วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไปตามฝัน "มัลดีฟส์"

ถ้าให้จัดอันดับสถานที่ที่คู่รักอยากจัดงานแต่งงานมากที่สุดในโลก "มัลดีฟส์" เป็นชื่อสุดแสนโรแมนติกที่อยู่ในลิสต์ของใครหลายคน

"ไปมัลดีฟส์แป๊บนะ...เดี๋ยวมา"


เป็นสเตตัสที่ตั้งก่อนจากลาเมืองไทย ณ ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ


แค่ชื่อ มัลดีฟส์ ก็เรียกเสียงฮือฮาจากบรรดาเพื่อนฝูงในโซเชียลมีเดียได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้น "อิจฉามาก" จึงเป็นคอมเมนต์ยอดฮิตผลิตซ้ำที่เพื่อนๆ หลายคนกระหน่ำบอก


ใช่..มันน่าอิจฉาจริงๆ นั่นแหละ และตั้งแต่รู้ตัวว่าจะได้เดินทางไปเยือนดินแดนในฝันอย่างมัลดีฟส์ ฉันก็แอบอิจฉาตัวเองไปไม่รู้กี่รอบ

1.


แม้จะได้นั่งติดหน้าต่าง ซึ่งสามารถมองออกไปเห็นผืนน้ำสีฟ้าข้างล่างได้อย่างชัดเจน แต่...โชคไม่เข้าข้างเอาเสียเลย เมื่อฝนกระหน่ำเทสุดใจในขณะที่เครื่องบินแอร์บัส เอ 319 กำลังพาเราร่อนลงจอด ณ ท่าอากาศยานนานาชาติ Ibrahim Nasir ในเมืองมาเล่(Male) เมืองหลวงของสาธารณรัฐมัลดีฟส์


แน่นอนว่า ภาพเม็ดทรายสีขาวละเอียดใส น้ำทะเลสีเทอร์ควอยส์สบายตา ไม่มีให้เห็นในเวลานี้


มัลดีฟส์ เป็นประเทศเอกราชที่มีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภาษาของตัวเองมายาวนาน เอกลักษณ์ของที่นี่คือ 99 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมดเป็นน้ำ ส่วนที่เหลือคือเกาะปะการัง หรือที่เรียกว่า Atoll ตั้งกระจายไล่เรียงกันอยู่ทั่วไป รวมกว่า 1,900 เกาะ


สาธารณรัฐมัลดีฟส์ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศศรีลังกาและอินเดีย และที่เรียกว่า "เกาะสวาท หาดสวรรค์" ก็เพราะว่าทรัพยากรธรรมชาติรวมถึงวิวทิวทัศน์ของประเทศที่เล็กที่สุดในเอเชียแห่งนี้ มีความอุดมสมบูรณ์ชนิดที่องค์การยูเนสโกยอมรับ และประกาศให้พื้นที่บริเวณ Baa Atoll หรือ หมู่เกาะปะการังบา ที่อยู่ทางตอนเหนือของเมืองมาเล่ เป็น "เขตสงวนชีวมณฑล" (Biophere Reserve)


มันสำคัญอย่างไรล่ะ หลายคนอาจจะอยากทราบ ขออธิบายอย่างย่อๆ ก็แล้วกัน


การที่องค์การยูเนสโกจะประกาศให้พื้นที่ไหนเป็นเขตสงวนชีวมณฑลได้ นั่นแปลว่าพื้นที่แห่งนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ชนิดที่พบยากในที่อื่นๆ ของโลก และเพื่อเป็นการดูแลรักษาให้พื้นที่นั้นยังคงเป็น "เสน่ห์" ที่งดงามต่อไปก็ต้องมีการควบคุม


บา อะทอลล์ เป็นหมู่เกาะที่พบกระเบนราหู ฝูงฉลาม เต่าทะเล รวมถึงสัตว์น้ำหายากอื่นๆ ได้ง่ายที่สุด เพราะฉะนั้นถ้ามีนักท่องเที่ยวเข้าไปมากๆ หรือมีผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่ไร้ประสิทธิภาพเข้าไปหาผลประโยชน์ สัตว์น้ำหายากก็อาจจะกลายเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ได้ง่ายๆ


