ภาพยนตร์สารคดีเรื่องแรกของ อิฟ ชาบอนโน-ชิง (Iv Charbonnau-Ching) ค้นหาอดีตความทรงจำอันทรงจำอันเจ็บปวดที่คนรุ่นแม่ของเขาลี้ภัยเขมรแดง
"ส่วนใหญ่เด็กๆ จะถามผู้ใหญ่ว่าเกิดอะไรขึ้นหรือ แต่คำตอบที่ได้จะเป็นแค่นิดหน่อย เพราะพวกเขาอยากจะลืม ความทรงจำอันเจ็บปวดนี้ไป เราอยากรู้อดีตมากกว่า มันก็เลยการเป็นขุดอดีตของคนรุ่นใหม่อย่าง คนรุ่นผม ที่ อยากรู้อยากเห็นอดีต(เขมรแดง) มากกว่าคนรุ่นนั้น "
Cambodia, After Farewell ภาพยนตร์สารคดีเรื่องแรกของ อิฟ ชาบอนโน-ชิง (Iv Charbonnau-Ching) หนุ่มวัยต้นสามสิบ ที่เป็นลูกครึ่งฝรั่งเศสกัมพูชา ซึ่งค้นหาอดีตความทรงจำอันเจ็บปวด หลังจากที่คนรุ่นแม่ของเขาลี้ภัยหนีการกวาดล้างปัญญาชนในกัมพูชายุคเขมรแดงปฏิวัติช่วงปลายทศวรรษ 1970-1980 และหลักฐานภาพถ่าย ฟุตเตจหนังบ้านที่เห็นครอบครัวสุขสันต์ แต่บางสิ่งหายไปกับความเงียบและประวัติศาสตร์อึมครึมของสงครามกลางเมือง ในปี 2011 อิฟและทีมงานทำหนังได้ลงมือทำหนังสารคดี
สำหรับ อิฟ ชาบอนโน-ชิง หนึ่งในผู้กำกับ (ร่วมกับ Jeremy Knittel) แม้เรื่องราวนี้จะเป็น "ภารกิจส่วนตัว" แต่ หนัง Cambodia,After Farewell จะต้องออกสู่สาธารณชน อย่างที่เขาบอกว่า
"ในหนังเรื่องนี้ถึงแม้มันจะเป็นหนังเรื่องครอบครัว แต่เนื้อหามันเป็นสากล และผมคิดว่าหนังแบบนี้มันคือการสร้างอนุสรณ์แห่งความทรงจำของผมครอบครัว ที่ทุกคนจะเชื่อมโยงกับมันได้"
แกะรอยอดีต โดยเริ่มจากการตามหาคนในครอบครัว สอบถามผู้รอดชีวิต และได้ผ่านไปเยี่ยม สถานที่เกิดเหตุ ทั้งทุ่งสังหาร และคุกคุมขังของฝ่ายกบฏขัดขืนวิถีของเขมรแดง ซึ่งเรื่องราวที่เปิดเผยในเนื้อหนัง ที่ตามบทสนทนาและการตามมหาบุคคลที่หายไปนั้น กลายเป็นคำบอกเล่าประวัติศาสตร์ การทารุณและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เดียวกันที่สะเทือนขวัญและสะเทือนใจทุกชนชาติ
อิฟ ชาบอนโนต์-ชิง เปิดเผยถึงเบื้องหลังสารคดีสะเทือนใจเรื่องนี้
@หนังของคุณเป็นเรื่องการตั้งคำถามกับอดีตยุคเขมรแดง ที่คุณรู้จัก?
