หากพูดถึงวิศวกรที่มีความรู้ความสามารถยอดเยี่ยมในเมืองไทยแล้วละก็ เชื่อว่าหนึ่งในนั้นจะต้องมีชื่อของ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ขึ้นแท่น
มาเป็นอันดับต้นๆ เนื่องจากเขาคนนี้มีบทบาทโดดเด่นในด้านวิศวกรรม เป็นนักบริหารการศึกษาในมหาวิทยาลัยที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ และยังเป็นวิศวกรที่มีความคิดสร้างสรรค์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและช่วยเหลือสังคม
นอกจากจะเป็นวิศวกรแถวหน้าของเมืองไทยแล้ว เขายังเป็นนักเดินทางตัวยง โดยที่ผ่านมาเขาเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการเดินทางมามากถึง 10 ทริปต่อปี ซึ่งในบรรดาการเดินทางทั้งหมดนั้น ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ บอกว่ามีทริปหนึ่งที่ท้าทายและน่าสนใจมากที่สุด นั่นคือ การเดินทางไปรับรางวัล 'ไอเซนฮาวร์ เฟลโลว์ชิพ' (Eisenhower Fellowships 2013) ที่สหรัฐอเมริกา ในฐานะผู้นำคนรุ่นใหม่ที่ช่วยสร้างสรรค์สิ่งรอบตัวให้ดีขึ้น
และด้วยระยะเวลา 50 วันของการเข้าร่วมงาน ทำให้การเดินทางครั้งนี้เป็นเหมือนการท่องเที่ยวสหรัฐไปในตัว เพราะได้มีโอกาสไปเยือนกว่า 8 เมือง และยังได้กระทบไหล่ผู้นำด้านต่างๆ ของสหรัฐอีกหลายท่านอีกด้วย นับเป็นทริปแห่งปีที่ดร.สุชัชวีร์ ไม่มีวันลืม
-ช่วยเล่าถึงรางวัลนี้หน่อยค่ะว่ามีความเป็นมาอย่างไร
รางวัลไอเซนฮาวร์ เฟลโลว์ชิพ เป็นรางวัลที่จัดโดยมูลนิธิประธานาธิบดี 'ดไวท์ ไอเซนฮาวร์' ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ.1953 มีการจัดมอบรางวัลนี้มาเป็นปีที่ 60 แล้วครับ เพื่อเป็นเกียรติและระลึกถึงท่าน ซึ่งท่านโด่งดังมาก เคยเป็นผู้นำกองทัพเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยภาวะผู้นำของท่าน ทำให้ทุกคนต่างระลึกถึงแล้วก็อยากจะหาอะไรมายกย่องเชิดชู จึงมีการระดมทุนทั้งจากนักธุรกิจและเหล่าบรรดาผู้ใจบุญ ก่อตั้งเป็นกองทุนและทำรางวัลนี้ขึ้นมาเพื่อที่จะมอบให้แก่ผู้นำของโลก ซึ่งมอบให้ผู้นำจากทุกๆ ด้าน นอกจากมอบรางวัลให้แล้วยังเปิดโอกาสให้ผู้นำเหล่านั้นได้เข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่องปัญหาต่างๆ ในโลก กับผู้นำอเมริกา
ส่วนการคัดสรรเขาก็ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา มีคณะกรรมการที่เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลก ได้แก่ พลเอก คอลิน พาวเวลล์ ประธานคณะกรรมการไอเซนฮาวร์ เฟลโลว์ชิพ, เฮนรี่ เอ.คิสซิงเจอร์ (Henry A. Kissinger) และ จอร์ช เอช.ดับเบิ้ลยู.บุช(George H. W. Bush) ประธานคณะกรรมการกิตติมศักดิ์, คริสติน ทอดด์ วิทแมน (Christine Todd Whitman) อดีตผู้ว่าการรัฐนิวเจอร์ซี กรรมการบริหาร และ จอห์น เอส.โวลฟ์ (John S. Wolf) เป็นประธานอำนวยการ โดยปีนี้ได้คัดสรรผู้นำยุคใหม่ ปี 2013 จำนวน 23 คนจากทั่วโลกเพื่อเข้ารับรางวัล Eisenhower Fellowships 2013 ซึ่งเริ่มแรกเขาก็จะมีแมวมองในแต่ละประเทศมาดูว่าใครเข้าข่ายบ้าง เขาก็จะให้เราสมัครเข้าไป พอเราสมัครเข้าไปแล้วกรรมการของแต่ละประเทศก็สรรหาคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมาประมาณ 3-5 คน จากนั้นก็ส่งชื่อไปที่นครฟิลาเดเฟีย รัฐเพนซีเวเนีย จากนั้นให้คณะกรรมการที่นั่นคัดเลือก ก็ปรากฏว่าผมเป็นหนึ่งเดียวในอาเซียนที่ได้รับรางวัลนี้
-พอทราบว่าได้รับรางวัลนี้ รู้สึกอย่างไร
ภูมิใจและดีใจมากครับ การแข่งขันมันสูงนะครับ จากคนทั้งโลกต้องคัดสรรคนเก่งๆ จากทุกสาขา อาจจะเป็นนักการเมือง นักสิทธิเด็ก แพทย์ ศิลปิน สื่อมวลชน หลากหลายมาก ซึ่งแต่ละคนก็มีจุดเด่นที่สุดยอดเหมือนกันหมด มันวัดกันไม่ได้ ก็ถือว่าเราโชคดีมากๆ ที่ได้รับโอกาสนี้ ดีใจสุดๆ แล้วครับ ที่สำคัญคือมีโอกาสได้กลับไปที่อเมริกาที่ผมเรียนจบมาด้วย
