วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

พาเด็กแว้นเข้าห้องเรียน

อีกหนึ่งความพยายามในการนำแก็งค์ซิ่งมอเตอร์ไซค์กลับคืนสู่โลกการศึกษาอีกครั้ง เพื่อสร้างโอกาสที่ดีกว่าให้แก่ชีวิตของพวกเขา

เด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งราว 5-6 คนกำลังช่วยกันทำโลงศพอย่างขะมักเขม้น ภายในศูนย์การเรียนรู้นอกสถาน ณ บริเวณบ้านโนนทัน ของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น จากภาพที่มองเห็น เด็กหนุ่มทั้งหมดต่างมีแววตามุ่งมั่น แม้จะแต่งองค์ทรงเครื่องแตกต่างจากเด็กทั่วไปตามท้องตลาด คงไม่มีใครนึกว่า ยามค่ำคืนวัยรุ่นเหล่านี้จะเปลี่ยนมาเป็น "เด็กแว้น" เด็กซิ่งกวนเมือง ควบมอเตอร์ไซค์คู่ใจออกตระเวนท่องราตรี เพื่อแข่งขันประลองความเร็วกับกลุ่มแก็งค์อื่นที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ก่อปัญหารำคาญให้แก่ชาวบ้าน ... แต่มันก็เป็นไปแล้ว

เมื่อเด็กแว้นกลายเป็นปัญหาสังคมเมือง ที่นับวันจะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพราะพวกเขาไม่ชอบอยู่ในกฎระเบียบ แต่งตัวตามสไตล์ตัวเอง ขาสั้นบ้าง กางเกงขาดบ้าง ใส่ห่วงไว้ที่หู บางคนห่วงที่หูรูใหญ่มากจนสามารถมองลอดรูหูไปอีกฝั่งหนึ่งได้อย่างชัดเจน เรียนบ้าง ไม่เรียนบ้าง และที่สำคัญพวกเขาเหล่านี้ ชื่นชอบแสงสียามราตรี จนต้องออกมาตระเวนชื่นชม โดยมีพาหนะคู่ใจอย่าง "มอเตอร์ไซค์" ที่แต่งซิ่งเพื่อการณ์นี้โดยเฉพาะ

แล้ววันแห่งโอกาสก็มาถึง เมื่อสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ได้เล็งเห็นปัญหาสังคมในอนาคตของเมืองนี้ ซึ่งนับวันความเจริญได้คืบคลานเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน ด้วยชัยภูมิที่เป็นศูนย์กลางของภาคอีสา นและในอนาคตกำลังจะกลายเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน ก่อให้เกิดปัญหาสังคมเพิ่มจำนวนมากขึ้นตามอัตราการขยายของเมือง โดยเฉพาะในเรื่องจำนวนคนเร่ร่อนและเด็กแว้นเด็กซิ่ง นี่เองเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ทางศูนย์การศึกษาแห่งนี้ มีแนวคิดที่จะเข้ามาส่งเสริมความรู้ เพื่อให้เด็กเหล่านี้ได้จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมีอาชีพเลี้ยงตนเองได้ในอนาคต

เหตุผลนี้เอง ที่ทำให้ กศน.อำเภอเมืองขอนแก่น ร่วมมือกับเทศบาลนครขอนแก่น มอบหมายให้ครูพัฒนาทักษะชีวิต (เด็กเร่ร่อน) ที่มีอยู่ 3 คน ออกไปคลุกคลีกับเด็กแว้นมาตั้งแต่ปี 2553 เพื่อให้เข้าถึงและเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของเด็กเหล่านี้ จนปัจจุบันได้รับความไว้วางใจจากเด็กๆ ซึ่งกลับมาเรียนหนังสืออีกครั้ง แม้จะเป็นการเรียนหนังสือนอกระบบก็ตาม พร้อมกันนี้ยังได้เปิดหลักสูตรสอนวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการทำโลงศพ การซ่อมมอเตอร์ไซค์ และอื่นๆ เพื่อให้พวกเขาจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมกับมีความรู้ด้านวิชาชีพติดตัวไปด้วย

