวัฒนธรรมใหม่ เมื่อพวกเขาอพยพไปตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้ก็ได้นำวัฒนธรรมของตนกระจายไปด้วย วัฒนธรรมใหม่นี้จึงถูกเรียกรวมๆว่า จีนช่องแคบ


ต่อมาเมื่อสมัยอาณานิคมดัตช์ช่วงต้นทศวรรษ 1800 ได้มีชาวจีนอพยพเข้ามามากขึ้น จนทำให้เลือดมลายูของชาวเปอรานากันจางลง จนรุ่นหลังแทบจะเป็นจีนเต็มตัวไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้วัฒนธรรมผสมผสานของชาวเปอรานากันจืดจางลงไปเลย การผสมผสานนี้ยังมีให้เห็นในการแต่งกายแบบมลายูเช่น ซารุง กบายา และชุดย่าหยา ซึ่งถือเป็นการแต่งกายอันสวยงามที่ผสมผสานรูปแบบของชาวจีนและมลายูเข้าด้วยกันอย่างงดงาม ฝ่ายหญิงใส่เสื้อฉลุลายดอกไม้ รอบคอ เอว และปลายแขนอย่างงดงาม นิยมนุ่งผ้าซิ่นปาเต๊ะ ฝ่ายชายยังคงแต่งกาย คล้ายรูปแบบจีนดั้งเดิม อาหารแบบเฉพาะตัว และภาษาที่ผสมผสานคำทั้งมลายู จีน และอังกฤษไว้ด้วยกัน

หลงเสน่ห์เมืองมรดกโลก


เช้านี้มีโปรแกรมเดินเท้าสัมผัสวัฒนธรรมเมืองมะละกาอย่างเต็มอิ่ม พร้อมกับตั้งใจทวงสัญญาจากลุงไกด์ว่าจะพาไปชมต้นไม้ที่ชื่อว่า "มะละกา"


หลังจากรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม Hatten Hotel จุดแรกที่ไปเยือนก็คือ ป้อมปราการ Famosa (The Portuguese Fortress) ซึ่งตั้งอยู่ด้านล่างเนินเขา St. Paul’s hill อีกชื่อหนึ่งก็คือประตูป้อมพอร์ตา เดอ ซานดิอาโก (Porta De Santiago) เป็นสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองนี้ สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1511 โดย อัลฟองโซ เดอ อัลบูร์เคอร์ก พลเรือเอกชาวโปรตุเกส ซึ่งป้อมนี้ถูกทำลายในช่วงที่ชาวดัทช์เข้ามารุกรานในปีค.ศ. 1641 ทว่าประตูป้อมยังคงตระหง่านยืนหยัดอย่างแข็งแรงมาจนถึงทุกวันนี้


จากนั้นขึ้นไปชมโบสถ์เก่าแก่ที่ชื่อว่า St. Paul Church ที่อยู่บนเนินเขา สิ่งที่หลงเหลืออยู่ก็คือผนังโบส์ถ หลังคา ที่ยังคงแข็งแกร่งยืนตระหง่าน ยุคที่โปรตุเกสปกครองมะละกา โบสถ์นี้มีชื่อว่า Nosa Senhora ต่อมาชาวดัตซ์ปกครองจึงเปลี่ยนชื่อ ด้านหน้ามีรูปปั้นของนักบุญฟรานซิส เซเวียร์ (St. Francis Xavier) ผู้มีชื่อเสียงในการเผยแพร่ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เดินทางมาที่มะละกา 4 ครั้งจนกระทั่งเสียชีวิต จึงนำศพของท่านมาฝังไว้บริเวณหน้าโบสถ์ ก่อนนำส่งต่อไปยังประเทศอินเดีย จากนั้นจึงลงจากเขาไปชม พิพิธภัณฑ์สมุทรศาสตร์มะละกา (Maritime Museum) ที่มีสัญลักษณ์เป็นเรือสำเภาจำลองของชาวโปรตุเกส ที่มีชื่อว่า Flora de La Mar ด้านในมีเรื่องราวประวัติศาสตร์การเดินเรือมาค้าขายของชาวโปรตุเกส


ไฮไลท์ของเมืองนี้อยู่แถวๆ จตุรัสดัตซ์ (Dutch Square) หรือจัตุรัสแดง สร้างเมื่อศตวรรษที่ 17 ถือเป็นแลนด์มาร์กใจกลางเมืองมะละกา อาคารบริเวณโดยรอบก็จะทาด้วยสีแดงหรือโทนสีน้ำตาลแดงทั้งหมด เคยเป็นที่ทำการสมัยที่ดัชต์ปกครอง ต่อมาอังกฤษเข้ามามีอำนาจแทนจึงตั้งชื่อว่า ดัชต์แสควร์ ช่วงปี ค.ศ. 1920 ชาวอังกฤษทาสีอาคารให้เป็นสีแดงอมชมพู (Salmon Red) ต่อมาทางท้องถิ่นมาเลเซียได้ทาสีทับใหม่เป็นสีน้ำตาลแดง


