ผมซวนเซออกมาจากสถานที่ที่ชื่อ ปางอุ๋ง ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนอย่างบอบช้ำในใจ
แม้ผมจะคุ้นชินกับสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ หลากหลายบรรยากาศมาหลายแห่ง แต่น้อยนักที่สถานที่เหล่านั้นจะทำร้ายความรู้สึกผมได้เท่ากับที่นี่ กลับถึงกรุงเทพหลังตระเวนภาคเหนือมาหลายวันแล้วก็ตามแต่ดูเหมือนบรรยากาศที่ปางอุ๋งยังคงตามมารบกวนอยู่ตลอดเวลา
ถ้าจะว่ากันตามกายภาพแล้ว “ปางอุ๋ง” ไม่มีอะไรเลย ไม่มีจริงๆ เป็นแค่บึงน้ำเล็กๆ ที่เกิดจากการกั้นเป็นฝายสำหรับกักเก็บน้ำบนยอดเขา ด้านหนึ่งเป็นป่าธรรมชาติ ส่วนอีกด้านคือแนวสนสองใบที่ปลูกฟื้นสภาพป่าจนมีต้นสูงใหญ่ องค์ประกอบหลักของที่แห่งนี้ก็คงแค่นี้ พื้นที่แห่งนี้น่าจะรวมอยู่ในพื้นที่โครงการพระราชดำริปางตอง2 ซึ่งเป็นโครงการของในหลวงที่พระองค์ทรงห่วงใยราษฎรแม้จะเป็นเพียงผู้ที่อพยพเข้ามาอาศัยแผ่นดินไทย อย่างชาวบ้านรักไทย รวมไทย แต่พระองค์ท่านก็ไม่ได้ละเลย แนะนำอาชีพ ยกระดับการทำมาหากิน
สมัยที่พระวรกายยังทรงแข็งแรงก็เสด็จไปทรงงานอยู่บ่อยๆ จนมีพระตำหนักปางตองเป็นที่ประทับแรม แม้การเดินทางจะเป็นเขาสูงคดเคี้ยว ห่างชายแดนพม่าไม่กี่กิโลเมตร แต่พระองค์ก็ทรงเสด็จนำความสุขสมบูรณ์ไปให้ราษฎรของพระองค์ ทุกวันนี้ก็ยังคงมีพระราชวงศ์เสด็จทรงงานแทนอยู่เสมอๆ บึงน้ำที่ปางอุ๋งก็มาจากโครงการพัฒนาเหล่านี้นี่เอง
คนที่จะไปปางอุ๋งต้องตั้งใจอย่างมาก เพราะอยู่ไกล ไปยาก ทางชัน แคบ เรียกว่าพลัดหลงไปคงไม่มี แต่ถึงอุปสรรคขนาดนั้น คนก็ยังไปกันมากมาย ชนิดที่ว่าถ้าเป็นช่วงเทศกาลต่างๆ อาจจะไม่มีที่พักเอาได้ เขาเคยแก้ปัญหาอุปสรรคของการไปปางอุ๋งโดยใครจะไปจะต้องไปรับบัตรผ่านที่ศูนย์ศิลปาชีพ ในตัวเมืองแม่ฮ่องสอนก่อน แล้วจึงจะเดินทางไปได้ ซึ่งไม่ง่ายเลยเพราะระยะทางเบ็ดเสร็จจากตัวเมืองนั้นผมว่าหย่อน 40 กม. อยู่ก็ไม่มาก มันก็เลยเป็นอุปสรรคพอควร แต่ต่อมาเขาก็แก้กติกากันใหม่โดยให้ชาวบ้านมามีส่วนร่วม มีรายได้จากการท่องเที่ยวในบ้านของตัวเอง โดยถ้าใครจะไปค้างคืนโดยเอารถขึ้นไปเอง ถึงจะต้องไปขอบัตรผ่านที่ตัวเมืองแม่ฮ่องสอน แต่ถ้าใครเพียงแค่เข้าไปเที่ยวอย่างเดียวไม่ค้างคืน ก็สามารถไปได้เลย ไปทางเดียวกับน้ำตกผาเสื่อนั่นแหละ
