สภาวะแวดล้อมปัจจุบันนี้ เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดสิวได้ง่าย ถ้าไม่รู้วิธีดูแลรักษาที่ดี จะกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลอีกมากมาย
ทราบหรือไม่ว่า ในปัจจุบันปัญหาเรื่องสิวกลายเป็นปัญหาใหญ่ของใครหลายๆ คน ด้วยสภาวะแวดล้อมและปัจจัยต่างๆ ช่วยกระตุ้นการเกิดสิวได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังไม่ค่อยรู้จักแนวทางการรักษาอย่างถูกวิธี ทำให้การรักษากลายเป็นเรื่องเรื้อรังและเป็นวงจรที่ไม่มีวันจบสิ้น ต้องสูญเงินค่ารักษามากมาย ทั้งที่สามารถป้องกันได้หากได้รับความรู้และแนวทางการยับยั้งอย่างถูกต้อง
นายแพทย์ชวลิต ช่วงชัยชัชวาล แพทย์ผู้ชำนาญด้านผิวพรรณ จากแพน ราชเทวี กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สิวสามารถเกิดกับคนได้ทุกเพศทุกวัย หลังจากมีฮอร์โมนเพศ ต่อมไขมันบนใบหน้ามีโอกาสอุดตันเกิดการอักเสบของต่อมท่อไขมัน โดยเดิมเชื่อว่าเกิดการอุดตัน (Comedones) แล้วเกิดการอักเสบเป็นเม็ดสีแดงเข้ม อาจมีหนองเม็ดเปิดเหนือถุง (Cyst) และเชื่อว่าการอักเสบนั้นเกิดเพราะเชื่อโรคที่อยู่ในต่อมไขมัน ต้องใช้เวลานานเป็นสัปดาห์กว่าจะยุบเป็นบางเม็ด กว่าแพทย์จะช่วยให้สิวยุบหมดทั้งหน้าต้องใช้เวลาโดยเฉลี่ยมากกว่า 3 เดือน แต่ปัจจุบันพบว่าหลังจากท่อต่อมมีการอุดตันก่อนจะอักเสบ จะมีอาการนำก่อนเตือนทุกเม็ดและเกือบทุกคน ซึ่งควรมีการแยกประเภทสิวใหม่ ดังนี้
"โดยปกติคนทั่วไปจะรู้จักสิวอยู่เพียง 2 Type คือ type I (ไทป์ วัน) ที่เรียกว่าสิวอุดตัน และ Type III (ไทป์ ทรี) ที่เรียกว่า สิวอักเสบ หรือที่รู้จักกันดีว่าสิวหัวช้าง แต่จากผลการวิจัยล่าสุดทำให้ค้นพบว่า สิวช่วงที่มีลักษณะอาการคัน เจ็บ ชมพูเรื่อๆ แต่ยังไม่ถึงขั้นอักเสบ ซึ่งเรียกว่าสิวType II (ไทป์ ทู) หรือที่เราเรียกกันอีกแบบหนึ่งว่า สิวปุ๊บปั๊บ ซึ่งมีระยะเวลาเพียง 2 วันก่อนการอักเสบ และในระยะนี้นี่เอง หากเราสามารถที่จะหาวิธียับยั้งได้อย่างถูกต้อง จะไม่ก่อให้เกิดการลุกลามไปยัง Type III ซึ่งเป็นไทป์ที่รุนแรงและมีผลเสียที่จะเกิดตามมาอีกมากมาย อาทิ รอยแผลเป็น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการรักษา
หากมองแค่ต่อครั้งอาจจะไม่มากมายนัก แต่การรักษาให้หายขาดไม่สามารถทำได้เพียงครั้งเดียว ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายแบบเรื้อรังที่จะตามมา จากตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) พบว่าในปัจจุบันมีกลุ่มวัยรุ่นที่อายุระหว่าง 14-25 ปี กว่า 12 ล้านคน ซึ่ง 20% ในจำนวนนี้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาสิวด้วยแพทย์ต่อครั้งถึง 600 บาท เฉลี่ยอย่างน้อย 3 ครั้งต่อเดือน และต้องใช้เวลาในการรักษานานถึง 3 เดือน