เมื่อองค์การยูเนสโกประกาศให้พื้นที่บริเวณนี้เป็นเขตสงวนชีวมณฑลแล้ว สถานประกอบการและที่พักต่างๆ ก็ต้องทำตามกฎ นั่นคือ สร้างโรงแรมที่พักได้เฉพาะในเกาะที่ปราศจากชาวบ้าน 1 เกาะต่อ 1 โรงแรมเท่านั้น และแต่ละแห่งต้องมีเครื่องปั่นไฟ เครื่องทำน้ำจืด เครื่องบำบัดน้ำเสีย รวมถึงเครื่องมือและกฎเกณฑ์ที่จะทำให้เกาะทั้งเกาะปราศจากมลพิษ ซึ่งทุกโรงแรมต้องปฏิบัติตามกฎแห่งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

จริงๆ ต้องบอกว่า การสร้างกฎเกณฑ์ต่างๆ เหล่านี้ขึ้นมา นอกจากจะช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรเดิมให้คงอยู่แล้ว ยังเป็นการ "ชะลอ" ภัยทางธรรมชาติที่อาจจะเกิดกับมัลดีฟส์ในอนาคตด้วย


ฉันหมายถึงข่าวคราวที่กล่าวขานกันว่า "มัลดีฟส์กำลังจะจมน้ำ" ซึ่งความจริงก็คือ จมแน่ แต่...อีกราวๆ 100 ปี
ตามรายงานของ IPCC(Intergovernmental Panel on Climate Change ) คาดการณ์ไว้ว่า ในอีก 100 ปีข้างหน้า ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น 1 เมตร ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น ประเทศมัลดีฟส์จะกลายเป็นแผ่นดินแรกสุดในโลกที่ต้องจมอยู่ใต้ทะเล เพราะมีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางเพียง 1.5-2.3 เมตรเท่านั้น


จะว่าไป 100 ปีก็ใช่ว่าจะเนิ่นนานอะไร รีบๆ ไปเที่ยวซะก่อนมัลดีฟส์จะจม จึงเป็นจุดประสงค์ของนักเดินทางทั่วโลก ฉันก็ยกมือร่วมด้วย

2.


สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลกอย่างมัลดีฟส์ไม่ได้มายากเย็นอะไร เพียงแต่มีค่าใช้จ่ายสูงมากก็เท่านั้น ใครมีเบี้ยน้อยหอยน้อยก็อาจจะเลือกที่พักในราคากลางๆ แต่ถ้ารักความเป็นส่วนตัวและมีกำลังทรัพย์สูง โรงแรมในระดับไฮเอนด์เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกับพวกเขา ซึ่งการท่องเที่ยวมัลดีฟส์ในทุกๆ เกาะจะคล้ายๆ กัน คือนักท่องเที่ยวต้องซื้อแพ็คเกจท่องเที่ยวซึ่งรวมค่าบริการที่พัก อาหาร การเดินทาง และกิจกรรม ในราคาที่แตกต่างกัน จากนั้นก็ใช้ชีวิตได้อย่างสบายโดยไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่ม ยกเว้นแต่จะซื้อเพิ่มเอง


เรือเร็วพาเราแล่นฝ่าระลอกคลื่นและละอองฝนจากท่าอากาศยานมาจนถึง เกาะกูดา ฮูร่า ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงมาเล่มาประมาณ 25 นาที ที่พักคืนแรกของฉันอยู่ที่นี่ โฟร์ ซีซั่น รีสอร์ท มัลดีฟส์, กูดา ฮูร่า


