'เงาฝน' ในร่มระเบียงประวัติศาสตร์

จะด้วยจังหวะลมกำลังม้วนตัวขึ้นสูงใต้ฟ้าที่ถูกทาทับเอาไว้ด้วยเฉดขาว(หม่น) เทา ดำ กลิ่นน้ำชุ่มฉ่ำโชยแตะจมูก หรือดินแดงเจิ่งน้ำ
ทุกอย่างล้วนเป็นสัญญาณบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อีกไม่เกินครึ่งชั่วโมง อาณาบริเวณนี้จะปกคลุมไปด้วยฝนเม็ดใหญ่ และอีกนัยหนึ่ง นั่นคือจังหวะของการตัดสินใจว่า เราจะเดินมุ่งหน้าต่อไป หรือถอยหลังกลับไปตั้งหลักกันก่อน
ขอโทษ... มันไม่ใช่ฉากหนังผจญภัยในปราสาทโบราณกลางป่าดงดิบ (และมักมาพร้อมกับสัตว์ประหลาด ความลึกลับ รวมถึงอะไรก็ตามแต่) แต่ที่นี่คือ "นครวัด" (Angkor Wat) หนึ่งใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ ซึ่งในคัมภีร์ท่องเที่ยวทั้งหลายต่างยกย่องให้เป็นจุดเช็คพอร์ตอีกแห่งที่ต้องไปดูก่อนตายให้ได้สักครั้ง
ถึงจะไม่รู้หรอกว่า ท่ามกลางร่มหลากสีของกลุ่มทัวร์ต่างๆ ที่ล้นทะลักเป็นคลื่นมนุษย์หลั่งไหลมาตามทางเดินจะมีสักกี่คนที่สนใจเรื่องนี้ แต่ "ปริมาณ" ผู้คนนับพันที่กระจายตัวอยู่ตามส่วนต่างๆ หลังกำแพงขอมโบราณก็น่าจะแสดงให้เห็นถึงความ "ยอดนิยม" ของ เทวสถานแห่งสุริยวรมันที่ 2 ได้เป็นอย่างดี
-1-
ว่ากันตามตำรา...
นครวัด เป็นปราสาทขอม-เทวาลัยอันยิ่งใหญ่แห่งไวษณพนิกาย ฮินดูผู้บูชาพระวิษณุ หรือองค์นารายณ์ผู้รักษา และเป็นหนึ่งในตรีมูรติเทพผู้หล่อหลอมโลก
นครวัด ถูกสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 17 หรือราวปี พ.ศ.1656-1693 โดยเริ่มสร้างในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ตามพระราชประสงค์ ตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชย์จวบจนสิ้นรัชกาล และการก่อสร้างก็ยังคงดำเนินต่อมา มีการสันนิษฐานว่า แม้จะเป็นยุคหลังเมืองพระนครแล้ว ก็ยังปรากฏภาพที่ยังแกะสลักไม่เสร็จ ต่อจากช่างฝีมือในยุคแรก (จนถึงวันนี้ก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ อีกทั้งยังเป็นที่ยืนยันแล้วว่า ไม่มีปราสาทขอมแห่งใดเลยที่สร้างเสร็จ)
นครวัด เป็นเทวาลัยที่สร้างหันหน้าสู่ทิศตะวันตก จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่า นครวัดนั้นเป็นทั้งเทวสถาน และสถานที่อันเกี่ยวกับพระบรมศพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 อันเนื่องมาจากคติความเชื่อในความเป็น "สมมติเทพ" ของกษัตริย์ว่า เมื่อทรงสิ้นพระชนม์ในภพชาติมนุษย์แล้ว พระองค์ก็จะรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเทพเจ้าในสรวงสวรรค์ อีกทั้งเพราะพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ทรงบูชาพระนารายณ์เป็นเทพสูงสุด บรมวิษณุจึงเป็นพระนามของพระองค์ภายหลังจากสิ้นพระชนม์แล้ว และทำให้ภายในนครวัดเต็มไปด้วยภาพจำหลักปางอวตารต่างๆ นั่นเอง
ความยิ่งใหญ่จากอารยธรรมในอดีตที่เดินทางผ่านเวลากลายเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ที่ให้คนรุ่นหลังเก็บเกี่ยวใช้สอย ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการเมืองระดับชาติไปจนถึงชาวบ้านร้านตลาดที่มาเดินเร่ขายของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยว
