ปฏิวัติกำมะหยี่ยูเครน กงเกวียนช่างเวียนวน

ปฏิวัติกำมะหยี่ยูเครน กงเกวียนช่างเวียนวน

“กงเกวียนกำเกวียน” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานอธิบายว่าใช้เป็นคําอุปมา หมายถึงเวรสนองเวร กรรมสนองกรรม

เช่น ทําแก่เขาอย่างไร ตนหรือลูกหลานของตน ก็อาจจะถูกทำในทำนองเดียวกันอย่างนั้นบ้าง เรียกว่าเป็นกงเกวียนกําเกวียน ผมนึกถึงสำนวนนี้ ในระหว่างติดตามบทบาทของสหรัฐอเมริกากับรัสเซียในวิกฤตการณ์ที่ยูเครน เพราะหากย้อนกลับไปเมื่อ 4-5 ทศวรรษก่อน ตอนที่สหรัฐอเมริกาเข้ามายุ่มย่ามในอินโดจีน (เวียดนาม ลาว กัมพูชา) โดยวางก้ามว่าตนเองเป็นผู้นำโลกเสรีประชาธิปไตย มีหน้าที่ต้องคอยปกป้องคุ้มกันภัยคอมมิวนิสต์ ไม่ให้มาแผ้วพาลประเทศโลกเสรี


แม้ว่ายามนั้น กองทัพลุงแซมต้องปะทะปะทังโดยตรงกับกองกำลังผู้รักชาติในอินโดจีน อย่างกองกำลังเวียดมินห์ หรือขบวนการปะเทดลาว แต่เป็นที่ทราบกันดีว่า นอกเหนือจากจิตใจอันวีระอาจหาญของนักรบกู้ชาติชาวอินโดจีนแล้ว พวกเขายังมีสหภาพโซเวียตรัสเซีย มหาอำนาจโลกคอมมิวนิสต์ให้การหนุนหลังด้วย ทำให้เกิดภาวะ “สงครามเย็น” ยาวนานระหว่างสหรัฐฯ กับโซเวียตฯ ในขณะที่ไฟสงครามอันร้อนระอุกลับปะทุรุนแรงไปทั่วปฐพีอินโดจีน ก่อนจะปิดฉากลงด้วยความย่อยยับอัปราของ “ตำรวจโลก” อย่างสหรัฐอเมริกา ในปี 2518 ซึ่งเป็นปีที่เวียดนาม ลาว กัมพูชา เปลี่ยนแปลงสู่ระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ทั้งหมด


หลังจากนั้นราวหนึ่งทศวรรษต่อมา กงล้อประวัติศาสตร์หนุนย้อนกลับไปหาผู้นำโลกคอมมิวนิสต์บ้าง เมื่อสหภาพโซเวียตที่เคยแข็งแกร่งต้องถึงกาลล่มสลาย ตามมาด้วยกระแสเรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตยในกลุ่มประเทศบริวารของโซเวียต (โดยที่สหรัฐฯให้การสนับสนุน) โดยเฉพาะในยุโรปตะวันออก ซึ่งโซเวียตมักใช้วิธีหนุนหลังคนที่ตนเองสั่ง “ซ้ายหัน-ขวาหัน” ได้ ขึ้นเป็นผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์และเป็นผู้นำรัฐบาล แล้วส่วนใหญ่ ผู้นำจัดตั้งเหล่านั้นมักเหลิงอำนาจ คอร์รัปชั่นโกงกิน ไม่ประสีประสากับการแก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชน หรืออีกกรณีหนึ่ง คือผู้นำจัดตั้ง (โดยโซเวียต)บางประเทศ เกิดแข็งข้อหรือมีแนวคิดปฏิรูป เห็นประชาชนสำคัญกว่าการรับคำสั่งจากหลังม่านเหล็ก โซเวียตก็ใช้วิธีส่งกองกำลังเข้าไปจัดการโค่นอำนาจผู้นำหัวดื้อนั้นลงเสีย


ที่ลือลั่นเห็นจะเป็นกรณีสาธารณรัฐเช็ก เมื่อครั้งยังรวมกับสโลวัก ในนาม “เชโกสโลวะเกีย” ปี 2511 สหภาพโซเวียตส่งกองกำลังเข้ากวาดล้างฝ่ายปฏิรูปในพรรคคอมมิวนิสต์เชโกฯ ที่นำโดยอเล็กซานเดอร์ ดุ๊บเช็ค ผู้ไม่ยอมอยู่ในโอวาท โดยให้เสรีภาพทางการเมืองแก่นักศึกษาและ ประชาชนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ผลการกวาดล้างอย่างราบคาบ ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมอันน่าสะเทือนใจ เมื่อ แจน พาลัค นักศึกษาคณะวิชาปรัชญา มหาวิทยาลัยชาร์ลส์ จุดไฟเผาตนเองประท้วงการกระทำของโซเวียต ณ จัตุรัสเวนเซสลาส ใจกลางกรุงปราก นครหลวงของเชโกสโลวะเกีย จนถึงแก่ความตายอย่างทรมาน เมื่อ 16 มกราคม 2512