ครูโม หรือ ภัทรกร สุทธิวัฒน์สกุล เป็น 1 ใน 3 ครูพัฒนาทักษะชีวิตที่ได้ลงมาคลุกคลีกับเด็กแว้น ชนิดไปไหนไปด้วย นอนไหนนอนด้วย ไม่เคยย่อท้อ เพราะหากท้อ เด็กกลุ่มนี้เมื่อเติบโตไป จะไม่มีโอกาสทางสังคมให้เลือกมากนัก สุดท้ายความอดทนได้สัมฤทธิ์ผล เมื่อครูโมได้รับความไว้วางใจจากเด็กๆ กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวแก็งค์เด็กแว้นในที่สุด

“เริ่มแรกที่เข้าไปลงพื้นที่ เพื่อให้เข้าถึงความรู้สึก และเข้าใจของเด็กๆ ไม่ได้รู้สึกกลัว หรือกังวลมากนัก เพราะหากทำสำเร็จ เด็กเหล่านี้ก็จะกลับมายืนในสังคมได้อย่างเต็มที่ รวมถึงในแต่ละก้าวที่พวกเขาเดินไป จะเต็มไปด้วยความมั่นคง ดังนั้น จึงไม่เสียใจเลยที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ โดยเริ่มเข้าหาหัวหน้าแก็งค์แต่ละแก็งค์ก่อน ไม่ว่าจะเป็นแก็งค์โลงแตก มังกรดำ ตลาดสด เป็นต้น เพื่อให้เกิดความไว้วางใจ และเปิดใจที่จะรับความหวังดีที่เราได้เดินเข้าไปหา”

ครูโม เล่าว่า อย่างแก็งค์โลงแตกจะมารวมกลุ่มกันที่บ้านของ พงษ์พันธ์ ถิ่นนาสวน ซึ่งเป็นหัวหน้าแก็งค์ ทำให้กลายเป็นบ้านอีกหลังหนึ่งที่มี พี่กุ้งหรือแม่ของพงษ์พันธ์ เป็นคนดูแลและช่วยสอนการทำโลงศพ ส่วนสาเหตุที่ตั้งชื่อ แก็งค์โลงแตก เพราะว่าบ้านหลังนี้ ข้างหลังบ้านเป็นบริเวณที่เอาไว้ทำโลงศพเพื่อขาย และเมื่อเข้ามาคลุกคลีที่นี่ และได้รับความไว้วางใจ ทาง กศน.จึงตกลงให้บ้านของพี่กุ้งเป็นศูนย์การเรียนรู้นอกสถานที่อีกแห่งหนึ่ง เพื่อใช้เรียนรู้การฝึกอาชีพการทำโลงศพ ดังนั้น สถานที่แห่งนี้ นอกจากจะเป็นศูนย์การเรียนรู้ทางด้านอาชีพทำโลงศพแล้ว ยังเป็นสถานที่นัดเรียนหนังสือของแก็งค์โลงแตก ที่มีนัดหมายอาทิตย์ละ 1 ครั้ง จนกว่าจะจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ ป.6 , ม.ต้น และ ม.ปลาย ตามแต่ความต้องการของเด็กที่เรียน

“เด็กแว้น เป็นเด็กที่ถูกทิ้งจากสังคม แต่พวกเขาเป็นเด็กที่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้เท่าเทียมกับคนปกติ เพราะเด็กกลุ่มนี้มีจำนวนเยอะมาก เห็นได้จากในขอนแก่นมีประมาณ 500 คน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น เพราะว่าขอนแก่นเป็นเมืองที่เจริญขึ้น และเด็กกลุ่มนี้ก็จะเข้ามาตามเทศกาลที่ผู้ปกครองที่เข้ามาทำงานก่อสร้าง ซึ่งมีจำนวนมาก แต่ขาดโอกาสทางการศึกษา เพราะหากมีการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการศึกษาให้แก่บุคคลที่ด้อยโอกาสแล้ว ตรงนี้จะมีประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแน่นอน และจากที่ได้ไปทำกิจกรรมก็สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดที่ว่าเป็นส่วนเกินของสังคม ให้มามีความสุขกับการที่อยู่ในสังคมนี้ได้อย่างภาคภูมิใจ”

