วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Online EXIT ทางออกประเทศไทย?

จุดประกายชวนไปรู้จักพลังแห่งโลกออนไลน์ในฐานะเครื่องมือ "เปลี่ยนประเทศ" ที่ทำได้มากกว่าพื้นที่ระบายความโกรธ พ่นวาทกรรมเสียดสี มีแต่ขยะอารมณ์

คู่ขนานไปกับการประท้วงเพื่อเรียงร้องให้มีการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งนำโดยกำนันคนดัง ก็ยังมีอีกหนึ่งวงเสวนาเล็กๆ ที่ขอร่วมเสนอทางออก นอกจากการกิน-นอนบนถนนแล้ว ยังมีอะไรอีกบ้าง ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

นี่คือความต่อเนื่องจากพื้นที่ทางเลือกของประชาชนคนธรรมดา ที่อยากมีเวทีแสดงความคิด และมุมมอง ได้ทั้งพูด ได้ทั้งฟัง ในกิจกรรม "มวลมหาประชาคุย" ซึ่งเริ่มต้นจากหน้าเพจในชื่อเดียวกันบนเฟซบุ๊ค นำมาสู่การเจอกันแบบตัวเป็นๆ ครั้งแรกเมื่อ 22 ธันวาคม 2556 โดยมีไทยพีบีเอสเป็นเจ้าบ้านเอื้อเฟื้อสถานที่

แน่นอนว่า ลำพังการพูดคุยไม่กี่ชั่วโมงย่อมไม่สามารถหาข้อสรุปถึงทางออกที่ "เป็นไปได้" ได้จริงๆ เวทีถัดมาจึงเกิดขึ้นในชื่อใหม่ที่จะใช้กันยาวๆ ว่า "Democracy Camp Thailand : ค่ายพลเมือง ปฏิรูปประเทศไทย" โดยแมทช์แรกประเดิมไปแล้ว เมื่อ 5 มกราคม 2557 เพื่อต่อยอด และขยายผลของการพูดคุยให้แพร่หลายและขยายเข้าสู่ประชาชนในวงกว้างขึ้น

หนึ่งในความน่าสนใจ ที่นอกเหนือไปจากความเป็นประชาธิปไตยสุดๆ ในแบบไม่มีใครนำ ไม่มีใครตาม เพราะทุกคนเดินเข้างานมาโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ในวันนั้นจะได้ฟังเรื่องอะไร โดยขั้นตอนก็คือ เริ่มตั้งแต่บรรดาผู้ที่มีของอยากจะแชร์ทั้งหมดจะต้องพรีเซนท์ไอเดียให้ฟังจนครบ ก่อนจะมายกมือโหวตกันว่า อยากฟังหัวข้อไหนนั้น ยังมีอีกหนึ่งเรื่องที่ถือว่า "ใหม่" และ "แหวก" ไปจากสิ่งเดิมๆ ที่เคยมี

นั่นก็คือ การฉลาดใช้ออนไลน์ให้กลายเป็นเครื่องมือสร้างความเปลี่ยนแปลง หรือจะถึงขั้นปฏิรูปประเทศก็ยังฝันถึงไหว..

ประชาธิปไตย "มุมใหม่"

รักษ์พงศ์ วงปัญญาดี หรือ 'จ่านิค' อีกหนึ่งเซเลบในแวดวงไอที ที่หอบเอากรณีศึกษาของ liquid democracy ซึ่งเป็นการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนผ่านช่องทางออนไลน์ที่ใช้จริงในระดับโลกมาแชร์ให้ฟัง เพื่อยืนยันความคิดว่า "นี่คือการลงความเห็นที่ตอบโจทย์ได้ตรงที่สุด และโกงยากที่สุดช่องทางหนึ่ง"

และนี่คือวิธีโหวตแบบสากล ซึ่งถูกนำไปใช้ในการลงคะแนนเสียงที่ใช้กันในระดับโลก อย่างเช่น การประชุมสัมมนาประจำปีของวิกิพีเดีย ที่ชื่อ "วิกิมาเนีย" มาแล้ว