-แล้วจะต้องมีหน้าที่หรือภาระผูกพันอะไรบ้าง
เขากำหนดให้ผู้ได้รับรางวัลต้องเดินทางไปสหรัฐอเมริกา 7 สัปดาห์ เพื่อไปพบผู้นำตามสาขาที่ตัวเองต้องการที่จะเรียนรู้ แบบตัวต่อตัว ผมเองก็ไปพบกับผู้นำที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ผมสนใจ 3 เรื่อง คือ 1. เรื่องการศึกษา ผมเป็นครูผมก็ไปดูการศึกษาของเขาตั้งแต่ชั้นก่อนอนุบาล จนถึงระดับมหาวิทยาลัย ผมว่าในเมืองไทยเรื่องนี้เป็นปัญหาที่น่ากลัวมาก สหรัฐอเมริกาปัจจุบันเขารู้ตัวนะครับว่าเด็กมัธยม เด็กประถมของเขาเนี่ยเปรียบเทียบกับสิงคโปร์ เกาหลี ญี่ปุ่น ฟินแลนด์ หรือประเทศทางยุโรปเขาเริ่มสู้ไม่ได้ เขาเริ่มรู้อะไรบางอย่างว่าโลกตะวันออกก็มีศักยภาพมากพอที่จะชนะเขาได้ นั่นหมายความว่าถ้าเกิดเขาไม่พัฒนาให้เด็กเขามีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีให้เตรียมพร้อมในอนาคต เขาจะเริ่มมีปัญหาแล้ว ต่อไปก็จะสู้ทางเอเชียไม่ได้แล้ว ผมไปดูงานตามมหาวิทยาลัยดังๆ ปัจจุบันการเรียนการสอนเขาไปไกลมาก การเรียนทางอินเทอร์เนตพัฒนาถึงจุดสูงสุดไปแล้ว สามารถมีแบบเรียนให้คนทั่วโลกมาเรียนกับเขาได้เป็นล้านคน มหัศจรรย์มาก ทำให้เราย้อนกลับมามองว่าการศึกษาในเมืองไทยนั้นถ้าเกิดเรายังพอใจกันอยู่แค่นี้ ต่อไปเมืองไทยจะไม่สามารถไปสู้กับใครได้เลย
นอกจากนี้ก็ไปดูเรื่องของการพัฒนาเมือง เพราะเราอยากจะแก้ปัญหาของสังคมเมืองอย่างกรุงเทพมหานคร ดูเปรียบเทียบกับเมืองใหญ่ๆ ของอเมริกา อย่างนิวยอร์ค ซิตี้ ผมไปดูอย่างละเอียดเลยว่าเขาแก้ปัญหาอย่างไร การก่อสร้างที่พักอาศัยสำหรับคนที่มีรายได้น้อยเขาทำอย่างไร ไปดูการพัฒนาแหล่งเสื่อมโทรมที่ดี และสุดท้ายผมไปดูการจัดการเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไปพบกับสว. สส. ที่มีชื่อเสียง ไปคุยกับผู้ว่าการรัฐแล้วก็ทีมงานหาเสียง ดูกระบวนการหาเสียง กระบวนการทางประชาธิปไตยของอเมริกาที่ถือว่าสมบูรณ์มากๆ อเมริกาใช้เทคโนโลยีช่วยหาเสียงเยอะ แต่มีเทคโนโลยีแค่ไหนก็ยังไม่สู้เรื่องความมีสปิริตของคนอเมริกา การรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ทางการเมือง กฎหมายรัฐธรรมนูญของเขาแข็งแกร่งมาก
-ในฐานะที่เป็นนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยคนล่าสุด ได้ดูงานด้านวิศวกรรมด้วยหรือเปล่า
ผมได้ไปดูโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา ดูรถไฟฟ้าของเมืองวอชิงตันดีซี ดูสนามบิน โอโห ของเขาดีมากๆ เขาถือว่าการลงทุนพวกนี้มันมาจากภาษี ถือว่าทุกคนเป็นเจ้าของ ทุกฝ่ายต้องได้ผลประโยชน์ร่วมกัน หรืออย่างประเทศพัฒนาแล้วแห่งอื่นๆ ญี่ปุ่น เกาหลี ฟินแลนด์ สเปน ฯลฯ ถามว่ามีประเทศไหนที่เจริญแล้วมีวิศกรรมที่ไม่แข็งแรงบ้าง ไม่มีแม้แต่ประเทศเดียว เพราะวิศวกรรมจะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น แต่ของไทยยังอยู่ในสภาพอย่างนี้ ไม่มีทาง มันเห็นอย่างชัดเจนทั้งโลกว่าสังคมมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นระหว่างศักยภาพของวิศวกรกับคุณภาพชีวิตของคน และเศรษฐกิจของประเทศ ของประเทศไทยนี่กำลังเหนื่อยอยู่ และเหนื่อยมากขึ้นเรื่อยๆ เรามีแต่จะซื้อเอา ไม่ได้คิดว่าจะพัฒนาคนมาทำ หรือพัฒนาคนมาขาย จริงๆ คิดว่าทางรัฐควรมีนโยบายมาสนับสนุนคน ตั้งแต่ระดับมัธยมและมหาวิทยาลัยเลย เพราะจะได้มีคนมาพัฒนาเทคโนโลยี อยากให้สนับสนุนวงการวิศวกรไทยมากขึ้น ให้มีศักยภาพในการแข่งขันในระดับนานาชาติได้
- นอกจากได้ความรู้ทางวิชาการแล้ว ยังได้ประสบการณ์การท่องเที่ยวใหม่ๆ ด้วย ?