เรื่องมันอาจจะเกิดมานานแล้ว แต่ความรู้สึกถึงสงครามมันยังมีอยู่ คุณจะรู้สึกมันได้เลยเมื่อเข้าไปที่นั่น ในยุค 80s มันเป็นจุดจบ แต่สงครามกลางเมืองของเขมรแดงมันยาวนาน ทุกวันนี้ก็ได้เห็นผลของสงคราม กัมพูชา เป็นประเทศยากจน และมีปัญญาชนจำนวนมากที่ถูกเขมรแดงฆ่าตาย ผมรู้สึกเศร้าในฐานะคนรุ่นหลังอย่างผม รู้สึกว่าไม่อยากให้ เกิดขึ้นอีก
ในหนังเรื่องนี้ถึงแม้มันจะเป็นหนังเรื่องครอบครัว แต่เนื้อหามันเป็นสากล และผมคิดว่าหนัง แบบนี้มันคือการสร้างอนุสรณ์แห่งความทรงจำของผมครอบครัว
@ในหนังคุณเป็นส่วนหนึ่งในคนหน้ากล้อง มีคุณกับแม่และป้า พาไปตามหาญาติและเรื่องราวว่าพวกเขาเจอ อะไรหรือหายไปไหนในช่วงเขมรแดงปกครอง?
สำหรับผม มันสำคัญที่จะต้องอยู่ตรงนั้น เพราะแม่กับป้าค่อนข้างจะเจอหนัก กับการตามหาพี่น้องของพวกเขา ผมจึงต้องอยู่ด้วยทั้งการประคองให้ได้เนื้อเรื่องที่เราตามหา และการต้องเผชิญหน้ากับอดีตของครอบครัวเราเอง
@ถ้าเป็นหนังดราม่าอาจจะไม่ยาก แต่เป็นหนังสารคดี ที่คุณต้องกำกับแล้วต้องอยู่ในหนังด้วย คุณทำยังไง?
ทุกคืนระหว่างการลงมือถ่ายทำ เราจะประชุมทีมงาน และอธิบายแผน และเส้นทาง และกิจกรรมที่เราจะทำให้ ปรากฏในหนังในแต่ละวัน ผมจะยื่นภาพถ่ายของจริงให้ทีมงานดู ว่าที่นี่นะที่เราจะไป ผมมีทีมงานคนหนึ่งที่จะ ช่วยกำกับตลอดงาน มันค่อนข้างยาก แต่ผมคิดว่ามันสำคัญมากที่ผมต้องอยู่ข้างๆ แม่กับป้า ตลอดเวลา การ ช่วยนำการสนทนาให้ไปสู่เรื่องราวที่เราอยากรู้อยากเห็นในหนัง และเรื่องนี้เป็นคือการขุดอดีต การถ่ายทอด ความทรงจำ และการเผชิญหน้ากับสิ่งที่เกิดขึ้น
ส่วนใหญ่เด็กๆ จะถามผู้ใหญ่ว่าเกิดอะไรขึ้นหรือ แต่คำตอบที่ได้จะเป็นแค่นิดหน่อย เพราะพวกเขาอยากจะลืม ความทรงจำอันเจ็บปวดนี้ไป เราอยากรู้อดีตมากกว่า มันก็เลยการเป็นขุดอดีตของคนรุ่นใหม่อย่าง คนรุ่นผม ที่ อยากรู้อยากเห็นอดีต(เขมรแดง) มากกว่าคนรุ่นนั้น
ผมรู้ว่าแม่กับป้าต้องเจอความทรงจำอันเจ็บปวด มันยากสำหรับพวกเขา ผมจึงอยากให้แน่ใจว่าผมอยู่ตรงนั้น ด้วยและเผชิญอดีตไปด้วยกัน ถ้าคุณได้ดูหนังจะเห็นว่า มีหลายตอนที่ป้าผมหวั่นไหว บางทีก็ร้องไห้ เช่นเดียวกับ แม่ผม แต่ผมก็จะช่วยให้การพูดคุยดำเนินต่อไป จนได้เรื่องที่เราอยากรู้
ในแง่หนึ่งผมรู้สึกว่า การเผชิญย้อนรอยอดีตของเรา มันเหมือนการสวมแหวนในหนังลอร์ดออฟเดอะริง เราต้อง แบกรับกับความเจ็บปวด และอดทน แต่พอในท้ายๆ เรื่อง ก็แทบจะทนไม่ไหวแล้ว มันหนักอึ้งเหลือเกิน และต้อง เป็นคนๆ หนึ่ง(โฟรโด) ที่ต้องสวมมันไว้ จนกระทั่งจุดสิ้นสุด
ผมมองว่ามันก็เหมือนกับความทรงจำ ถ้าเราแบกมันเอง ด้วยตัวคุณเอง สำหรับผมในฐานะลูกหลานก็คือรับสิ่ง นั้นด้วย
@คุณทำหนังมาก่อนไหม?
