สัตวแพทย์ เผย "หลินฮุ่ย" มีพฤติกรรมการทำรังเพิ่ม เตรียมทำการอัลตราซาวด์ ครั้งสุดท้าย ในสัปดาห์หน้า รอเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูง
นายสัตวแพทย์บริพัตร ศิริอรุณรัตน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์วิจัยและการศึกษา องค์การสวนสัตว์ใฝนพระบรมราชูปถัมภ์ หัวหน้าคณะทำงานผสมพันธุ์โครงการวิจัยและจัดแสดงแพนด้าในประเทศไทย เปิดเผยความคืบหน้าการตั้งครรถ์ของหลินฮุ่ย ที่มีระยะเวลา 103 วันว่า จากเมื่อคืนที่ผ่านมา (9 ม.ค.) ทางทีมพี่เลี้ยงได้มีการทดสอบพฤติกรรมการทำรังของหลินฮุ่ย ด้วยการใช้กล่องกระดาษ และขอนไม้ให้กับหลินฮุ่ย ปรากฎว่าหลินฮุ่ย นำกล่องกระดาษไปกัด ฉีกเป็นชิ้นเล็กบริเวณห้องนอน เพื่อทำรังเพิ่ม ซึ่งถือเป็นรังที่ 4 และใช้เล็บแกะขอนไม้เป็นชิ้นเล็ก
ส่วนเช้านี้ หลินฮุ่ย ยังคงในอาการกระวนกระวาย เดินไปเดินมา บริเวณในพื้นที่ห้องนอน ห้องคลอด เบื้องต้นสันนิษฐานได้ว่าอาจเป็นเพราะต้องการออกไปยังส่วนจัดแสดงเนื่องจากทางทีมพี่เลี้ยงยังไม่เปิดประตูให้ เพราะจะต้องมีการเก็บตัวอย่างปัสสาวะ เพื่อตรวจสอบระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ซึ่งพบว่าหลินฮุ่ยได้ปัสสาวะ จำนวน 2 ครั้ง ทำให้ทางทีมพี่เลี้ยงได้นำตัวอย่างไปตรวจฮอร์โมน คาดว่าในช่วงบ่ายจะทราบผล
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมพฤติกรรมการตั้งครรถ์ ยังอยู่ในเกณฑ์ที่มีทิศทางที่ดีจากเดิม รวมทั้งยังพบว่ามีการขยายของเต้านม การบวมของอวัยวะเพศ ที่กลับมาอีกครั้ง หลังจากช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการเลียอวัยวะเพศและพฤติกรรมดังกล่าวหายไป ขณะที่การผลิตน้ำนมยังคงมีอยู่ตลอดเวลา
นายสัตวแพทย์บริพัตร กล่าวว่า ส่วนการทำอัลตราซาวด์หลินฮุ่ยนั้น ได้มีการประสานงานไปยังคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่พบว่าเครื่องอัลตราซาวด์ ยังคงมีการใช้งานอยู่ต่อเนื่อง จึงได้มีการเปลี่ยนมาเป็นขอความร่วมมือไปยังบริษัทเอกชนแทน เพื่อขอยืมเครื่องอัลตราซาวด์ที่มีประสิทธิภาพสูงมาใช้งานในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งได้รับการตอบรับจากบริษัทเอกชน โดยเครื่องอัลตราซาวด์ จะมาถึงสวนสัตว์เชียงใหม่ ในวันที่ 13 มกราคม รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ก็จะเดินทางมาเช่นกัน จึงมีความเป็นไปได้ว่า อาจจะมีการทำการอัลตราซาวด์ในช่วงเย็นวันที่ 13 มกราคม หรืออาจจะเป็นช่วงวันที่ 14 มกราคม โดยขึ้นอยู่กับการให้ความร่วมมือของหลินฮุ่ยด้วย ทั้งนี้หากทุกอย่างพร้อม ก็จะถือเป็นการอัลตราซาวด์ ครั้งสุดท้ายของหลินฮุ่ย
ทั้งนี้ เครื่องมือดังกล่าว จะมีประสิทธิภาพสูง ที่จะสามารถมองเห็นความลึก การเจริญเติบโตของตัวอ่อนได้ชัดเจนมากขึ้น และสามารถตรวจหาเป้าหมายได้ดี ซึ่งจะสร้างความมั่นใจให้กับทางทีมสัตวแพทย์มากขึ้น





