วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'หัวง้ม' โรงเรียนหัวหงอก

สังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งถูกทอดทิ้งให้หงอยเหงา ในชุมชนเล็กๆ แห่งนี้ จึงสร้างสรรค์โรงเรียนเพื่อผู้สูงอายุ

สังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งถูกทอดทิ้งให้หงอยเหงา ในชุมชนเล็กๆ แห่งนี้ จึงสร้างสรรค์โรงเรียนเพื่อผู้สูงอายุ

หากใครเคยดูภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Young @ Heart ราวปีค.ศ.2006 คงจะพอจำภาพคุณตาคุณยายรวมตัวกันตั้งวงดนตรีร็อคแอนด์โรว์ แหกปากร้องเพลงกันชนิดลืมแก่ มันช่างเป็นภาพย้อนแย้ง แต่ก็ชวนอมยิ้มได้ในขณะเดียวกัน เพราะใครจะเชื่อว่าผู้สูงอายุหลายสิบชีวิตสิริอายุรวมกันประมาณ 2,000 ปี หรือถ้าหาค่าเฉลี่ยก็ราวๆ คนละ 80 กว่าปีจะลุกจากเก้าอี้ม้าโยก ลุกจากเตียงผู้ป่วย ซักซ้อมดนตรีอย่างจริงจัง ทั้งที่ไม่มีใครคนใดเคยเป็นนักดนตรีอาชีพมาก่อน


เมื่อชมภาพยนตร์เรื่องนี้ มั่นใจว่าหลายคนต้องมีคำถามผุดขึ้นในหัวแน่นอนว่า พวกผู้เฒ่าเหล่านี้ทำไปเพื่ออะไร? ทว่า เมื่อเนื้อเรื่องดำเนินไปถึงจุดหนึ่ง ภาพจริงยิ่งกว่านิยายของคุณปู่คุณย่าก็อธิบายคำถามเหล่านั้นได้หมดสิ้น...


แม้จะมีบางคนจากไปก่อนจะได้ขึ้นเวทีคอนเสิร์ตจริง แม้หลายคนจะท้อแท้จนเกือบยอมแพ้ แต่ในที่สุด 'ความสุข' ก็คือคำตอบของการ 'ลืมแก่'

-1-


แม้ภาพยนตร์เรื่อง Young @ Heart จะเป็นสารคดีถ่ายทำจากเหตุการณ์จริง แต่ยังมีที่จริงยิ่งกว่า และอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ณ มุมหนึ่งในตำบลเล็กๆ ของจังหวัดเชียงราย ที่นั่นคือ หัวง้ม ตำบลที่ได้ชื่อว่าเป็นตำบลคนดี แต่นอกจากจะมีคนดีมากมาย ในอดีตยังเคยมี 'คนตาย' มากไม่แพ้กัน ซึ่งสาเหตุหลักที่ผู้สูงอายุในหัวง้มฆ่าตัวตาย ก็เพราะเหงาเป็นโรคซึมเศร้า


"นี่เป็นปัญหาระดับชาติจริงๆ นะ เมื่อก่อนมีคนเหงาเยอะ อยู่ติดบ้านก็เข้าสังคมไม่ได้ แล้วเกิดปัญหาไม่อยากพูดกับใครและเป็นอัลไซเมอร์เร็วมาก และมีสถิติผู้สูงอายุฆ่าตัวตายเพราะซึมเศร้าเยอะมาก" ถาวร ริมวังตระกูล อาจารย์ประจำวิชาชีววิถี เล่าย้อนถึงปัญหาในอดีต