ขณะที่ พงษ์พันธ์ ถิ่นนาสวน วัย 16 ปี หัวหน้าแก็งค์โลงแตก ซึ่งแม้จะเป็นเด็กหนุ่มตัวเล็กๆ ที่ได้พลิกผันมาเป็นหัวหน้าแก็งค์ เพราะเกิดจากความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตที่ต้องเสียคุณพ่อไปอย่างไม่มีวันกลับตั้งแต่อายุ 14 ปี ทำให้ต้องหาทางออกด้วยการเข้าสังคมกับเพื่อน ๆ และออกไปแข่งรถข้างนอก กลับบ้านยามดึก ปล่อยชีวิตไปกับเสียงลมและความเร็ว หากวันไหนไม่ได้ออกไป เพื่อนๆ ก็ได้มายึดบ้านของเขาเป็นบ้านหลังที่ 2 ทำโน่นทำนี่ เพื่อให้เวลาหมดไปวันๆ และเมื่อมีความสุขกับความเร็วบนท้องถนน จึงมีความคิดอิสระไม่อยากเรียนหนังสือ เพราะที่โรงเรียนมีกฎระเบียบเคร่งครัด และไม่สามารถทำอะไรได้อย่างที่ใจฝันได้

จนเมื่อครูโมได้เข้ามาทำความรู้จัก และเข้ามาร่วมกิจกรรมต่างๆ กับแก็งค์ ทำให้พวกเขาเริ่มกลับมาคิดที่จะเรียนหนังสืออีก เพราะทางรัฐได้มาจัดการเรียนการสอนที่บ้าน เพื่อยกระดับการเรียนการสอนที่เคยเรียนอยู่ รวมทั้งได้จัดให้มีการเรียนส่งเสริมอาชีพ ด้วยการทำให้ที่บ้านกลายเป็นศูนย์การเรียนรู้การอาชีพในการทำหีบศพอีกทางหนึ่ง และทำให้เพื่อนๆ อยู่แก็งค์เดียวกัน มีความสนใจที่จะกลับมาเรียนอีกครั้งหนึ่ง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่อยากเรียนหนังสือ

“นอกจากจะได้เรียนจบการเรียนการสอนขั้นพื้นฐานแล้ว ยังได้อาชีพติดมาอีกด้วย ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่มานั่งจับกลุ่มคุยกัน กินเหล้ากัน แล้วออกไปแว้นตอนกลางคืนเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ทำงานอะไร แต่ปัจจุบันนอกจากจะมีงาน มีการเรียนรู้ รวมถึงเพื่อนๆ ที่ร่วมอุดมการณ์ก็มาอยู่ที่บ้านมากขึ้น มีอิสระในความคิด การกระทำ ทำให้ไม่คิดอยากที่จะออกไปแว้นเหมือนเมื่อก่อน เพราะเห็นว่าการออกไปแว้น ไปขับรถซิ่งข้างนอกนั้น นอกจากจะเปลืองน้ำมันแล้ว ยังทำให้คนที่รออยู่ที่บ้านเป็นห่วงใยด้วย ตอนนี้ผมกำลังเรียนกศน.ในระดับชั้น ม.ต้นอยู่ด้วยครับ”

