วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดั่งทองคำใน "น้ำเกลือ"

ใครจะรู้ว่าแร่ธาตุเม็ดเล็กๆ อย่าง "เกลือ" จะมีค่าดังขุมทรัพย์ที่ทำให้คนทั่วโลกสามารถ "ฆ่า" กันได้


เพราะใครก็ตามที่ครอบครองแผ่นดินที่มีเกลือได้ นั่นหมายถึง "อำนาจ" ที่พวกเขาจะได้รับ


ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ในทุกด้าน แน่นอนว่า ไทยเราเองก็มีแหล่งผลิตเกลือเช่นกัน หลายคนอาจคุ้นเคยกับเกลือทะเลแถวสมุทรสาคร สมุทรสงครามกันดี หรือบ้างอาจจะเคยได้ยินชื่อ "เกลือสินเธาว์" ในแอ่งเกลือของภาคอีสาน ที่กระจายตัวอยู่ในหลายๆ จังหวัด เช่น อุดรธานี ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ฯลฯ แต่ใครจะรู้บ้างว่า บนดอยสูงของจังหวัดน่านก็มีขุมทรัพย์ที่ว่านี้อยู่เหมือนกัน


ถูกต้อง เราหมายถึง "บ่อเกลือ" ที่เป็นแหล่งผลิตเกลือสินเธาว์ภูเขาเพียงแห่งเดียวของไทย ซึ่งมีความสำคัญมากขนาดนำมาตั้งเป็นชื่ออำเภอในจังหวัดน่านเลยทีเดียว


ตามประวัติศาสตร์เกลือคือสัญลักษณ์ของอำนาจ น่านเองก็เคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากเหมือนกัน เพราะในสมัยที่พระยาติโลกราชปกครองเมืองเชียงใหม่ ก็สั่งกำลังพลยกทัพมาตีเมืองน่านเพื่อมุ่งครอบครองบ่อเกลือ ซึ่งถือเป็นยุทธปัจจัยสำคัญ ในยุคนั้นเกลือเป็นสินค้าส่งออกของทั้งเมืองน่านและภาคเหนือ โดยจะนำไปแลกเปลี่ยนกับสินค้าที่คนในพื้นที่ผลิตไม่ได้ และเดินทางไกลไปจนถึงเมืองจีนโดยกองคาราวานจากต่างแดน


สำหรับเกลือเมืองน่านถูกค้นพบโดยบังเอิญเมื่อนานมาแล้ว โดยชาวบ้านเล่ากันว่า เดิมทีเขตอำเภอบ่อเกลือเป็นป่าดงพงไพร ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ มีหนองน้ำ ซึ่งพวกสัตว์ต่างๆ ชอบมากินน้ำในหนองน้ำแห่งนี้เป็นประจำ และยังมีนายพรานผู้หนึ่งมาล่าสัตว์ และเห็นพวกเหล่าสัตว์ทั้งหลายมักจะกินน้ำที่นี่เป็นประจำ เมื่อลองชิมดูจึงรู้ว่ามีรสเค็ม ข่าวได้ล่วงรู้ไปถึงเจ้าหลวงภูคาและเจ้าหลวงบ่อ จึงได้มาดูบ่อน้ำเกลือ และต่างก็ต้องการครอบครอง จึงคิดหาวิธีการโดยทั้งสองพระองค์ขึ้นไปอยู่ที่ยอดดอยภูจั๋น เพื่อแข่งขันกันพุ่งสะเน้า(หอก) แสดงการครอบครองบ่อน้ำเกลือ


เจ้าหลวงภูคาพุ่งหอกไปตกทางตะวันตกของลำน้ำมาง ตรงที่ตั้งหอนอกในปัจจุบัน เจ้าหลวงบ่อพุ่งหอกไปตกทางตะวันออกของลำน้ำมาง ตรงที่ตั้งหอเจ้าพ่อบ่อหลวงในปัจจุบัน ผู้คนที่พากันมาดูการแข่งขันพุ่งหอก ได้นำเอาก้อนหินมาก่อไว้เป็นที่สังเกต แล้วตั้งเป็นโรงหอทำพิธีระลึกตอบแทนเจ้าหลวงทั้งสององค์ทุกปี ภายหลังทั้งสองพระองค์คิดกันว่า จะนำคนที่ไหนมาอยู่ เมื่อปรึกษากันแล้ว เจ้าหลวงภูคาจึงไปทูลขอประชาชนที่อยู่เมืองเชียงแสนจากเจ้าเมืองเชียงรายมาหักร้างถางพงทำเกลืออยู่ที่นี่ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวบ่อหลวงในปัจจุบัน ดังนั้นชุมชนบริเวณนี้จึงได้เกิดขึ้นและดำรงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน


สำหรับบ่อเกลือที่สำคัญในจังหวัดน่านมี 2 แห่ง คือบริเวณต้นน้ำว้า ซึ่งมีบ่อเกลือใหญ่ 2 บ่อ อีกแห่งคือ บริเวณต้นน้ำน่าน มีบ่อใหญ่ 5 บ่อ และมีบ่อเล็กบ่อน้อยอีกจำนวนมาก ซึ่งชาวบ้านทุกคนสามารถต้มเกลือขายได้ แต่ก่อนลงมือชาวบ้านต้องประกอบพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับเกลือ นั่นคือ ทำพิธีเลี้ยงผีเมืองและเจ้ารักษาบ่อเกลือ คือ "เจ้าซางคำ" ก่อน โดยจะทำทุกปีในวันแรม 8 ค่ำเดือน 5 หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "งานแก้ม" ซึ่งในสมัยก่อนนั้นเคยทำกันเนิ่นนานถึง 7 วัน แต่ปัจจุบันลดลงมาเหลือเพียง 3 วันเท่านั้น


เป็นความเชื่อก่อนลงมือทำงาน ซึ่งปัจจุบันชาวบ้านยังคงต้มเกลือด้วยวิธีแบบดั้งเดิมอยู่แบบนั้น โดยตักน้ำเกลือจากบ่อส่งผ่านมาตามลำไม้ไผ่สู่บ่อพัก ก่อนจะนำน้ำเกลือมาต้มในกระทะใบบัวขนาดใหญ่ เคี่ยวจนน้ำแห้งขอด ใส่ถุงวางขายกันหน้าบ้าน เกลือเมืองน่านไม่มีไอโอดีนเหมือนเกลือทะเล จึงต้องมีการเติมสารไอโอดีนก่อนถึงมือผู้บริโภค

ความสำคัญของเกลือนอกจากจะเป็นเครื่องถนอมอาหารอย่างดี เป็นวัตถุดิบที่ทำให้อาหารมีรส และเป็นยารักษาโรคแล้ว ทรัพย์ในดินชนิดนี้ยังมีความเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของอียิปต์โบราณ โดยเป็นส่วนหนึ่งของการทำ "มัมมี่" เพราะคุณสมบัติของเกลือคือจะทำให้ "เนื้อ" ไม่เน่าเปื่อยนั่นเอง


ประวัติศาสตร์เกลือน่าสนใจมากมาย แต่ถ้าใครอยากลองสัมผัสเกลือภูเขาของจริง และมีที่เดียวในเมืองไทย "บ่อเกลือ" จังหวัดน่าน น่าจะให้คำตอบกับทุกคนได้