ก่อนจะไปรู้จักไอเดียดังกล่าว จ่านิค พาไปแนะนำตัวละครสำคัญของเรื่อง นั่นก็คือ Pirate Party แปลเป็นไทยว่า "พรรคโจรสลัด" มีต้นกำเนิดมาจากเว็บไซต์ ไพเรท เบย์ ซึ่งเป็นเว็บไซต์ให้บริการแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (บิททอร์เรนท์) และมีจุดยืนของพรรคที่ชัดเจนในการเป็นตัวแทนของผู้คนในยุคสังคมสารสนเทศ (Information society) กระจายอยู่ใน 9 ประเทศทั่วโลก แถมยังมี สส. จริงๆ นั่งทำงานอยู่ในสภาผู้แทนที่ประเทศสวีเดน และเยอรมนี

โดยเฉพาะพรรคโจรสลัดของเยอรมนี ที่กำลังเป็นตัวละครสำคัญในเรื่องนี้ เพราะเป็นผู้พัฒนาซอฟท์แวร์ liquid feedback ขึ้นมาจากจุดเริ่มต้นเพื่อแก้ปัญหาในบางเรื่องของการโหวต ที่ถึงแม้จะเป็นระบบโหวตแบบประชาธิปไตย แต่ในหลายๆ ครั้ง การโหวตเลือก "ผู้แทน" กลับไม่สามารถตอบได้ทุกโจทย์ในผู้แทนคนเพียงเดียว

เช่นที่ จิตติพร ฉายแสงมงคล เขียนอธิบายไว้ในหัวข้อ "การเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบโจรสลัดและหลักการประชาธิปไตยแบบลื่นไหล" บนเว็บไซต์ www.siamintelligence.com ถึงหลักการของ Liquid Democracy หรือที่เรียกกันอีกอย่างว่า Proxy voting ว่า..

คือการโอนเสียงให้กับ “ผู้แทน” (delegate หรือ proxy) โดยจะโอนเป็นเรื่องๆ หรือกลุ่มเรื่องไป เช่นสมาชิกท่านหนึ่งโอนเสียงลงคะแนนเรื่องสิ่งแวดล้อมให้คุณเอเพราะทั้งสองมีทัศนคติและอุดมการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมตรงกัน แต่โอนเสียงเรื่องการศึกษาให้คุณบีเพราะเห็นว่าคุณบีมีความรู้ความสามารถด้านนี้เป็นต้น โดยคุณเอกับคุณบีไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งอะไรในพรรค ขอเพียงแค่เป็นสมาชิกพรรคก็เพียงพอ ผู้แทนเหล่านี้ก็สามารถโอนเสียงที่เขามีอยู่ในมือให้กับผู้แทนคนต่อไปได้เช่นกัน

การโอนเสียงนี้สามารถยกเลิกได้ตลอดเวลา เช่นถ้าเราไม่เห็นด้วยกับการที่เสียงของเราที่โอนให้คุณเอถูกส่งต่อไปยังคุณซีเป็นต้น หรือถ้ามีการโหวตเรื่องที่เราสนใจหรือถนัดเราอาจอยากจะโหวตเองก็สามารถทำได้โดยตรง เท่ากับว่าเราสามารถให้คนช่วยเราตัดสินใจในเรื่องที่เราไม่ชำนาญได้โดยแยกเฉพาะได้ตามเรื่อง เพราะคงไม่มีใครคิดเหมือนเราทั้งหมดในทุกๆ เรื่อง

"นี่คือการโหวตแบบละเอียด ซึ่งมันจะแตกต่างจากการเลือกที่เรารู้จักกัน ทุกครั้งที่เสียงโหวตของเราขึ้น มันก็จะกลายเป็นมติ และทุกครั้งที่เสียงโหวตลดลง มตินั้นก็จะถูกตกออกไป" จ่านิค ย้ำ

นอกจากนั้นยังมีรูปแบบการโหวตแบบ Schulze Method ที่สามารถเลือกตามความชอบได้ โดยไม่จำเป็นต้องเลือกแค่เพียงหนึ่ง อาทิ หากมีผู้สมัคร 5 คน เราสามารถเลือกลำดับ "ความชอบ" ได้ ตั้งแต่ 1 - 5

ฉะนั้นคนที่เหมาะสมที่สุด จึงไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ถูกชอบมากที่สุดก็ได้..