ฟ้าครึ้มยังตามตอแยอยู่ไม่ห่าง ฉันถอนใจแบบสิ้นหวัง คิดว่าคงจบเห่กันแล้วสำหรับมัลดีฟส์ บ่ายแก่ๆ หลังฝนปรอยเบาๆ ฉันจึงเดินเข้าไปที่ห้องอาหารภายในรีสอร์ท สั่ง "โรชิ" (แผ่นแป้งบางๆ คล้ายจาปาตีของอินเดีย) มากินแก้เหงาแล้วเฝ้ามองออกไปข้างนอก


"ไม่มีอะไรแน่นอนที่มัลดีฟส์" พนักงานบริการบอกเบาๆ เมื่อเธอเห็นว่าเรานั่งหน้าเศร้ามานานพอควร เธอบอกว่า มัลดีฟส์อยู่ในทะเลแถบเส้นศูนย์สูตร ดังนั้นสภาพอากาศจึงค่อนข้างปรวนแปรได้ง่าย ไม่ฝนตกมากก็ลมแรง หรือบางวันที่แดดแรงๆ ก็อาจจะมีฝนตกได้ เพราะฉะนั้นอย่ากังวลใจ และคิดโทษตัวเองว่าเราเป็นคนพาฝนห่าใหญ่มาเยือน


"ไป Marine Discovery Centre รึยังคะ ฉันรับรองว่า คุณจะลืมภาวะหดหู่นี้ทันทีเมื่อไปถึงที่นั่น" ไม่รอช้า ฉันเดินตรงไปยัง "ศูนย์ข้อมูลทางทะเล" ที่เธอว่าทันที


ไม่แน่ใจว่ารีสอร์ทอื่นๆ จะมีศูนย์แบบนี้อยู่บ้างมั้ย แต่สำหรับโฟร์ ซีซั่น ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลมาก ที่นี่มีนักชีววิทยาทางทะเลคอยศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของสัตว์ใต้น้ำ รวมทั้งร่วมอนุรักษ์เต่าทะเล ฉลาม และมีกิจกรรมปลูกปะการังเป็นปราการกันคลื่นลมในทะเลด้วย


นักท่องเที่ยวชาวยุโรป 2 คนลงมือปลูกปะการังบนโครงสร้างเหล็กที่ทางศูนย์ฯ เตรียมไว้ ก่อนจะพามันไปหย่อนใกล้ๆ ชายหาด เปิดโอกาสให้มันเติบโตขึ้นมาพบกับโลกใบใหญ่ และผูกมิตรภาพกับสัตว์โลกใต้ทะเลด้วย


อย่างที่บอกว่ามัลดีฟส์มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นน้ำ อาชีพหลักๆ ของชาวมัลดิเวียน(Maldivian) จึงเป็นการทำประมง แต่เป็นการทำประมงแบบมีข้อแม้ คือ ห้ามใช้ "ตัวช่วย" ที่เป็นเทคโนโลยีในการจับปลา อนุญาตให้เฉพาะเครื่องมือพื้นบ้านเท่านั้น ฉันว่านี่เป็นกุศโลบายในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่ดีมากๆ อีกทางหนึ่ง


บ่ายแก่ๆ ทางโรงแรมจัดเรือให้กับนักท่องเที่ยวออกไปชมฝูงโลมาที่อยู่ไกลออกไปราว 20 นาที เจ้าหน้าที่ว่า โลมาที่มัลดีฟส์หาชมง่าย ไปจอดเรือรอไม่นานก็สมใจ ฝูงโลมากว่า 50 ตัว พากันแหวกว่าย กระโดดโลดเต้นอยู่ใกล้ๆ ลำเรือ เมื่อชื่นชมกันอย่างจุใจแล้วเรือลำใหญ่ก็พาทุกคนกลับที่พักเพื่อผ่อนคลายอิริยาบถกับการทำสปา


หลังเข้าคอร์สทำสปาแบบสบายๆ โดยใช้ผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของชาวมัลดีฟส์ ความรู้สึกสดชื่นก็กลับคืนมาอีกครั้ง เย็นนี้ฟ้าเปิดกว้าง และมันก็ทำให้ฉันฉีกยิ้มได้กว้างตามไปด้วย

3.