แน่นอนว่า หลายคนอาจตั้งใจบรรจุเทวสถานขอมแห่งนี้เอาไว้เป็นเป้าหมายหนึ่งในการเดินทางของชีวิต ด้วยความรักและชื่นชมเรื่องราวของเมื่อวาน ขณะที่บางคนอาจมองไม่ต่างจากกองก้อนหินที่วางเรียงผ่านลมฝนมากว่า 8 ศตวรรษ
จะด้วยมนต์เขมร หรือความใหญ่โตของศาสนสถาน หรืออารมณ์ร่วมอะไรก็ตามแต่ มรดกทางประวัติศาสตร์เขมรโบราณเหล่านี้ก็ทำให้อดนึกถึงคำพูดของ อนุชา ทีรคานนท์ อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ที่สนใจศึกษาเรื่องราวของประวัติศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรมของอุษาคเนย์ไม่ได้
เขาอธิบายถึง "นัยยะ" ที่ซ่อนอยู่ภายในตัวปราสาทนั้นถือเป็นกุศโลบายหนึ่งของขอมโบราณ คือการสร้างศาสนสถานตามความเชื่อที่เป็นแรงผลักดันอยู่แต่เดิม และทำให้ยิ่งใหญ่เพื่อแสดงอำนาจบารมีของตัวเองในอีกทางหนึ่ง
"ปราสาทขนาดใหญ่เหล่านี้ไม่ใช่ว่ามีเงินแล้วจะสร้างได้นะครับ แต่หมายถึงบารมีและอำนาจในการปกครองที่จะสามารถเกณฑ์ผู้คนจำนวนมหาศาล เกณฑ์แรงงาน ช้าง ม้า วัว ควาย จะด้วยความศรัทธาส่วนหนึ่งของคนที่มาทำงานให้ หรือบังคับส่วนหนึ่งสำหรับทาสทั้งหลายที่ต้องมาทำงานให้ เพื่อที่จะสร้างสัญลักษณ์ที่แทนความยิ่งใหญ่ของตัวเอง แล้วก็ทำให้ทุกคนเมื่อมาเห็นแล้วจะต้องยำเกรงในบารมีแห่งอำนาจนั้น นั่นคือสิ่งที่กษัตริย์เขมรเมื่อพันปีที่แล้วทุกคนพยายามสร้างสิ่งนี้"
จนที่สุด พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ก็ประสบความสำเร็จมากในการสร้างสถาปนา "เขาพระสุเมรุ" กลางใจเมืองขึ้นมา
เขาพระสุเมรุ ที่ อ.อนุชาบอก สะท้อนชัดเจนถึงหลักภูมิจักรวาลของฮินดู อันถือว่าเขาพระสุเมรุเป็นแกนของจักรวาล มีทวีปทั้ง 4 ประกอบอยู่ 4 ทิศ ผุดขึ้นกลางมหานทีสีทันดร โดยแผนผังของนครวัดในภาพรวมก็คือ ปราสาทขนาดมหึมา ที่มียอดปราสาทประธานสูงใหญ่ตระหง่านท่ามกลางปราสาทบริวาร 4 ปราสาท หากมองจากด้านบนลงมาจะสามารถเห็นเป็นแผนภูมิสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีปราสาท 5 ยอด 4 ยอดอยู่ที่มุมทั้งสี่ และ 1 ยอดอยู่ตรงกลาง ขณะที่มองจากระดับสายตา หากมองเบี่ยงทางขวา หรือซ้ายจากศูนย์กลางให้ได้ระยะ จะสามารถมองเห็นปราสาท 5 ยอดเรียงกันอยู่
"ที่สุดที่เป็นนครวัด มันเป็นภูเขาทั้งลูกที่ย้ายมาอยู่บนที่ราบ ไม่ใช่เทวสถาน หรือศาสนสถานขนาดเล็ก แต่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน" เขายืนยัน
-2-
ไม่ว่าจะด้วยอะไรก็ตามที่ความอัศจรรย์เหล่านั้นเปล่งเสียงตะโกนบอกเล่าต่อๆ มา แต่ที่แน่ๆ สายฝนที่โหมกระหน่ำ ทำให้ฉากที่มองจากตัวนครวัดออกไปยังกำแพง ไม่ต่างอะไรกับม่านน้ำขนาดใหญ่ แต่ในทางกลับกัน เมื่อเรายืนอยู่ในบริเวณที่เปรียบเป็นดั่งใจกลางจักรวาล สายฝนก็กลายเป็นภาพเสมือนของมหานทีสีทันดรที่โอบล้อมผู้คนเอาไว้
อารมณ์ฟ้าฝนวันนี้ ยิ่งทำให้ "ระเบียงคต" หนาแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวที่เข้ามาอาศัยร่มเงาประวัติศาสตร์คุ้มหัว ซึ่งสำหรับใครที่มักคุ้นกับภาพแนวระเบียงยาวที่มีแสงจ้าจากดวงอาทิตย์เป็นประกายด้านนอกอาจจะแปลกตาไปสักหน่อย