ขณะเดียวกันหากมีผู้เลือก 60 คน ลำดับของคะแนนเสียงก็จะแตกต่างกันไป โดย Schulze Method ก็จะมีการลงคะแนนเสียงให้ว่า ใครชอบใครมากกว่า มีความเหมาะสมมากกว่า ทั้ง 5 คน ใครได้คะแนนมากกว่าใคร ซึ่งโดยปกติหากเป็นการเลือกตั้งธรรมดาคนที่มีคะแนนเสียงมากที่สุดจะชนะ ขณะที่การเลือกแบบนี้ คนที่มีอัตราเฉลี่ยความชอบสูงที่สุด หรือในอีกทางก็คือ มีคนเกลียดน้อยที่สุด มีความแข็งแรงของคะแนนที่ดีที่สุดจะได้รับเลือกไป

"คนที่ถูกเลือกแบบกลางๆ ที่แม้คะแนนไม่ได้โดดเด่นมาก แต่มีความเหมาะสมที่สุดเพราะทุกคนมีแนวโน้มที่จะพึงพอใจ ขณะที่คนอื่นที่ได้คะแนนมากกว่าอาจจะมีคนชอบ อีกคนไม่ชอบก็ได้" จ่านิคบอก

ดักจับ "ตัวโกง"

อีกหนึ่งข้อดีที่สำคัญมาก ซึ่งเป็นจุดแข็งของโลกออนไลน์อยู่แล้ว นั่นก็คือ ทำได้ ทุกที่ - ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน และยังสามารถเลือกโหวต หรือลบเสียงหรือมติของเราได้ตลอดเวลา

แม้โมเดลการโหวตในลักษณะนี้ จะค่อนข้างห่างไกลกับบ้านเรา แต่สำหรับจ่านิคแล้ว เขาเชื่อว่า ถ้าผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริง ฟรีแวร์ตัวนี้จะสามารถเปลี่ยนรูปแบบประชาธิปไตยได้

"ถ้าเราใช้ liquid feedback ก็จะสามารถหานโยบายที่คนพึงพอใจได้มากที่สุด คนอาจจะ 'เลือก' นโยบายประชานิยมเป็นอันดับ 1 แต่ 'พึงพอใจ' อันดับ 2 และอันดับ 3 มากกว่าก็เป็นไปได้"

นอกจากการแปรผลที่ได้ละเอียดมากกว่าคำว่า "มากที่สุด" แต่เน้นการคัดเลือกสิ่งที่ "เหมาะสม หรือ ดีที่สุด" แล้ว ด้วยการคำนวณผ่านระบบคอมพิวเตอร์ที่ไม่ใช่แค่ทำได้อย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังจะได้ความแม่นยำ เที่ยงตรง และโกงยาก เป็นผลลัพธ์อีกด้วย

"จะใช้ข้อมูลมากแค่ไหนก็ได้ อีกอย่าง.. คอมพิวเตอร์มันไม่รับเงินอยู่แล้ว มันกินไฟอย่างเดียว" เขาเล่าติดตลก

ส่วนรูปแบบการเข้าถึง ก็ไม่ต่างจากโลกออนไลน์ทั่วไป นั่นก็คืออะไรก็ตามที่ต่ออินเทอร์เน็ตได้ ก็สามารถใช้เป็นเครื่องมือได้ทั้งนั้น

"จริงๆ ก็ยังถือเป็นช่องว่างเหมือนกัน เพราะไม่ใช่ทุกคนจะสามารถเข้าถึง(อินเทอร์เน็ต)ได้ทั้งหมด รวมทั้งความเข้าใจ ที่อาจจะยังมีคำถามอีกมาก" นั่นคือ ตัวอย่างของปัญหายิบย่อยที่เจ้าตัวก็ยอมรับว่า ต้องเจอแน่ หากมีการเดินหน้าโมเดลนี้จริง

ประเด็นนี้ ก็มี อควาบดินทร์ วาณิชวรมินทร์ ร่วมเสนอทางออก ให้พบกันครึ่งทาง โดยให้การลงคะแนนยังเป็นแบบเดิม คือเดินมาที่คูหา แต่รูปแบบการโหวตจะเปลี่ยนจาก เลือกเพียงหนึ่ง ให้เป็นการเลือกตามความพอใจ จากนั้นจึงนำมาประมวลผลผ่านสมองกลคอมพิวเตอร์อีกครั้ง แต่นั่นก็ยังเป็นช่องว่างที่อาจเกิดการโกงได้เพราะไม่ได้เริ่มที่คอมพิวเตอร์ตั้งแต่ต้นจนจบ