เรื่องนี้เป็น ภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องแรก ที่ผมทำ ก่อนหน้านี้ผมเคยเขียนบทหนัง และเคยทำมิวสิควีดิโอ และถ่ายทำดีวีดี ให้กับงานโชว์ต่างๆ มาบ้าง และผมเคยกำกับงานสารคดี ที่ผมเรียกว่า Cinema verite ซึ่งผมชอบ ที่จะเล่าเรื่องในแบบที่มันก้ำกึ่งระหว่าง "ความเป็นจริง" (reality) กับ "ความฝัน" (dream) และ หนังสารคดีของผมเรื่องแรกก็อยู่ใน genre ที่เป็นก้ำกึ่งอย่างที่ว่า โดยมีเรื่องราวคนจริงและเรื่องจริง กับการเล่าเรื่องเหมือนเรื่องแต่ง
@การเตรียมตัวถ่ายทำเป็นอย่างไร
เราจะเตรียมบท ไว้ก่อน โดยที่เรารู้ว่าจะไปสถานที่ไหน และไปหาใคร ผมจะเป็นคนนำไป และให้ทีมงานกล้อง ตามผม แต่แค่เตรียมบทไว้ ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นในหนัง ที่เห็นนั่น มันเป็น สิ่งที่เกิดจริงๆ อารมณ์ความรู้สึกจริง ถ้าเราเตรียมบทไว้อย่างดี ตอนลงมือถ่ายทำหนังก็จะดำเนินไปได้ไม่ยาก
@ทำไมอยากรู้อดีตเรื่องนี้
ตอนผมเป็นเด็ก ผมเคยถามบรรดาป้าๆ น้าๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ช่วงนี้ แต่ท่านจะคุยด้วยแค่ไม่ กี่นาทีแล้วก็เงียบไป แล้วผมก็สังเกตว่าพวกท่านจะไม่คุยกันเองเลยในเรื่องนี้ ไม่พูดถึงมันเลย สำหรับผมรู้สึก แปลก แต่รู้ว่าทุกคนเจ็บปวดและเก็บไว้ในใจ ผมก็เลยอยากจะแชร์มันออกมา และผมมั่นใจมากว่าตัวเองอยาก จะรู้อดีตในเรื่องนี้ เพราะถ้าผมไม่มั่นใจ ผมคงไม่กล้าทำหนังเรื่องนี้ เพราะในบางอย่าง อดีตไม่จำเป็นขุดมันขึ้น มา แต่ในเคสนี้ ผมอยากให้แม่และป้า สร้างครอบครัวที่เข้มแข็งขึ้นมาใหม่และกลับไปเชื่อมโยงกับประเทศบ้าน เกิดของพวกท่านได้อีก
และผลจากการทำหนังเรื่องนี้ เราก็ได้ครอบครัวใหม่ (เก่า) ขึ้นมา เรามีครอบครัวที่กัมพูชาอีกครั้ง หลังจากที่เรา ได้เจอญาติที่พลัดพรากจากสงครามกลางเมือง
ซึ่งผมไม่ค่อยได้รับรู้อะไรในสิ่งที่เกิดขึ้นเลย เมื่อได้เจอแบบนี้ ผมแฮปปี้มาก และได้สายใยที่เหนียวแน่นขึ้น และ กัมพูชาก็เป็นประเทศที่สองของผม และเป็นการรู้จักรากเหง้าของผม
@ประเด็นของชีวิตพลเมืองอพยพที่เป็นคนฝรั่งเศส มันมีกลุ่ม ก้อนหรือขบวนการเคลื่อนไหวอะไรของกลุ่มคนฝรั่งเศสกัมพูชาบ้างไหม