สรุปตัวเลขง่ายๆ คือต่อคนต้องใช้เงินต่อรอบการรักษากว่าครึ่งหมื่น เมื่อคูณกับตัวเลขประชากร 20% คือ 2.5 ล้านคน นั่นหมายถึงเงินจำนวนมหาศาลในการรักษาต่อครั้งสำหรับวัยรุ่นไทยมีตัวเลขสูงถึงกว่า 13,000 ล้านบาทเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามยังมีกลุ่มวัยรุ่นอีก 80% ที่สรรหาแนวทางการรักษาด้วยแนวทางอื่น ไม่ว่าจะเป็นการหาผลิตภัณฑ์รักษาสิวตามท้องตลาดทั่วไป ทั้งในรูปแบบครีมบำรุงหรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า เป็นผลให้มูลค่าตลาดดังกล่าวมีตัวเลขไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาทเช่นกัน"นพ.ชวลิต กล่าว
นพ.ชวลิต ยังกล่าวว่า จากการศึกษาเรื่องการแบ่งชนิดของสิว ทำให้พบว่าในระยะ Type II จะมีสารบางชนิดหลั่งออกมา ซึ่งสามารถรู้ได้จากการสื่อสารของเซลล์ (Cell Signaling) และเมื่อโยงแนวคิดนี้กับระบบของผิวหนังก็เช่นเดียวกัน กระบวนการในระดับเซลล์จะต้องมีการสื่อสารส่งสัญญาณต่อกันโดยจะออกมาในรูปแบบของรหัสคำสั่ง ถ้าเป็นรหัสคำสั่งที่ดี ก็จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อผิวหนัง หากเป็นรหัสคำสั่งที่ไม่ดีจะทำให้เกิดอาการต่างๆ ขึ้นมา จึงเป็นการตอบโจทย์แนวทางการรักษาแบบการปรับดุลยภาพของผิว ซึ่งเป็นแนวทางที่เราใช้มาโดยตลอด เพราะฉะนั้นเมื่อเรารู้จัก เราก็รู้ว่าจะบล็อคมันอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดการลุกลามไปยัง Type III ได้นั่นเอง
"วิธีปฏิบัติตัวเพื่อควบคุมสิวก็คือ การรักษาความสะอาดและมีสุขลักษณะส่วนบุคคลที่ดี ทำความสะอาดผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอ ด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เหมาะสม ไม่ควรแกะหรือบีบสิว เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้น นอกจากนั้นควรเลี่ยงสิ่งแวดล้อมที่อาจกระตุ้นสิว เช่น การตากแดดนานๆ โดนฝุ่นละอองหรืออยู่ในที่ร้อนนานๆ"
สุดท้ายก็คือพยายามลดความเครียดทั้งทางร่างกาย และจิตใจซึ่งเป็นผลทำให้เกิดสิวได้ การยับยั้งสิว Type II ดังกล่าวควรกระทำพร้อมกันไปอย่างสม่ำเสมอ ก็จะสามารถควบคุมสิวได้ ส่วนในกรณีที่จะกลายเป็นสิวอักเสบมากขึ้น แต่หากไม่สามารถควบคุมเองได้ก็ไม่ควรรักษาเองหรือบีบเจาะ ควรมาพบแพทย์เพื่อการตรวจรักษาอย่างถูกต้อง ซึ่งอาจมียาทารักษาหรือมียารับประทานในกรณีที่จำเป็น
ทั้งนี้จะทำให้เราควบคุมสิวได้ดีขึ้นและหลีกเลี่ยงการเกิดผลข้างเคียงของสิว เช่น การเกิดรอยดำ รอยแผลเป็น หรือหลุมแผลเป็นซึ่งอาจจะบั่นทอนบุคลิกภาพและอาจทำลายความมั่นใจในช่วงวัยรุ่นได้” นพ.ชวลิต กล่าวทิ้งท้าย