นอกจากนี้ หากให้ย้อนถอยหลังกลับไปสู่ต้นตอของระบอบประชาธิปไตยที่ล้มเหลว เชื่อว่า หลายคนคงชี้เป้าไปที่ การคอร์รับชั่นระดับอย่างหนา โมเดลการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารทางออนไลน์ให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิเข้าถึงได้ จึงถูก ณพงศ์ นพเกตุ หยิบยกขึ้นมาแชร์ในหัวข้อ "โปร่งใสด้วยเว็บ spending.gov"

ในมุมมองของณพงศ์ เขาเห็นว่า เหตุผลสำคัญที่ประชาธิปไตยล้มเหลวก็เพราะความโปร่งใสที่เจือจางหายไป

"ประเด็นสำคัญที่เราส่วนใหญ่ไม่ชอบนักการเมือง ก็เพราะเราไม่ไว้ใจนักการเมือง ไม่รู้ว่าเขาใช้จ่ายเงินของเราไปเท่าไหร่ และอย่างไร ทีนี้เราจะทำอย่างไรในเมื่อนักการเมืองที่มีหน้าที่ทำงานแทนเรา แต่กลับไปออกกฎหมายประหลาดๆ หรือใช้จ่ายเงินในแบบที่เราไม่เห็นด้วย อันนี้ คือโจทย์ที่ต้องแก้" ณพงศ์ บอก

การสร้างกลไกให้เกิดการตรวจสอบการทำงานได้อย่างกว้างขวางผ่านช่องทางออนไลน์ คือ คำตอบที่ณพงศ์ มองว่าน่าจะเป็นไปได้มากที่สุด เพราะถึงแม้ประชากรจะไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ทุกคน แต่แน่นอนว่า ในทุกๆ หมู่บ้านจะต้องมีผู้นำชุมชนซึ่งเป็นที่ยอมรับนับถือและมีความสามารถในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งนั่นก็คือ

เว็บไซต์ spending.gov ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา คือตัวอย่างที่ ณพงศ์ หยิบเอามาแชร์ โดยเว็บไซต์ดังกล่าวสามารถลงลึกไปถึงการประมูลจัดซื้อจัดจ้างว่า ใช้งบประมาณไปเท่าไหร่ ใครเป็นกรรมการเขียนTOR ใครอนุมัติการจ้าง และใครเป็นกรรมการตรวจรับงาน ที่สำคัญคือ เว็บไซต์ดังกล่าวระบุไปถึงรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทเอกชนที่ประมูลงานไปได้

"จริงๆ แล้ว การเข้าถึงข้อมูล คือ สิทธิของเราที่มีกฎหมายรองรับ แต่ปัญหาคือ ถึงตอนนี้ตัวผมเองจะได้รับโจทย์จากสำนักข้อมูลข่าวสารของสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ลองทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ก็คิดว่า ถ้าจะทำจริงๆ คนที่มีอำนาจเขาจะยอมให้มีการเปิดเผยข้อมูลจริงไหม หรือถ้าจะให้เปิด เขาก็คงไม่ให้เปิดทั้งหมดอย่างแน่นอน" นั่นคือเรื่องที่ตัวเขาเองก็อดไม่ได้ที่จะสงสัย

"ทุกอย่างควรจะเปิดทั้งหมด เพราะทุกคนมีสิทธิเป็นโจรได้ ผมเองเป็นโจรได้ถ้าเกิดวันนึงผมเกิดจนขึ้นมา แต่ถ้าเราใช้ระบบมากำหนดว่า คุณต้องยืนต่อหน้าสาธารณชน คุณจะทำผิดหรือไม่ ก็อยู่ที่ตัวคุณ นี่คือการต้อสู้เชิงระบบ ให้โปร่งใสตั้งแต่แรก ก็เชื่อว่า น่าจะสกรีนคนที่คิดจะทำไม่ดีออกไปได้"

โดยในความเห็นของณพงศ์ ตลอดจนความเห็นของหลายๆ คนในวงเสวนาวันนั้น การปฏิรูปประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังเลือกตั้ง หากสามารถกดดันให้วาระการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารได้เข้าไปเป็นหนึ่งในสาระสำคัญได้ โดยไม่รอให้นักการเมืองหน้าไหนมาโปรยคำหวานว่า "จะ" ทำ

เชื่อว่า เคสการจัดซื้อนาฬิกาเรือนละเฉียดแสน หรือแท็บเล็ตราคาโอเว่อร์ ก็คงจะลดน้อยลงไป..