ในขณะที่เพื่อนร่วมแก๊งอีกคน อย่าง อดิสรณ์ ผาไชยภูมิ วัย 22 ปี ที่แม้จะอายุมากแล้ว แต่ก็ยกให้พงษ์พันธ์เป็นหัวหน้าแก๊งค์ เขาเองก็กำลังศึกษาชั้น ม.ต้นกับทางกศน.เช่นกัน อดิสรณ์บอกว่า ตอนแรกอยู่แก็งค์มังกรดำ และหลังจากนั้นได้มาอยู่แก็งค์โลงแตก ตอนนั้นชอบออกไปแว้น มั่วสุมกับกลุ่มวัยรุ่น เพราะกลุ่มเพื่อนที่เป็นผู้หญิงได้ชวนเข้าไปแว้นด้วย ทางครอบครัวเองก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะอยู่กับแม่สองคน ครอบครัวไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่ อาจเป็นตรงจุดนี้ด้วย จึงทำให้อยากออกมาอยู่ข้างนอก

"แต่หลังจากที่ได้เข้ามาเรียนและทำงานไปด้วย ก็แทบไม่ได้ออกไปไหน ชอบกับการเรียนแบบนี้ เพราะสิ่งที่สอนนั้น สามารถนำกลับไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ มีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ สุดท้ายความฝันอีกอย่างหนึ่งของชีวิตคือ หากเรียนจบแล้ว อยากไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เพราะมองว่าหากจบปริญญาตรีเหมือนคนอื่น ชีวิตคงจะดีขึ้น และที่สำคัญที่สุด อยากทำให้แม่ยิ้มได้" อดิสรณ์ บอกเล่าสิ่งที่เป็นอยู่และอนาคตของเขาที่ฝันเอาไว้

ด้าน บุญส่ง ทองเชื่อม ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดขอนแก่น ที่ต้องการให้ปัญหาสังคมเมืองเหล่านี้ลดน้อยลงไป เพราะเขาเข้าใจว่า ถึงแม้เด็กเหล่านี้จะเป็นกลุ่มเด็กที่สังคมทั่วไปมองแล้วไม่น่าคบ แต่เมื่อมองลึกเข้าไปในจิตใจ จะเห็นว่า พวกเขาเป็นเพียงเด็กที่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาจากครอบครัว สภาพแวดล้อม และไม่รู้จะหาทางออกให้แก่ตัวเองอย่างไร จึงได้มารวมกลุ่มกัน และเมื่อคนที่มีปัญหาเหมือนกันมาเจอกัน และไม่มีเสาหลักที่จะมาคอยชี้แนะแนวทาง ทำให้พวกเขาไม่รู้จะเดินไปทางไหน

“ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากเรียนหนังสือ แต่พวกเขาไม่ชอบอยู่ในกฎระเบียบ หรือกรอบของโรงเรียน อยากทำตัวตามสบาย ไม่อยากมีความรู้สึกถูกขังในพื้นที่เพียงเล็กน้อย และทางโรงเรียนก็ไม่สามารถรับกับการแต่งตัว การเจาะหูของพวกเขาได้เช่นกัน สุดท้าย เมื่อความเห็นสวนทางกันจึงทำให้เด็กเหล่านี้เลือกที่จะออกมาอยู่กับกลุ่มคนที่เข้าใจพวกเขาอย่างแท้จริงมากกว่า หากพวกเราให้ความสำคัญกับเขาเหมือนดังที่ให้ความสำคัญกับบุคคลอื่นๆ บุคคลเหล่านี้ก็จะเป็นเด็กที่น่ารักมากๆ เช่นกัน”

และนี่คืออีกโอกาสหนึ่งที่ได้หยิบยื่้นให้แก่เด็กๆ ที่เดินหลงทาง เพื่อพวกเขาจะได้มีโอกาสกลับมาบนเส้นทางสายอนาคต โดยมีผู้ใหญ่ช่วยกันประคับประคอง และหวังว่าสักวันพวกเขาจะเดินไปได้จนสุดทาง ในการทำความความฝันตัวเองได้สำเร็จ.