แต่ก็นั่นแหละ หัวใจอย่างหนึ่งของการชมนครวัดก็คือ ภาพจำหลักหินที่ปรากฏอยู่ทั่วไป ทั้งในปราสาท และบริเวณโดยรอบ โดยจะมีไฮไลต์อยู่รอบระเบียงคตชั้นแรก ที่บอกเล่าเรื่องราว ทั้งภาพสลักเรื่องมหาภารตยุทธ ตอนการยุทธที่ทุ่งกุรุเกษตร ขบวนทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ที่นักท่องเที่ยวไทยทั่วไปถือเป็นระเบียงประวัติศาสตร์ "เสียมกุก" ภาพสลักไตรภูมิ สวรรค์ โลก นรก ภาพสลัก "เทวาสุรสงคราม" อันเป็นสงครามระหว่างทวยเทพ และอสูร รวมทั้งพระนารายณ์ในอวตารต่างๆ ทำสงครามมีชัยชนะเหนือศัตรู ไม่ว่าจะเป็น ท้าวพนาสูร หรือศึกกรุงลงกาในรามายณะ
แน่นอน ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของภาพสำคัญระดับ "มาสเตอร์พีช" อย่าง "ตำนานการกวนเกษียรสมุทรของเหล่าเทวดาและยักษ์" ด้วย
เรื่องมีอยู่ว่า พระอินทร์ผู้นำฝ่ายเทวดาในการสู้รบระหว่างเทวดาและยักษ์นั้น ต้องการแก้คำสาปของตนที่ถูกฤาษีสาปไว้ให้หมดฤทธิ์อำนาจ ได้ไปขอความช่วยเหลือจากพระนารายณ์ ซึ่งพระนารายณ์ได้แนะนำว่า ให้ทำพิธีกวนเกษียรสมุทรในทะเลน้ำนม เพื่อให้ได้น้ำอมฤตมาดื่มจะได้มีพลัง และไม่มีวันตาย แต่การจะกวนเกษียรสมุทรนั้น ลำพังแค่ฝ่ายเทพไม่เพียงพอในการทำพิธี พระอินทร์จึงได้ทำสัญญาสงบศึกกับยักษ์ และชักชวนกันมาทำการกวนเกษียรสมุทร โดยได้นาควาสุกรีมาใช้ลำตัวเป็นเชือกในการชัก และได้ใช้ภูเขามันทรคีรีมาตั้งบนทะเลน้ำนมที่อยู่ในไวกูณฑ์สวรรค์ ซึ่งพระนารายณ์ได้อวตารเป็นเต่ายักษ์รองฐานเอาไว้ไม่ให้จักรวาลทะลุ อันจะนำความวิบัติมาสู่ทั้ง 3 โลก
ตำนานดังกล่าวถือเป็นตำนานเชิงสัญลักษณ์ของการสู้รบระหว่างชาวอารยันกับชาวดราวิเดียน (ฑราวิท) โดยชาวอารยันอพยพมาจากเอเชียกลาง มายังอินเดียในปัจจุบัน ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมของพวกดราวิเดียน และสู้รบจนชาวอารยันได้รับชัยชนะในที่สุด
หลังจากผ่านแนวระเบียงมหาภารตะยุทธ กองทัพพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เสียมกุก ไตรภูมิ รวมทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ซึ่งกำลังให้ความสนใจกับสิ่งที่ไกด์แต่ละคนบอกเล่าอยู่นั้น ภาพมวลหมู่ยักษ์และเทวดาที่กำลังช่วยกัน "กวนเกษียรสมุทร" โดยมี "นางอัปสรานับไม่ถ้วน" เป็นรูปประกอบอยู่ด้านหลังก็ปรากฏแก่สายตา
ถึงแม้ กวนเกษียรสมุทรจะเป็นภาพสลักอีกภาพหนึ่งที่ "แกะไม่เสร็จ" หรือบทสรุปของตำนานหน้านี้จะจบลงตรงที่ "ยักษ์โดนหลอก" แต่รูปลักษณ์ของพิธีกรรมอันมีต้นขั้วมาจากแรงศรัทธา และความเชื่อที่ถูกถ่ายทอดออกมา กลับยิ่งทำให้ระเบียงฟากนี้ "เข้มขลัง" มากขึ้นไปอีก และลืมฟ้าฝนไปได้เลย
-3-
ถ้าความเชื่อมโยงของอดีตทำให้เรารู้จักปัจจุบัน และมองเห็นอนาคตแล้วล่ะก็ อุษาคเนย์สำหรับ ศรัณย์ บุญประเสริฐ นักท่องอุษาคเนย์ตัวยงอีกคนก็คงจะพูดไว้ไม่ผิดนัก