บริเวณนี้มี ลานน้ำพุควีนวิคตอเรีย (The Queen Victoria Fountain) สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1904 เพื่อถวายแด่ราชินีวิคตอเรียของอังกฤษที่ครองราชย์ในปีค.ศ. 1837-1901 เป็นหนึ่งในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความเรืองอำนาจของอังกฤษช่วงปลายยุคการล่าอาณานิคมในมาเลเซียและโบสถ์เก่าแก่ที่ชื่อ Christ Church Melaka สร้างเมื่อปีค.ศ. 1753 บริเวณนั้นยังมีอาคารสตัดธิวท์ (Studthuys) เดิมเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ปกครองและทหารชาวดัทช์ สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1645 ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์วิทยา


เดินเล่นชมสถาปัตยกรรมแบบชิโน-โปรตุกิส ที่ ถนนคนเดินยองเกอร์ (Jonker Walking Street) ที่มีอายุมากกว่า 300 ปี บัดนี้ได้แปลงร่างเป็นย่านร้านค้าต้อนรับนักท่องเที่ยว มีร้านขายเสื้อผ้า ร้านอาหาร ขายขนม ขายชากาแฟ สีสันสวยงาม มีโอกาสไปชิมขนมพื้นเมืองหน้าตาคล้ายลอดช่องบ้านเรา ทว่ามีลูกชิด น้ำแข็งไส และกะทิ ที่ชื่อว่า Cendol ที่ร้าน San Shu Gong Lao Qian Ice


อดีตมะละกาเป็นเมืองท่าสำคัญเนื่องจากเป็นเส้นทางการเดินเรือค้าขายระหว่างชาติตะวันตกกับตะวันออก ต่อมาได้ตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกทั้งโปรตุเกส เนเธอร์แลนด์ และอังกฤษ อาคารในมะละกาจึงมีลักษณะของสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างศิลปกรรมท้องถิ่นกับเจ้าอาณานิคมนั้นๆ ปัจจุบันจึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ และเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 2008 มะละกาและจอร์จทาวน์ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอยางเป็นทางการ เนื่องจากภูมิสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมที่ไม่ซ้ำใครทั้งในตะวันออกกลางและเอเซียตะวันออกเฉียงใต้


ด้วยความน่ารักของเมืองที่ติดกับชายทะเล บรรยากาศเหมาะกับการเดินเล่นยามเช้าและยามแดดร่มลมตกอย่างไม่รู้เบื่อ ในที่สุดเราก็ได้พบกับโฉมหน้าของต้นมะละกา นั่นก็คือต้นมะขามป้อมบ้านเราดีดีนี่เอง ในที่สุดก็ต้องอำลามะละกาเดินทางลงใต้ไปอีกนิด ปลายทางที่ เมืองยะโฮร์บาห์รู เข้าสู่ที่พักโรงแรม KSC Hotel & Resort เพราะจุดหมายปลายทางของทริปนี้ในวันรุ่งก็คือ Sanrio Hello Kitty Town และ Legoland โรงแรมและสวนน้ำแห่งแรกในเอเซียอยู่ในเขตเมืองนุสาจายา ปลายสุดตอนใต้ของรัฐยะโฮร์ ไฮไลท์ของที่นี่เช่น มีรถเหาะความเร็วสูง ส่วนสนุกแบ่งออกเป็น 7 โซน และใช้ตัวต่อเลโก้สร้างสิ่งต่างๆกว่า 50 ล้านชิ้น มีเมืองจำลองขนาดจิ๋วที่มีชื่อเสียงต่างๆในเอเซียในอัตราย่อส่วน 1 ต่อ 30 ใช้ตัวต่อเลโก้ 30 ล้านชิ้น ในที่นี่มีวัดอรุณฯของประเทสไทยอยู่ด้วย


ส่วนเมืองยะโฮร์แห่งนี้รายล้อมไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ น้ำตก และชายฝั่งทะเลอันงดงาม เราน่าจะได้กลับมาเยือนอีกครั้งเพื่อเที่ยวท่องไปในดินแดนแห่งประตูทางใต้ ที่ติดกับประเทศสิงคโปร์แค่เอื้อม ใครอยากมาเที่ยวเลโก้แลนด์ เขามีรถบัสบริการรับส่งจากกัวลาลัมเปอร์ และสิงคโปร์ ค่าบัตรผ่านประตู 140 ริงกิต เด็ก 3-11 ขวบ และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปราคา 110 ริงกิต www.legoland.my ส่วนโรงแรมเลโก้แลนด์แห่งแรกในเอเซียนั้นออกแบบเฉพาะครอบครัวและเด็กๆ วัย 2-12 ขวบ มีห้องพักทั้งหมด 249 ห้อง มีการออกแบบตกแต่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว


ไม่คาดคิดเลยว่า มาเลเซียทริปนี้จะสร้างความประทับใจจนอยากจะกลับไปเยือนอีกครั้ง