เครื่องบินน้ำ(ทะเล) หรือ Sea Plane มาตั้งลำรอรับอยู่นอกอ่าว หลังจัดการกับ "มาสฮูนิ" ซึ่งเป็นอาหารเช้าแบบมัลดิเวียนที่ทำจากปลาทูน่า หัวหอม มะพร้าว และพริกแล้ว ฉันก็โบกมือลากูดา ฮูร่า ไปพร้อมกับเครื่องบินน้ำลำโต


การเดินทางในมัลดีฟส์ นอกจากสปีดโบ้ท หรือเรือเร็วแล้ว เครื่องบินน้ำก็เป็นอีกพาหนะในการเดินทางที่ได้รับความนิยม ซึ่งมีหลายบริษัทให้บริการ เครื่องบินแบบนี้จะบินไม่สูงเท่าไร เราสามารถมองเห็นผิวน้ำ และอะทอลล์เล็กๆ ได้อย่างสบาย

แดดวันนี้ร้อนแรงสะใจ และมันก็ทำให้ เกาะปะการังบา ซึ่งเป็นที่หมายของฉันดูงดงามจับใจ และรีสอร์ทสไตล์มัลดีฟส์แบบที่หลายคนใฝ่ฝันก็ตั้งเรียงรายอยู่ตรงหน้าฉันนี่เอง


หลายคนบอกว่า กระท่อมเล็กๆ ดีไซน์เก๋ๆ และลอยตัวอยู่อย่างเท่ๆ บนผิวน้ำ เป็นรีสอร์ทสไตล์มัลดีฟส์ที่ทุกคนรับรู้กัน แต่เมื่อลองถามคนพื้นถิ่น เขาว่า บ้านแบบมัลดีฟส์จริงๆ ไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะ "บ้าน" ของชาวมัลดิเวียนจริงๆ เป็นเพียงกระท่อมมุงหลังคา มีฝาไม้ขัดแตะง่ายๆ และตั้งอยู่บนบก ไม่ใช่ในทะเล แต่ที่ฉันรู้สึกว่าเท่ดีก็คือ ทุกบ้านจะต้องมีชิงช้า ผูกไว้ใกล้ๆ กับบ้าน เอาไว้เป็นสถานที่พักผ่อนยามลมร้อนมาเยือน


คืนนี้ที่พักของฉันออกจะหรูหรากว่าคืนก่อนหน่อย เพราะโฟร์ ซีซั่น รีสอร์ท มัลดีฟส์ แอท ลันดา กีราวารู จัดอยู่ในกลุ่มรีสอร์ทหรูระดับไฮเอนด์ ไม่ว่าจะเป็นห้องพัก อาหาร การบริการ หรือกิจกรรม ทุกอย่างจัดว่าอยู่ในระดับมาตรฐานพรีเมี่ยมของจริง

อะไรที่ไม่ได้ทำตอนอยู่เกาะกูดา ฮูร่า วันนี้ฉันได้ทำทุกอย่าง เพราะฟ้าเปิดนำทาง ส่องให้ภาพ "เกาะในฝัน" โดดเด่นขึ้นในใจ


หาดทรายขาวๆ ที่มีเม็ดทรายละเอียดราวกับผงแป้งฉันเพิ่งรู้ว่ามันมีอยู่จริงก็วันนี้ ส่วนสีสันโลกใต้ทะเลที่เขาว่ากันว่า สัมผัสได้แค่ปลายมือเอื้อม ฉันก็ไปทำความรู้จักกับพวกมันมา เรียกว่า สวรรค์ของจริง


ชื่นฉ่ำกับโลกใต้ทะเลที่หาดหน้าบ้านยังไม่หนำใจ ตกบ่ายทางรีสอร์ทก็เตรียมเรือลำใหญ่พร้อมพาพวกเรานักท่องเที่ยวทั้งหลายออกไปยังจุดดำน้ำชมเต่าทะเล


ยอมรับว่านี่เป็นการดำน้ำตื้นที่เหนื่อยที่สุดเท่าที่ฉันเคยดำมา เพราะอาณาบริเวณที่กว้างแสนกว้าง แถมเจ้าหน้าที่นำทางก็ยังว่ายน้ำเร็วยังกับติดสปีด ทำเอาคนปอดเล็กๆ อย่างเราแทบสิ้นฤทธิ์ แต่...