จากนั้น 25 กุมภาพันธ์ แจน ซาจิค นักเรียนมัธยมวัย 18 ปี ก็พลีชีพในเปลวเพลิงอีก ณ บริเวณไม่ไกลกัน ประวัติศาสตร์บันทึกว่าการตายของเขาทั้งสอง ส่งผลให้ขบวนการประชาธิปไตยเติบใหญ่ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ในปี 2532 คือการปลดแอกคอมมิวนิสต์ที่กดขี่ชาวเช็กมายาวนาน ภายใต้ชื่อ ‘การปฏิวัติกำมะหยี่’ หมายถึงการปฏิวัติที่มีการสูญเสียน้อยมาก ทุกวันนี้ ที่จัตุรัสเวนเซสลาส ยังมีแผ่นหินอ่อนขนาด 1 ตารางฟุต 2 แผ่น วางไว้ใกล้ฐานอนุสาวรีย์กษัตริย์เวนเซสลาส มีข้อความจารึกว่า Jan PALUCH, Jan ZAJIC: in memory of the victim of communism (แจน พาลัค, แจน ซาจิค แด่ เหยื่อแห่งลัทธิคอมมิวนิสต์ผู้อยู่ในความทรงจำ)


เช่นเดียวกับที่ใจกลางกรุงอัสตานา เมืองหลวงใหม่ของคาซัคสถาน มีสิ่งก่อสร้างตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ ซึ่งรัฐบาลคาซัคสถานตั้งชื่อไว้อย่างเป็นทางการว่า “อนุสาวรีย์แห่งความตายของระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ” (Monument of the Death of Totalitarian Regime) อันทำให้ผู้ไปเยือนต้องอึ้งและทึ่ง ถ้าไม่ทราบความเป็นมา

เรื่องของเรื่องคือในช่วงที่คอมมิวนิสต์โซเวียตใกล้ล่มสลาย ราวปี 2533 คาซัคสถานประสบวิกฤตเศรษฐกิจอย่างหนัก จนผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์คาซัคสถานถูกปลด แต่แทนที่โซเวียตจะแต่งตั้งชาวคาซัคขึ้นเป็นผู้นำใหม่ตามธรรมเนียมปฏิบัติ กลับส่งชาวรัสเซียมารับตำแหน่งแทน ทำให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ โซเวียตต้องส่งกองกำลังมาปราบปราม จนผู้รักชาติชาวคาซัคล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ทำให้โซเวียตจำใจแต่งตั้ง “นูร์ซุลตาน นาซาร์บาเยฟ” นักเศรษฐศาสตร์สายเลือดคาซัค เป็นผู้นำพรรคฯ แทน ซึ่งเท่ากับโซเวียตสูญเสียอำนาจการนำในคาซัคสถานโดยสิ้นเชิง


ในที่สุด คาซัคสถานก็ประกาศเอกราช เมื่อ 1 ธันวาคม 2534 “นาซาร์บาเยฟ” ได้รับความไว้วางใจจากชาวคาซัคให้เป็นประธานาธิบดีคนแรก ผู้ประกาศว่า “การต่อสู้เพื่อให้คาซัคสถานกลับมามีเอกราชและอิสรภาพอีกครั้ง เป็นเกียรติยศและเป็นความหวังที่ชาวคาซัครอคอยมานาน”อมตะวาจาท้าทายอำนาจเก่านี้ ถูกนำมาประดับไว้ ณ “อนุสาวรีย์แห่งความตายของระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ” อย่างเจ็บแสบ แต่ที่เจ็บและแสบยิ่งกว่า คือการออกแบบอนุสาวรีย์ให้เป็นเนินดินที่มีเพียงเสาธงปักตรงกลาง อุปมาดั่งหลุมฝังระบอบเผด็จการที่สาแก่ใจชาวคาซัคสถานเป็นที่สุด


สถานการณ์ในยูเครนเวลานี้ ถ้าเป็นละครก็ใกล้ถึงฉากจบเข้าไปทุกที อยู่ที่ (อดีตสหภาพโซเวียต)รัสเซีย จะออกแรงปกป้อง “ไครเมียร์” ฐานที่มั่นสุดท้ายในยูเครนได้ยืดเยื้อเพียงใด ได้แต่หวังว่าในที่สุด ไครเมียร์จะมิใช่หลุมฝังศพ หรือ“อนุสาวรีย์แห่งความตาย” ของใครอีก!