ตามหลักพุทธศาสนา การฆ่าตัวตายถือเป็นบาปมหันต์ เมื่อเกิดปัญหาใหญ่โตเช่นนี้ในหัวง้ม พระครูสุจิณกัลยาณธรรม เจ้าคณะอำเภอพาน จึงเกิดดำริว่าควรจะดึงผู้สูงอายุออกจากความเหงา แต่ต้องเล่าย้อนกลับไปก่อนว่าที่หัวง้มยังมีวัฒนธรรมเฉพาะตัว คือ แม้ว่าลูกหลานจะเรียนจบทำงานทำการแล้ว พ่อแม่ที่แก่เฒ่าก็ยังต้องทำงานหาเงินส่งให้ลูกหลานตลอด นี่เป็นอีกสาเหตุที่ผู้สูงอายุต้องแบกรับภาระความกดดัน


กระทั่งปี 2553 เสียงกริ่งเข้าชั้นเรียนของโรงเรียนผู้สูงอายุก็ดังขึ้นเป็นครั้งแรก มีผู้สูงอายุสมัครเป็นนักเรียนไม่กี่สิบคน หนึ่งในนั้นคือ ผัด ปินตาวนา วัย 62 ปี


ยายผัด เล่าว่า เมื่อก่อนก็เป็นคนหนึ่งที่เหงาและฟุ้งซ่าน ถึงแม้จะเพาะเห็ดขาย ก็ไม่ได้ช่วยให้หายเหงาขึ้นแต่อย่างใด แต่พอตัดสินใจเข้าเรียนโรงเรียนผู้สูงอายุ ชีวิตในวัยกว่าหกสิบก็ไม่เหงาอีกต่อไป


"ตอนอยู่บ้าน ก็ทำงานปลูกเห็ดขาย พอถึงวันพฤหัสฯค่อยมาเรียน ที่นี่สอนจักสาน ให้ผู้สูงอายุทำเป็น สานตะกร้า สานค่อง ทำแล้วก็เอาไปใส่ปลา ใส่ของขาย สานแล้วก็เอาไปใส่ข้าวเหนียว เขาไม่อยากให้ผู้สูงอายุคิดมาก จะได้ไม่ฟุ้งซ่าน ได้ทำกิจกรรมด้วยกัน ได้ช่วยสังคม ออกไปนอกห้อง ก็ศึกษาวัฒนธรรมด้วย มารยาทของสังคมด้วย"

-2-


นอกจากวิชาทั่วไปอย่างภาษาไทย ซึ่งจุดประสงค์หลัก คือ ให้ผู้สูงอายุอ่านออกเขียนได้ ที่โรงเรียนผู้สูงอายุยังมีการเรียนการสอนหลายวิชา ซึ่งเป็นประโยชน์ในชีวิตจริง อาทิ วิชากฎหมายพื้นฐาน วิชาเกษตรกรรม ซึ่งคล้ายว่าวิชาเกษตรกรรมจะอยู่ในสายเลือดของคนเฒ่าคนแก่ที่นี่อยู่แล้ว แต่ไม่ใช่เลย เพราะเกษตรแบบที่นิยมทำ คือ ใช้สารเคมี ผืนดินที่นี่จึงอุดมด้วยปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง


อ.ถาวร ริมวังตระกูล เล่าว่า วิชาชีววิถีที่เขาสอนจะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ผืนดินหัวง้มแน่นอน แต่ไม่ใช่ในเร็ววันนี้ เพราะด้วยทัศนคติเดิมที่ชาวบ้านยังมองเงินเป็นปัจจัยสำคัญ เกษตรอินทรีย์หรือเศรษฐกิจพอเพียงจะผลิดอกออกผลได้ ต้องขุดลงให้ลึกถึงราก


แต่ด้วยรากที่ล้าหลังไม่ทันสมัย องค์ความรู้ที่กระจุกตัวอยู่ในโลกไซเบอร์จำเป็นต้องถูกขุดออกมาด้วยความสามารถด้านไอทีของ อ.ถาวร