"ทางนี้ๆ เต่าทะเลอยู่ทางนี้"


สิ้นเสียงเรียกจากเจ้าหน้าที่ ฉันออกแรงตีฟินสุดแรง เต่าทะเลตัวเขื่องว่ายวนอยู่ตรงก้อนปะการังโตๆ ด้านล่างลึกจากผิวน้ำลงไปราว 6-7 เมตร มันพยายามก้มหัวเข้าไปจิกอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเห็นฝูงนักดำน้ำก็เกิดอาการเขินอาย มันจึงว่ายน้ำขึ้นมาทักทายพวกเราใกล้ๆ ก่อนจะดำดิ่งหายไปใต้ทะเลลึก


เราพบกับเต่าทะเลอีก 2-3 ตัวบริเวณนี้ พร้อมกับกระเบนนก และฝูงปลาหลายชนิดที่ไม่เคยพบเห็นที่ไหน และเมื่อดำน้ำกันจนทุกคนพึงพอใจ เจ้าหน้าที่ก็พาเรือลำใหญ่กลับเข้าสู่ฝั่งบนเกาะปะการังบาทันที


"เราไปว่ายน้ำกับเต่าทะเลแบบใกล้ๆ ด้วย" เพื่อนในกลุ่มคุยโวกับเพื่อนสาวอีกคนที่ไม่ได้ลงเรือไปด้วย


"เหรอ แต่ฉันไปว่ายน้ำกับ Manta Ray มา" คำตอบของเธอทำเอาทุกคนต้องอ้าปากค้าง เพราะการว่ายน้ำกับ Manta Ray เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมในฝันของคนที่เดินทางมาเยือนมัลดีฟส์ ซึ่งทางรีสอร์ทจะมีโทรศัพท์ 1 เครื่องให้นักท่องเที่ยวติดตัวไว้ เมื่อเจ้าหน้าที่ติดต่อมาเมื่อไร ให้ทุกคนพร้อมเดินทางไปเจอะเจอกับเจ้ากระเบนราหูได้ทันที

แต่...วินาทีที่สัตว์น้ำหายากอย่าง Manta Ray ปรากฏตัว พวกเราทุกคนมัวแต่เพลิดเพลินอยู่กับเต่าทะเลหายากในอีกฟากฝั่งของขอบน้ำ


สงสัยฉันต้องกลับมา "ซ้ำ" ซะแล้วล่ะ "มัลดีฟส์"

................


การเดินทาง


มัลดีฟส์ไปได้ง่ายๆ แบบไม่ต้องแวะต่อเครื่องที่ไหน ก็เพราะสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส มีเส้นทางบินตรงจากกรุงเทพฯ(สุวรรณภูมิ) ถึงมัลดีฟส์(มาเล่) โดยใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมงครึ่ง - 4 ชั่วโมงเท่านั้น สนใจดูรายละเอียดและตารางการเดินทางได้ที่ www.bangkokair.com


ส่วนการเดินทางไปเกาะต่างๆ ในมัลดีฟส์สามารถใช้บริการเรือเร็ว หรือสปีดโบ้ท สนนราคาก็ตามระยะทาง ส่วนมากทางโรงแรมหรือรีสอร์ทจะจัดการให้ แต่ถ้าใครต้องการความสะดวกรวดเร็ว สามารถใช้บริการเครื่องบินน้ำ(ทะเล) หรือ sea plane ได้ มีหลายบริษัทให้เลือกใช้ ซึ่งท่าอากาศยานเครื่องบินน้ำก็อยู่ไม่ไกลจากท่าอากาศยาน Ibrahim Nasir สามารถเดินทางไปติดต่อได้ไม่ยากเช่นเดียวกัน