"ถ้าคุณจะรู้จักอุษาคเนย์ จริงๆ มันไม่มีอะไรมาก คือเป็นดินแดนหนึ่งที่เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างจีนกับอินเดียเท่านั้นเอง" เขาบอกเอาไว้อย่างนั้น เพราะความเชื่อมโยงที่ไม่ว่าจะเกิดจากสงคราม การค้า ศาสนาหรืออะไรก็ตามแต่ มันมักนำไปเอาอารยธรรมจากแห่งหนึ่งไปสู่อีกแห่งเสมอ
"สิ่งที่เราเรียนรู้ได้ก็คือ ตัวตนของเรา" นั่นคือข้อสังเกตของเขา
สำหรับ นครวัดเอง หรือปราสาทอื่นๆ ที่ปรากฏเป็นรูปร่างอยู่ในพื้นที่อาณาเขตอิทธิพลขอมนั้น สิ่งที่ปรากฏขึ้นคงไม่ต่างกับการแสดงอำนาจบางอย่าง หรืออย่างน้อยที่สุดก็ในเชิงการเมืองการปกครอง ซึ่งแน่นอนว่า ยังหมายถึงสัจธรรมของกาลเวลา แม้กระทั่งคติทางพุทธศาสนาก็สามารถนำมาเชื่อมโยงกันได้อีกทางหนึ่งด้วย
"การจะสร้างอย่างนี้ได้ มันหมายถึงการวางแผน การระดมทรัพยากรอันมหาศาล เมื่อสร้างสำเร็จลง ซึ่งจริงๆ ก็ไม่สำเร็จ ก็สร้างไปได้ 80 เปอร์เซ็นต์ อาณาจักรก็เริ่มป่วย เป็นธรรมดา ใช้คนขนาดนั้น ใช้พลังอำนาจ ใช้พระราชทรัพย์ขนาดนั้น ก็ย่อมต้องอ่อนแอลงเป็นธรรมดา ในทางตรงข้ามเมื่อกษัตริย์พยายามสร้างความยิ่งใหญ่ด้วยวิธีนี้ก็ทำให้คนเริ่มเอาใจออกห่าง แล้วอาณาจักรก็อ่อนแอลง จวบจนมีกษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นมาแล้วทำให้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง" อาจารย์วารสารคนเดิมอธิบาย "ความเชื่อมโยง" ดังกล่าว
จากนครวัด สู่นครธม จากอาณาจักรขอม สู่อาณาจักรสุโขทัย จนมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ทั้งหมดล้วนเป็นเหง้ารากร่วมทางวัฒนธรรมสำหรับผู้คนในดินแดนซีกตะวันออกเฉียงใต้ แต่ไม่ได้หมายความว่าใครเหนือกว่า หรือใครอ่อนแอกว่า
"ดูภาพสลักทุกครั้งก็มีอะไรได้เรียนรู้อะไรใหม่ทุกครั้ง" ใครบางคนบอก
อย่างน้อยที่สุด หากเราสามารถถ่ายทอดความเข้าใจในความหลากหลายของชาติพันธุ์ที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกันมาตั้งแต่ร่วมพันปีก่อน ปัญหาทำนอง "เรื่องไม่เป็นเรื่อง" ระหว่างเรากับเพื่อนบ้าน ก็อาจจะมองเห็นทางออกที่ชัดเจน และลงตัวกับทุกฝ่ายก็เป็นได้
รูปปั้นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรยังคงยืนสง่าแย้มพระพักตร์แช่มชื่นต้อนรับผู้คนที่ก้าวเข้ามาสู่ขอบเขตของเทวสถานอยู่ ท่ามกลางร่มสีฉูดฉาด และธงทิวของคณะทัวร์ที่เริ่มกลับมาคึกคักกันอีกครั้ง หลังฝนหมาดฟ้า
รอยยิ้มของใครบางคนเผยขึ้นระหว่างกำลังเดินฝ่าผู้คนออกไป ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ความยิ่งใหญ่ และคลาสสิกระดับตำนานได้ถูกเก็บเกี่ยวเอาไว้เท่าที่พอใจแล้ว
-------------------------
การเดินทาง
การเดินทางไปกัมพูชาวันนี้สามารถเลือกใช้เส้นทางได้หลากหลาย ล่าสุดสายการบินแอร์เอเชีย เปิดเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ ไปเสียมราฐ(เสียมเรียบ) ทุกวัน ดูข้อมูลตารางการบินได้ที่ www.airasia.com หรือจะเลือกใช้เส้นทางรถยนต์ก็มีรถโดยสารตู้ให้บริการจากกรุงเทพฯ ไปตลาดโรงเกลือ(อ.อรัญประเทศ) จากนั้นไปต่อรถฝั่งปอยเปต เข้าสู่เสียมราฐ ก็ได้ สำหรับท่ารถตู้มีให้บริการทั้งที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และสวนลุมพินี







