เที่ยวใกล้กรุง ยลเมืองแปดริ้ว

แปดริ้ว หรือฉะเชิงเทราเป็นจังหวัดที่มีประวัติความเป็นมาเก่าแก่ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถในสมัยกรุงศรีอยุธยา
ประชาชนส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำบางปะกงและตามลำคลองต่างๆ โดยมีหลวงพ่อโสธรหรือ วัดโสธรวรารามวรวิหาร เป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวแปดริ้ว
แปดริ้วเป็นจังหวัดที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ แค่นิดเดียว ใช้เวลาเพียง 45นาทีก็ถึงแล้ว ที่ผ่านมาหลายมักคิดว่าแปดริ้วเป็นเหมือนเมืองทางผ่านเพื่อเที่ยวในจังหวัดต่างๆ ทางภาคตะวันออก แต่ความเป็นจริงแล้วเมืองเล็กๆ แห่งนี้กลับมีแหล่งท่องเที่ยวโดดเด่นที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวัดโสธรวรารามวรวิหาร วัดคู่บ้านคู่เมืองของชาวแปดริ้ว และมีผู้ที่นับถือมากมาย สำหรับผู้มีบุตรยากมักจะมาสักการะขอพรจากหลวงพ่อ หากสมดังใจมักจะมาแก้บนด้วยละครชาตรีหรือไข่ต้ม เป็นต้น
มหกรรมปั้นทรายโลก ประติมากรรมทรายในร่มที่ใหญ่ที่สุดในโลกและแห่งเดียวในประเทศไทย บนพื้นที่กว่า12 ไร่ ในรูปแบบต่างๆ ที่ถูกนำมาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวได้อย่างน่าอัศจรรย์ ตลาดโบราณนครเนื่องเขต ตลาดเก่าแก่สมัยรัชกาลที่5 นับเป็นอีกสถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่ขึ้นชื่อสำหรับคนมาเยือนเมืองแปดริ้ว นักท่องเที่ยวสามารถเลือกชมเลือกชิมอาหารหรือของที่ระลึกได้ทั้งสองฝั่งคลอง ทำให้ทอดน่องกันจนเมื่อยกันเลยทีเดียว และจากการได้แวะไปชิมก๋วยเตี๋ยวที่มีหลายร้านในตลาดแห่งนี้ ขอกระซิบบอกได้เลยว่าเด็ดทุกร้าน
ในขณะที่วัดจีนประชาสโมสร(เล่งฮกยี่) เป็นสถานที่ที่ผู้คนชอบเดินทางไปสักการะพระพุทธรูปเทวรูปจีนอ้วยโห้ ท้าวจตุโลกบาล และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทำมาจากกระดาษโบราณอายุนับ 100 ปี ให้เราได้เสริมบารมี อีกทั้งยังสามารถแก้ปีชงได้ที่นี่อีกด้วย และที่พลาดไม่ได้คือวัดสมานรัตนาราม วัดแห่งนี้ได้รวมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้หลายอย่างและทำอย่างยิ่งใหญ่ แต่ที่เป็นไฮไลท์ของที่นี่คงหนีไม่พ้นพระพิฆเนศสีชมพูปางเสวยสุข ที่นอนเด่นเป็นสง่าติดกับแม่น้ำบางปะกง ถือว่าเป็นฮวงจุ้ยที่ดีมากๆ
ถ้ากล่าวถึงพระพิฆเนศ คงจะไม่กล่าวถึงพระพิฆเนศปางยืนเนื้อสำริดองค์ใหญ่ที่สุดในโลกไม่ได้ มีความสูงรวมแท่นฐาน 39 เมตร ประดิษฐาน ณ อุทยานพระพิฆเนศ ริมฝั่งแม่น้ำบางปะกง ตำบลบางตลาด อำเภอคลองเขื่อน เช่นเดียวกับวัดปากน้ำโจ้โล้ อ.บางคล้า ลักษณะสวยงาม ลวดลายอ่อนช้อย แต่ที่ทำให้ที่นี่มีชื่อเสียงโด่งดัง ก็เพราะเป็นโบสถ์ที่มีสีทองทั้งหลัง และยังสามารถเดินลอดใต้องค์พระประธานได้อีกด้วย
อนุกูล ตังคณานุกูลชัย พ่อเมืองแปดริ้ว ได้ออกมาเผยแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองแปดริ้วในปี 2557 นี้ว่า ได้แบ่งนโยบายเป็นรายไตรมาส ดังนี้ ไตรมาสแรก การท่องเที่ยวจะอยู่ในเกณฑ์คึกคักนักเที่ยวให้ความสนใจเข้ามาเที่ยวอย่างมาก เนื่องจากอยู่ในช่วงเทศกาลปีใหม่และตรุษจีน ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่ได้รับความนิยม คือวัดโสธรวรารามวรวิหารและล่องน้ำบางปะกง ส่วนไตรมาสที่ 2 การท่องเที่ยวจะคึกคักกว่าไตรมาส1 เนื่องจากมีเทศกาลวันหยุดยาว คือวันจักรี วันสงกรานต์ วันแรงงาน วันฉัตรมงคล วันวิสาขบูชา และวันพืชมงคล
สำหรับไตรมาสที่ 3 การท่องเที่ยวจะอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างเงียบเหงา เนื่องจากในช่วงดังกล่าวเป็นฤดูฝน และไม่มีกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว ส่วนไตรมาสที่ 4 จะอยู่ในเกณฑ์คึกคักกว่าไตรมาสที่ 3 เพราะเป็นช่วงนี้จะย่างเข้าสู่ฤดูหนาว ใกล้สิ้นปี อีกทั้งยังมีกิจกรรมมากมาย ไม่ว่าจะเป็น วันลอยกระทง วันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันรัฐธรรมนูญ เป็นต้น
นอกจากนี้จำนวนนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ร้อยละ 30.9 มาจากกรุงเทพฯ รองลงมาร้อยละ 30.3 มาจากภาคตะวันออก ร้อยละ 28.1 มาจากภาคกลาง ส่วนนักท่องเที่ยวต่างประเทศร้อยละ 42.3 เป็นนักท่องเที่ยวจากเอเชีย รองลงมาคือ ยุโรป สหรัฐฯ และโอเซียเนีย ร้อยละ34.1, 15.4 และ 8.1 ตามลำดับ ทั้งนี้พบว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ให้ความสนใจมาพักผ่อนเพื่อไหว้พระสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของแปดริ้ว เที่ยวแบบธรรมชาติเชิงนิเวศ และล่องแม่น้ำบางปะกง
ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวอีกว่า ภาพรวมและทิศทางการท่องเที่ยวของจังหวัดฉะเชิงเทรามีอัตราการเติบโตในทิศทางที่ดีขึ้น เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยร้อยละ 92.50 แบ่งเป็นคนไทยร้อยละ 92.82 และ ชาวต่างชาติ 16.60 ส่วนใหญ่จะมาเที่ยวแบบไปเช้า-เย็นกลับ มีสัดส่วนถึง ร้อยละ 88.84 นอกจากนี้ในการเดินทางท่องเที่ยวแต่ละครั้ง นักท่องเที่ยวจะมีระยะเวลาพักเฉลี่ยร้อยละ 1.46 วัน เพิ่มจากปีที่แล้วเล็กน้อย และมีการใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 1,029.79 บาทต่อคนต่อวัน มีสัดส่วนลดลงร้อยละ 5.54 คิดเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวทั้งสิ้น ประมาณ 249.85 ล้านบาท ส่วนนักทัศนาจรมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 640.34 บาทต่อคนต่อวัน ซึ่งทำให้เกิดรายได้หมุนเวียนในแหล่งท่องเที่ยวสูงถึง 849.46 บาท
ดังนั้นนักท่องเที่ยวผู้มาเยี่ยมเยือนจังหวัดฉะเชิงเทราจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อวันประมาณ 700.54 บาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.21 ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มของผู้เยี่ยมเยือนชาวต่างชาติที่ใช้จ่ายค่อนข้างสูงกว่าชาวไทย หากพิจารณาถึงลักษณะของการใช้จ่ายแล้วพบว่าผู้เยี่ยมเยือนจะใช้จ่ายเป็นค่าอาหารและเครื่องดื่ม รองลงมาเป็นค่าพาหนะเดินทางในจังหวัด และค่าซื้อสินค้าและของที่ระลึกตามลำดับ และเมื่อรวมรายได้ที่เกิดจากการท่องเที่ยวภายในประเทศประมาณ 1,099.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.44
อย่างไรก็ตาม สำหรับสถานการณ์การเข้าพักแรม พบว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 11 แห่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 มีจำนวนห้องพักทั้งสิ้น 631 ห้อง เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.77 โดยจะมีห้องพักหลายระดับราคาตั้งแต่ต่ำกว่า 500 บาท จนถึงไม่เกิน 1,000 บาท และมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยร้อยละ 41.73 จะเห็นได้ว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เข้ามาพักนิยมในราคาที่ต่ำกว่า 500 บาท มีระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 1.21 วัน สำหรับชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาพักในพื้นที่ คือ เกาหลี ญี่ปุ่น อเมริกา ไต้หวัน และเยอรมนี ตามลำดับ
ฉะเชิงเทรา จึงนับเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนาธรรม อีกทั้งยังได้สัมผัสวิถีริมน้ำแหล่งเรียนรู้เชิงนิเวศ การเกษตร และดาราศาสตร์ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องมาเยือนสักครั้ง
สำหรับการเดินทาง หากใช้รถส่วนตัว จากกรุงเทพฯ สามารถเดินทางได้ 3 เส้นทาง คือ เส้นทางที่ 1 จากกรุงเทพฯไปตามทางหลวงหมายเลข 304 (กรุงเทพฯ-มีนบุรี -ฉะเชิงเทรา)ระยะทาง75 กิโลเมตร
เส้นทางที่ 2 จากกรุงเทพฯไปตามทางหลวงหมายเลข 34 ถนนสายบางนา-ตราด จากนั้นเลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลข 314 (บางปะกง- ฉะเชิงเทรา) ระยะทาง 90 กิโลเมตร และเส้นทางที่ 3 จากกรุงเทพฯไปตามทางหลวงหมายเลข 3 (ผ่านสมุทรปราการ-บางปะกง) จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 314 ระยะทาง 100กิโลเมตร
เมื่อมาถึงท่ารถโดยสารของจังหวัดฉะเชิงเทรานักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถสองแถวที่จอดอยู่ในบริเวณสถานีขนส่ง โดยมีรถโดยสารวิ่งไปตามเส้นทางสำคัญของสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญต่างๆ ได้แก่ วัดหลวงพ่อโสธร ตลาดคลองสวน ตลาดบ้านใหม่ นอกจากนี้ยังมีบริการรถตุ๊กๆ ซึ่งสามารถเหมาไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ได้