การเดินทางครั้งนี้ได้ครบทุกรสชาติเลย เราเดินทางคนเดียว เขาก็ให้มือถือมา 1 เครื่อง ซึ่งตารางนัดหมายกับผู้รู้ด้านต่างๆ จะอยู่ในนี้ รวมทั้งมีข้อมูลเรื่องการเดินทางต่างๆ ทั้งไฟล์ทบิน และตารางการเดินทางภายใน 50 วัน โดยใช้กระเป๋าเดินทางใบเดียว พอบินไปถึงเมืองนั้นๆ ตามกำหนดการ ทีมงานก็จะเช่ารถให้ หรือบางเมืองที่การคมนาคมสะดวกอย่างนิวยอร์ก ก็นั่งรถไฟ หรือรถไฟฟ้า จากนั้นก็ลงพื้นที่ไปศึกษาเรียนรู้จากผู้นำด้านต่างๆ ที่เราเลือกไว้ ซึ่งสนุกมากครับ แต่ว่าบางทีเวลาเดินทางไปต่างรัฐเครื่องก็มีดีเลย์ถึง 6 ชั่วโมง เพราะอเมริกาสภาพภูมิอากาศเป็นแบบทวีป บางที่หนาวเย็น บางที่ร้อน บางที่มีมรสุม แต่หลังจากนั้นพอถึงตอนเย็นๆ ก็จะมีงานเลี้ยงต้อนรับเรา และวันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็จะพาเราไปเที่ยว ซึ่งได้เที่ยวเยอะมากเลย และผมชอบดนตรีลูกทุ่งคลาสสิก เขาก็พาผมไปที่เมืองหลวงลูกทุ่งโลกที่เมือง Nashville ก็ได้ไปดูคอนเสิร์ตเพลงลูกทุ่ง สนุกมาก ผมได้ดูดนตรี ดูละคร ไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวมากมาย
-ประทับใจที่ไหนที่สุด
ผมชอบวอชิงตันดีซี เพราะว่ามีอนุสรณ์สถานของคนสำคัญอย่างประธานาธิบดีลินคอล์น ซึ่งที่อเมริกาเขายกย่องคุณงามความดีของคนมากๆ แล้วก็มีการโค้ดคำพูดที่สำคัญไว้ แล้วก็ชอบเมืองฟิลาเดเฟีย ไปดูพิพิธภัณฑ์รัฐธรรมนูญ เขาให้ดูว่ารัฐธรรมนูญของอเมริกาไม่เคยเปลี่ยนและทุกคนหวงแหนมาก ความภูมิใจที่สุดของทุกคนคือการได้เป็นพลเมืองของอเมริกา การรักษาสิทธิและหน้าที่ด้วยความรักชาติของอเมริกา ผมดูแล้วผมประทับใจมากๆ บางทีเราดูเหมือนเขาเป็นประเทศวัตถุนิยม แต่จริงๆ แล้วเขามีความละเอียดอ่อนทางด้านจิตใจ และมีความรักประชาธิปไตยเข้าสายเลือดจริงๆ
-มองว่าการเดินทางให้อะไรกับชีวิตบ้าง
ผมได้หยุดคิด คนเราทำงานเช้ายันค่ำ เสาร์อาทิตย์ก็มีภารกิจของครอบครัว ชีวิตของคนกรุงเทพฯ ทุกวันนี้เราไม่มีโอกาสได้หยุดคิดเลย การคิดนี่เป็นโอกาสที่เราได้ทบทวนถึงสิ่งที่เราทำมาจวบจนปัจจุบัน และก็ได้วางแผนในอนาคตว่าเราจะได้ทำตามความฝันของเราหรือเปล่า
การเดินทางทำให้ผมได้หยุดคิด ได้ค้นพบตัวเอง ได้แรงบันดาลใจ ได้เห็นว่าโลกนี้มันกว้างใหญ่ไพศาลมากแค่ไหน และโลกนี้มันต้องการเราอีกมากแค่ไหน และได้รู้ว่าคนคนเดียวก็สามารถเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้ นี่คือสิ่งสำคัญที่สุด