"ที่นี่สอนภาษาไทย สุขอนามัยของผู้สูงอายุ สังคมภายนอกเป็นอย่างไร กฎหมายพื้นๆ เป็นอย่างไร ของผมที่มาทางเกษตรเราก็อยากให้เป็นชุมชนสุขภาวะ แต่เรื่องนี้คิดมานานแล้วว่า จะทำอย่างไรไม่ให้มีเคมีเข้ามายุ่งเกี่ยว เอาเป็นว่าถ้าเป็นผม ผมอยากกินผักปลอดสารพิษ เพราะฉะนั้นเราเองก็อยากให้เขาเปลี่ยนแนวคิด แต่ถ้าสอนเขาตรงๆ เขาไม่เอา เขาเอาเงินก่อน ก็ยังใช้เคมีตามเดิม ถ้าเราสอนให้เขาเห็นว่า เคมีกับชีววิถีราคามันแตกต่างกันนะ อันหนึ่งลงทุน อีกอันไม่ต้องลงทุน อันหนึ่งหาฟรี อีกอันต้องไปซื้อหา ถ้าเราพิสูจน์ได้ เพื่อให้เขาไปใช้ได้ นั่นถึงจะเปลี่ยนได้"


นี่คือขั้นแรกที่เราจะได้เปลี่ยนแนวคิดของชาวบ้าน ถามว่าอยู่ๆ จะเปลี่ยนแนวคิดคนหนุ่มคนสาว ยากมาก สังคมเขามัวแต่ทำมาหากิน แต่นักเรียนผู้สูงอายุมีลูกมีหลานอยู่ ถ้าเราเปลี่ยนแนวคิดจากผู้ใหญ่แล้วลงไปหาลูกหาหลานเขาได้ ผมว่าง่ายกว่า ผมทำมาตลอด ตั้งแต่สมัยอยู่อัมพวา ทำแล้วดัดแปลง ไม่ได้เอาของเขามาตรงๆ โรงเรียนผู้สูงอายุเองก็มีจุดด้อย คือ นักเรียนที่นั่นเล่นอินเทอร์เน็ตไม่เป็น ไม่เหมือนนักเรียนของเรา ที่เล่นอินเตอร์เน็ตได้ จึงเอาคลิปมาให้เขาดูได้"


โดยทั่วไปเมื่อเอ่ยถึงโรงเรียน หรือ การเรียนการสอน หลักสูตรที่นำมาใช้สอนต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็เพื่อยืนยันว่า สิ่งที่ผู้เรียนได้รับนั้นถูกต้อง แต่สำหรับผู้สูงอายุและพื้นที่หัวง้ม 'ถูกต้อง' หรือจะสู้ 'เหมาะสม'


อ.ถาวร บอกว่า..."มีหลักสูตร แต่ไม่มีการรับรอง เพราะไม่ใช่หลักสูตรทั่วๆ ไป เป็นหลักสูตรที่เหมาะกับโรงเรียนนี้ ชุมชนนี้ ถามว่าเอาไปใช้ที่อื่นได้ไหม อาจจะได้แต่อาจจะไม่ได้ ต้องไปปรับ ต่างคนต่างต้องไปคิดเองแล้วว่าชุมชนต้องการอะไร แรกๆ ก็ถามนักเรียนที่นี่ว่า อยากเรียนเรื่องนี้ไหม อยากเรียนเรื่องนั้นไหม ถ้าเขาสนใจก็ต่อ ถ้าไม่สนใจก็เลิก จบ เท่านั้นเอง"

-3-


ทุกเช้าวันพฤหัสบดี...เสียงนกน้อยออกจากรังไปหากิน ชีวิตของพ่ออุ้ยแม่อุ้ยก็ขยับออกจากบ้านเช่นกัน ทุกคนมุ่งหน้าสู่วัดศรีเมืองมูล ที่ตั้งของโรงเรียนผู้สูงอายุ เหมือนกับทุกโรงเรียนก่อนแปดโมงเช้านักเรียนรุ่นใหญ่เหล่านี้ต้องเข้าแถวเป็นระเบียบ ร่วมร้องเพลงชาติ และทำกิจกรรมหน้าเสาธง