จริงๆ มันมีคนฝรั่งเศสเชื้อสายกัมพูชาที่ทำงานสายอาร์ตจริงจังและได้รับการยอมรับนะ อย่าง ผู้กำกับ ริทธิ ปาน และมีคนรุ่นใหม่ฝรั่งเศสกัมพูชาที่ได้แรงบันดาลจากงานของปาน และมีพลเมืองเชื้อสายนี้จำนวนมากที่อยากจะ ให้อะไรกลับคืนสู่ประเทศของพ่อแม่พวกเขา แต่อาจยังไม่มีโอกาส แต่ในงานสายหนังมีอยู่บ้างที่ทำหนังสะท้อน รากเหง้าของพวกเขานะ
สำหรับผมการทำหนังเรื่องนี้ไม่ใช่อยากจะสะท้อนสังคมอะไร แต่เหมือนเป็นการตามหาคำตอบ และปิดฉากของ ความคลุมเครือในใจเกี่ยวกับอดีต ที่เป็นส่วนตัวในครอบครัวของผม และผมก็อยากทำหนังต่อไป โดยไม่จำเป็น จะต้องติดอยู่กับความเป็นกัมพูชาหรือเรื่องกัมพูชาอย่างเดียวแล้ว ซึ่งหลังจากงานนี้หนังเรื่องต่อไปที่ผมจะทำ จะเป็นเรื่องแต่งเต็มที่ (fiction) และมีส่วนของการเป็นมิวสิคัลอยู่ น่าจะมีส่วนที่เห็นคนร้องเพลงและเต้นรำให้เห็น ผมอยากเสนอความจริงกับ ความฝันที่ก้ำกึ่งกันอยู่ เนื้อเรื่องจะเกี่ยวกับเรื่องในเมืองไทยนะ ผมชอบเมืองไทยและผมตั้งหลักพาครอบครัวมาอาศัยอยู่ที่นี่ ที่กรุงเทพฯ เรารักประเทศไทย ชอบคนไทยที่นี่ เราว่ามันน่าสนใจก็เลยอยากลองทำงานกับคนที่นี่
ผมเป็นลูกครึ่งฝรั่งเศส-กัมพูชา แต่ผมเกิดและโตในฝรั่งเศส ผมอยากรู้จักกัมพูชามากขึ้น และสิ่งที่ดีที่สุดในการ ค้นหาสำรวจมัน คือการทำหนังนั่นแหละ และผมก็อยากจะเป็นอย่างนั้นกับประเทศไทย ผมอยากเลยอยากทำหนัง เกี่ยวกับและทำในเมืองไทย เรื่องต่อไปจะเป็นเกี่ยวกับการเต้นรำในเมืองไทย
Cambodia, After Farewell เปิดฉายในเมืองไทยครั้งแรกในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติแห่งกรุงเทพฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2013 และจะเปิดฉายรอบพิเศษอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 20 มกราคม 2014 รอบเวลา 18.30 น. (ความยาว 99 นาที) หนังเป็นภาษาฝรั่งเศสและภาษาเขมร มีซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษ พร้อมพบปะพูดคุยกับผู้กำกับ หนังจัดฉายที่ สมาคมฝรั่งเศส ถ.วิทยุ กรุงเทพฯ บัตรเข้าชมราคา 150 บาท ติดต่อสอบถามได้ที่ [email protected]
------
หมายเหตุ : ภาพ อิฟ ชาร์บอนโน-ชิง ถ่ายภาพโดย ดารินทร์ รัตนอักษรศิลป์