ระหว่างทางจากแม่ฮ่องสอน มีอะไรน่าสนใจมาก ทั้งภูโคลน ทางแยกเข้าไปดูกระเหรี่ยงคอยาว น้ำตกผาเสื่อ พระตำหนักปางตอง หน่วยงานพัฒนาของป่าไม้หลายหน่วย สารพัด แล้วจะเข้าไปจนถึงบ้านนาป่าแปก ที่นี่ชาวบ้านจะมีด่านตรวจ ใครไม่มีบัตรผ่านก็จอดรถไว้แล้วใช้บริการรถชาวบ้านเขาคิดค่าโดยสารขึ้น-ลงคนละ 50 บาท ก็รอจนคนเต็มรถ (ราว 10 คน) ไปถึงบ้านรวมไทย ซึ่งเป็นที่เดียวกับปางอุ๋ง เขาจะรอ ราว 2-3 ชม.ให้เราเดินเที่ยว แล้วก็จะพาลง แต่ถ้าใครจะเหมาไป เขาก็คิด 500 บาท หรือถ้าใครจะไปพักแรม ให้ไปส่งไปรับ คิด 1,000 บาท ที่ว่ามานี่คือไม่ต้องไปติดต่ออะไรก่อนเข้าไปเที่ยวได้เลย แต่ต้องใช้กติกานี้
เหตุที่ต้องสร้างกฎนี้เพราะทางนับจากบ้านนาป่าแปก ผ่านบ้านห้วยมะเขือส้ม และไปสุดทางที่บ้านรวมไทยนั้นจะแคบชนิดที่รถแทบไม่อาจสวนทางกันได้ ทางชันและคดโค้งไปมา คนไม่ชินทางจะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีกติกานี้ เกิดอุบัติเหตุประจำ
หมู่บ้านรวมไทยนั้นเป็นหมู่บ้านของชาวไทยใหญ่ที่มาจากพม่า จะเรียกว่าผู้ลี้ภัยหรือผู้อพยพชาวไทยใหญ่ดีละ เขาเข้ามานานแล้ว ส่วนใหญ่ยังไม่มีบัตรประชาชน ซึ่งในแม่ฮ่องสอนมีลักษณะนี้เยอะมาก พอหมู่บ้านกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ชาวบ้านบางรายก็เลยทำเป็นที่พักเล็กๆ (ราคา 400-600 / คืน นอนได้ 2-4 คน) ทำร้านอาหาร ขายของที่ระลึก กลางคืนนักท่องเที่ยวเดินไปเดินมาก็พอได้ขายของเล็กๆน้อยๆ
แล้วอะไรที่ทำให้ปางอุ๋งเป็นจุดหมายปลายทางของคนเดินทางได้ขนาดนี้ จุดไฮไลท์จะอยู่ในช่วงเช้า ที่บึงน้ำที่ว่านั่น มีไอน้ำลอยขึ้นมาจนขาวโพลน มองไปเห็นแนวต้นสนขึ้นอย่างมีระเบียบ กลางบึงจะมีหงส์ดำ 3-4 ตัวว่ายน้ำเล่นไปมา ยิ่งช่วงเช้าพอแสงแดดอ่อนๆ ค่อยๆ ทาบแนวสนมาทีละนิดๆ เป็นแสงสีที่สวยมาก