เสียงเพลงกายบริหารดังขึ้นพร้อมกับผู้เฒ่าทั้งหลายยกมือยกไม้ส่ายเอวตามจังหวะ อันที่จริงต้องเรียกว่านำจังหวะด้วย เพราะด้วยประสาทสัมผัสอย่างวัยชราทุกคนจึงทั้งเต้น 'ตาม' และเต้น 'นำ' ชนิดไม่สนใจใคร


สิ้นเสียงดนตรีและเสียงกล่าวโอวาทจากคณะครู ผู้เฒ่าในชุดพื้นบ้านเรียงแถวเดินเข้าห้องเรียน...


ถึงแม้ยายผัดจะเข้าเรียนที่นี่ตั้งแต่ปีแรก แต่จนถึงปีนี้เธอกลับอยู่เพียงชั้นปี 3 เพราะปีแรกติดธุระการงาน จนต้องหยุดเรียนไปหนึ่งปี


"ที่จริงตอนแรกยายก็เข้ามาแล้วหนึ่งปี แต่พอดียายหยุดเรียนไปหนึ่งปี ไม่งั้นตอนนี้ก็อยู่ปีสี่แล้ว หยุดไปเพราะทำงาน ต้องไปทำนา ต้องเลี้ยงตัวเอง เพราะลูกเต้าก็อยู่คนละที่แล้ว"


แต่โอกาสก็กลับมาอีกครั้งเมื่อลูกสาวกลับมาทำมาหากินที่บ้านเกิด ยายจึงได้ใช้เวลาในวันพฤหัสบดีมาเรียนวิชาแก้เหงาที่โรงเรียนผู้สูงอายุดังเดิม


"ตั้งแต่มาเรียนก็รู้สึกว่าดีขึ้นมามากอยู่ เพราะเราก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก เจอเพื่อนก็ได้ร่าเริง ความรู้เราก็มี ได้การศึกษามาก ถือเป็นโครงการที่ดี เดี๋ยวนี้ลูกสาวกลับมาอยู่ด้วย พอเขารู้ว่ายายมาเรียนที่นี่ ก็ไม่ว่าอะไร ตามใจแม่ ยายก็ปั่นจักรยานมา ห่อข้าวมาด้วย"


นอกจากการเรียนหนังสือในห้องเรียนแล้ว ช่วงเวลาพักกลางวันก็เป็นนาทีที่หลายคนรอคอย เหมือนที่ยายผัดเล่าว่า ทุกครั้งจะห่อข้าวมากินด้วย ผู้เฒ่าทุกคนก็จะนำห่อข้าวมานั่งล้อมวงกินกัน กับข้าวกับปลาและข้าวนึ่งหอมๆ ก็พร้อมแบ่งปัน


"จริงๆ ไม่เกี่ยวกับการศึกษา แต่เกี่ยวกับสังคม เราจะมีความสุขมากตอนกินข้าวเที่ยง ผมไม่เอาข้าวมา แต่ผมจะกินกองนู้นหนึ่งคำ กองนี้อีกหนึ่งคำ กว่าจะหมดทุกกองผมอิ่มแล้ว เข้ามาตรงนี้เขาได้เรื่องสังคม ได้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุด้วยกัน มีความสุขมาก ฝนตกฟ้าร้องผมไม่ยอมขาดมาตลอด จริงๆ ผมมีธุรกิจอยู่ต่างจังหวัด ก็จะออกไปทำ แต่พอวันพฤหัสฯเมื่อไร ผมต้องกลับมานี่ อย่างไรก็ต้องกลับมาให้ได้ นั่นคือความสัมพันธ์อย่างหนึ่งที่หาได้จากที่นี่" อ.ถาวร กล่าวพลางอมยิ้ม


