อาจเคยได้ยินคำสบประมาทที่ว่าคนไทยไม่รักชาติ คนไทยไม่ได้เรื่องอย่างนั้นอย่างนี้
เชื่อได้ว่าบางคนย่อมโมโหกับคำสบประมาทดังกล่าว ทว่าหากลองไตร่ตรองกันดีๆ แล้ว เราอาจค้นพบว่าทำไมคนไทยจึงถูกมองเช่นนั้น...
จากการที่มูลนิธิเล็ก - ประไพ วิริยะพันธุ์จัดทำเอกสารเผยแพร่การทำงานและความคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ทางสังคมและวัฒนธรรมผ่านจดหมายข่าวรายสองเดือนและเพิ่งปรับมาเป็นสามเดือนเมื่อไม่นานนี้ ซึ่งมีบทความที่ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เขียนวิพากษ์ปรากฏการณ์ทางสังคมและวัฒนธรรมไทยในกระแสของการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงในช่วงสองทศวรรษหลังมานี้ได้อย่างชัดเจนและแหลมคม จนกระทั่งบางคนบอกว่าผู้เขียนเขียนแรงขึ้นทุกวัน
ในที่สุดมูลนิธิฯ จึงรวมบทความเป็นเล่มในกลุ่มเนื้อหา 3 เรื่อง จัดเป็นชุดต่อเนื่องจากที่เคยพิมพ์งานของอาจารย์ศรีศักรมาเล่มหนึ่งเมื่อหลายปีมาแล้วชื่อชุด 'คู่มือฉุกคิด' ครั้งนี้จึงจัดพิมพ์เป็นหนังสือคู่มือเล่มเล็กๆ แต่ประเด็นคมคายและรุนแรงกระแทกต่อมจิตสำนึก ท้าทายความคิดผู้คนยุคปัจจุบันผ่านการวิจารณ์สถานการณ์ทางการเมืองและสังคมในบ้านเมืองของเรา คือ หนึ่งในชุดนั้นที่แค่ชื่อก็สะดุดหูสะดุดตาคือ 'คนไทย ไม่มีใครทำร้าย ก็ตายเอง'
ในยุคปัจจุบันนี้เรากำลังก้าวเข้าสู่การสิ้นสุดยุคสมัยของเรา เป็นช่วงเวลาที่เป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ซึ่งกำลังจะเปลี่ยนไปสู่ยุคใหม่นี้กำลังจะกลายเป็นเหตุการณ์สับสนวุ่นวายในบ้านเมืองครั้งสำคัญ ซึ่งจะดีขึ้นหรือแย่ลงไปจากเดิมนั้นขึ้นอยู่กับพวกเราทุกคนว่าสามารถปรับหรือสร้างแนวทางในการดำเนินชีวิตที่เหมาะสมได้อย่างไร อาจารย์ศรีศักรเน้นว่า ชุมชนและท้องถิ่นที่เป็นฐานล่างสุดของปิรามิดทางสังคมนี้ หากตื่นตัวและเข้าใจในตนเองก็จะเป็นกำลังสำคัญของสังคมไทยที่ผู้คนบนยอดปิรามิดไม่สามารถทำลาย และสังคมก็จะพยายามหาจุดสมดุลต่อไป
หนังสือเล่มนี้นอกจากจะอุดมด้วยลีลาภาษาดุเด็ดเผ็ดมันตามฉบับศรีศักร แต่เนื้อหาก็สร้างความเข้าใจในสังคมไทยที่กำลังเดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ และพวกเราผู้คนในสังคมจำเป็นต้องตรึกตรองและตั้งรับกันด้วยหัวใจที่แข็งแกร่งและรู้เท่าทัน
มิเช่นนั้น ก็อาจลุกขึ้นยืนต่อไปไม่ได้ท่ามกลางความโกลาหลที่กำลังเกิดขึ้น และสุดท้าย 'คนไทย ไม่มีใครทำร้าย ก็ตายเอง' ดังชื่อหนังสือ