มีแพไม้ไผ่พานักท่องเที่ยวไปจนสุดอีกด้านของสระน้ำแล้วก็กลับ ที่นี่เขาแบ่งพื้นที่ดูแลเป็น 3 ส่วน คือด้านหน้าจะเป็นพื้นที่หมู่บ้าน ต่อมาข้างในจะเป็นพื้นที่ที่ทหารเขาดูแล โดยมีที่พักเป็นหลังๆ เล็กๆ มีร้านอาหารด้วย ทั้งราคาที่พักและอาหารไม่แพงเลยครับ แล้วทหารที่มาดูแลเขาแต่งชุดพลเรือนหมดเลย นัยว่าจะได้ไม่ดูเคร่งเครียดขัดกับบรรยากาศแหล่งท่องเที่ยว ต่อมาจะเข้าเขตอุทยานฯ ถ้ำปลา-น้ำตกผาเสื่อ เสียค่าธรรมเนียมคนละ 20 บาท แต่เข้าไปจึงจะเป็นพื้นที่ของโครงการพระราชดำริปางตอง 2(ปางอุ๋ง) ตรงนี้เขาก็มีบ้านพักรับรอง แต่คงติดต่อยากสักนิด ที่กางเต็นท์ใต้เงาป่าสนก็จะอยู่ตรงนี้นี่เอง
นอกจากบรรยากาศเนี๊ยบๆ แล้วเขายังจัดสวนดอกไม้ไว้ให้ถ่ายรูปด้วย ธรรมดาแต่ก่อนพื้นที่โครงการฯปางตองไม่ได้เสียเงิน แต่พออุทยานฯประกาศพระราชกฤษฎีกาแล้ว จึงเสียเงินค่าธรรมเนียม ตั้งแต่หมู่บ้านจนสุดทางที่กางเต็นท์ราว 1 กม. เท่านั้น โดยมีถนนเส้นเดียวเป็นตัวเชื่อมที่ต่างๆ ไว้ด้วยกันเดินเล่นได้สบายๆ
ลำพังแค่อ่านที่ผมเล่า ท่านผู้อ่านเข้าไม่ถึงบรรยากาศของที่นี่หรอก ก่อนหน้านี้ผมก็รู้สึกแบบนี้เช่นกัน กระทั่งได้ไปที่นี่โดยลำพังจึงรู้ว่าก่อนหน้านี้เราพลาดไปถนัดใจ ที่บรรยากาศที่นี่ประทับใจตั้งแต่กลางคืนที่แสงเดือนแสงดาวสะท้อนน้ำที่เรียบกริบ เมื่อเครื่องปั่นไฟเงียบเสียงลงตอนสี่ทุ่ม ทุกอย่างที่นี่ก็คือดินแดนแห่งความสงบเงียบอย่างแท้จริง แม้เสียงลมพัดใบสนดังหวิวหวี่ก็ได้ยินอย่างชัดเจน อากาศที่หนาวเย็นทำให้การนั่งชมเดือนดาวดูเหงามากจนต้องคว้าโทรศัพท์ออกมาโทรหาใครกันบ้าง
ชีวิตที่นี่เริ่มขึ้นแต่เช้าตรู่ หมอกขาวคลุมผิวน้ำ เห็นหนุ่มสาวเดินไปตามถนนสายเหงา ไปชมหงส์ดำที่ออกเล่นน้ำแต่เช้าตรู่ จนอดอิจฉาไม่ได้ ภาพปางอุ๋งที่ปรากฏ ทำให้ผมบอกตัวเองว่า อย่ามาที่นี่คนเดียวเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นความเหงาจะรบกวนความทรงจำจนยากจะลืม ปางอุ๋งใจร้ายสำหรับคนที่เดินทางไปที่นี่คนเดียว ผมตกอยู่ในภวังค์ของบรรยากาศที่นี่ จนกระทั่งเสียงดนตรีที่ดังลั่นออกมาจากรถยนต์ของคนที่มาพักแรมนั่นแหละ...
หมดกันกับบรรยากาศเนี๊ยบๆ ที่กำลังเคลิ้ม อยู่ดีๆ เจอพวกไร้สุนทรีทางธรรมชาติทำลายซะเกลี้ยง...!