นอกจากห้องเรียนและวงข้าว โลกภายนอกก็คือ สิ่งที่ผู้สูงอายุรอคอยจะได้ไปพบเมื่อเป็นนักเรียนของที่นี่ เพราะทุกปีโรงเรียนจะพานักเรียนทัศนศึกษาไม่แตกต่างจากนักเรียนวัยเด็ก ซึ่งในปีแรกมีหลายคนห่วงใยกลัวว่าผู้สูงอายุจะเป็นลมเป็นแล้งไปไม่มีใครดูแล จึงส่งอาสาสมัครไปด้วย ปรากฏว่าปู่ย่าตายายก็ยังไม่ทิ้งลาย...ดูแลอาสาสมัครเป็นอย่างดี


"พอปีที่สองไม่เอาอาสาสมัครไปเลย ก็พาผู้สูงอายุไป ทุกคนเข้าแถวเป็นระเบียบ คุยกันรู้เรื่องดีมาก พอเขาเข้าสังคมแล้วจะง่าย มีการแสดงความคิดเห็นร่วมกัน มีการสรุป ทำตามข้อตกลง ถ้าเปรียบเทียบผู้สูงอายุที่มาเข้าโรงเรียนกับผู้สูงอายุที่อยู่ข้างนอกต่างกันลิบลับเลยครับ ผู้สูงอายุในโรงเรียน จะคุยและตอบ แต่ถ้าข้างนอกไม่พูดนะ ไปไหนก็ไม่พูด เมื่อก่อนให้พูดหน้าชั้น ทำไม่ได้ แต่ปัจจุบันทำได้แล้ว กล้าพูด การแต่งตัวดีขึ้น สุขอนามัยดีขึ้น เห็นชัดมาก" อ. ถาวรคนเดิมเล่า


นับตั้งแต่วันแรกที่มีผู้สูงอายุเข้าเรียนเพียงหลักสิบคน จนบัดนี้มีผู้สูงอายุรวม 208 คน ซึ่งแบ่งเป็นสามชั้นปีตามหลักสูตรเดิม ทว่า ด้วยค่าที่ผู้สูงอายุที่เรียนจบไปอาจไม่ได้สัมผัสประสบการณ์สนุกๆ แบบนี้อีก หลายคนจึงหากลวิธีที่จะอยู่ต่อ ทำเอาคณะอาจารย์ต้องหาทางออกกันวุ่น


อ.ถาวร เล่าว่า "จริงๆ มีสามปี แต่ไม่ยอมจบ ปีสี่นับเป็นมหาวิทยาลัยผู้สูงอายุ บอกเขาว่ามีแค่สามปีจะไม่มีปีสี่ทุกคนก็บอกอย่างนั้นเขาไม่สอบ คือแกล้งสอบตก เพื่อจะอยู่ซ้ำชั้น เดี๋ยวจะมีปีสามเก่าปีสามใหม่แล้วจะยุ่งเราก็เปลี่ยนเป็นโรงเรียนผู้สูงอายุมีสามปี แต่ถ้าเลยไปเป็นมหาวิทยาลัยผู้สูงอายุแล้ว เป็นเรื่องของชีวิต เป็นเรื่องการปฏิบัติธรรม สรุปคือไม่มีจบ พอขึ้นมหาวิทยาลัย คุณจะมาก็ได้ ไม่มาก็ได้ แต่แนวโน้มแล้วจะยังมา มันเป็นเรื่องของสังคม"


...


จากรอยยิ้มตั้งแต่ยังไม่เข้าชั้นเรียน, ท่าทีตั้งอกตั้งใจเมื่ออยู่ในห้องเรียน, เสียงหัวเราะชนิดไม่กลัวฟันปลอมร่วง ไปจนถึงแนวคิดและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุทั่วทั้งหัวง้ม อาจดูเหมือนว่าผู้เฒ่าเหล่านี้ได้รับทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ในมุมของอาจารย์กลับคิดแตกต่าง


"ไม่ใช่เรามาช่วยเขานะครับ เรามาซึมซับสิ่งเหล่านั้นกลับไป พวกเราได้นะครับ...เราได้ความสุข" อ.ถาวรกล่าว