พลังของเด็ก(ชนบท)ในวันนี้จะไม่ใช่พลังเล็กๆ อีกต่อไป โดยเฉพาะ 'เด็กผู้หญิง' ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการปกป้องตนเองและชุมชน
ให้ห่างไกลจาก 'ภัยพิบัติ' ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
. . .
"มีควันไฟเต็มไปหมด ไฟนี่ยังมาไม่ถึงบ้านหนูแต่ควันมาเยอะมากเลยค่ะ แล้วทุกคนก็เป็นโรคทางเดินหายใจ ควันเยอะมากจนแสบตา พอเห็นควันมาก็รู้แค่ว่าต้องหนีก่อน แต่หลังจากนั้นก็ไม่รู้จะทำยังไง"
นุช ลุงคำ สาวน้อยชาวเขาเผ่ามูเซอวัย 12 ปี เล่าให้ฟังอย่างตั้งอกตั้งใจถึงเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าที่เธอและครอบครัวยังจดจำได้ดี ถึงแม้อัคคีภัยครั้งนั้นจะไม่ได้คร่าชีวิตคนในครอบครัวและคนอื่นๆ ในชุมชน แต่ก็สร้างความเสียหายให้พื้นที่ป่าของอำเภอเชียงดาว และยังทำให้เกิดกลุ่มควันพิษปกคลุมหมู่บ้านของเธออยู่นานแรมเดือน
นี่เป็นเพียงสถานการณ์หนึ่งของภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่เชื่อหรือไม่ว่าในพื้นที่ของ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ยังต้องประสบกับภัยธรรมชาติอื่นๆ อีกมากมายที่เข้ามารุมเร้าอยู่ทุกๆ ขวบปี ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม ไฟป่า หรือแม้กระทั่งแผ่นดินไหว ซึ่งอย่างหลังนี้ว่ากันว่ามีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ ต.แม่นะ อ.เชียงดาว และวัดแรงสั่นสะเทือนได้ถึง 1.6 ริกเตอร์ แม้ว่าทางการจะเข้าช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น
ทางออกจริงๆ ของปัญหานี้จึงน่าจะอยู่ที่การให้ความรู้เรื่องภัยพิบัติและวิธีการเอาตัวรอดกับคนในชุมชน และที่ขาดไม่ได้คือการให้ความรู้เหล่านี้แก่ 'เด็กๆ' ในพื้นที่ เพราะไม่เพียงพวกเขาจะช่วยเหลือตัวเองได้ แต่พวกเขายังมีศักยภาพในการมีส่วนร่วมทำงานด้านการป้องกันภัยให้กับทั้งตนเองและชุมชน
ชวนเด็กเช็คภัย(พิบัติ)
หนึ่งในหน่วยงานที่เห็นความสำคัญของพลังเล็กๆ จากเด็กๆ ในชุมชนก็คือ องค์การแพลน อินเตอร์เนชั่นแนล องค์การระดับนานาชาติที่ทำงานด้านสิทธิเด็กมายาวนานกว่า 75 ปี ด้วยความที่มองเห็นผลกระทบจากภัยพิบัติที่เกิดกับเด็กๆ ในชนบท โดยเฉพาะกับเด็กผู้หญิงที่เป็นกลุ่มประชากรที่อ่อนแอและขาดทักษะในการเอาตัวรอด ด้วยเหตุนี้จึงเกิดโครงการ Because I am a Girl ขึ้นมา โดยเป็นโครงการเกี่ยวกับการพิทักษ์สิทธิให้แก่เด็กผู้หญิงที่เสี่ยงอันตรายต่อภัยพิบัติต่างๆ
"เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ค่ะ แต่ที่เราอยากศึกษาเรื่องเด็กหญิงกับผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงก็เพราะว่าเวลาภัยพิบัติเกิดขึ้นมาแล้ว มันส่งผลกระทบกับตัวเด็กเยอะ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กผู้หญิงที่อยู่ในพื้นที่สูงหรือชนบท ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเพศที่ถูกมองข้าม เมื่ออยู่ในสถานการณ์ภัยพิบัติเด็กหญิงมักจะปกป้องตัวเองได้น้อยกว่า" เณริญญา ชัปนพงศ์ ผู้จัดการด้านการรณรงค์ องค์การแพลนฯ เล่า
เธอยังบอกอีกว่า การทำงานครั้งนี้เป็นการลงพื้นที่ไปศึกษาวิจัยถึงผลกระทบของภัยพิบัติต่อเด็กๆ ในชุมชน โดยให้เด็กเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น และแชร์ข้อมูลของชุมชน เพื่อออกแบบการเตรียมตัวและวิธีรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างถูกต้อง ซึ่งกระบวนการการทำงานทุกอย่างเน้นให้เด็กเป็นศูนย์กลาง
"ที่ผ่านมาผู้ใหญ่มักจะเป็นคนจัดการ เป็นคนตัดสินใจ โดยลืมไปว่าเด็กๆ เองก็มีความคิดเป็นของตัวเอง และอาจช่วยเสริมในบางเรื่องให้ผู้ใหญ่ได้ด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างในปีนี้พูดถึงเรื่องเด็กหญิงกับผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง เด็กที่มาอบรมกับเราเป็นเด็กในพื้นที่ พวกเขาจะรู้ว่าสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน ต้นตอที่ทำให้เกิดภัยคืออะไร และจะมีส่วนช่วยเหลือตรงนี้ได้อย่างไร เขาจะคิดในฐานะที่เป็นหมู่บ้านของตัวเอง ตรงนี้เราจะเห็นพลังของเด็กได้ชัดเจน และเมื่อพวกเขาโตขึ้นจะกลายเป็น active member ของชุมชน ที่ตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม"
ร่วมคิดและตัดสินใจ
สำหรับเด็กหญิงที่ได้เข้าร่วมเวิร์คชอปในโครงการ ไม่เพียงแต่จะได้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมสนุกๆ เท่านั้น แต่พวกเธอยังได้ชื่อว่าเป็น 'นักวิจัยตัวน้อย' ที่ได้ทำงานร่วมกับนักวิจัยตัวจริงของโครงการครั้งนี้ด้วย
นุช ลุงคำ นักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนอรุโณทัยวิทยาคม อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เล่าว่า เมื่อทางโรงเรียนทราบว่าจะมีการจัดอบรมให้เด็กเกี่ยวกับการรับมือและป้องกันตนเองจากภัยพิบัติ ครูจึงพาเธอและเพื่อนร่วมชั้นอีก 4 คน มาร่วมกิจกรรมในโครงการ ด้วยเห็นว่าเป็นโครงการที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อตัวเด็กและชุมชนโดยตรง ซึ่งในการทำกิจกรรมนอกจากจะได้เล่นเกมอย่างสนุกสนานแล้ว เธอยังได้เรียนรู้กระบวนการการทำงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องใกล้ตัวในชุมชน เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพป่าไม้ในชุมชน ผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับเด็กในชุมชน เป็นต้น
"หมู่บ้านหนูเจอภัยพิบัติเยอะมาก ทั้งน้ำท่วม ไฟไหม้ แผ่นดินไหว ดินถล่ม พอเห็นพี่ๆ เข้ามาตั้งศูนย์อบรมที่เมืองงาย อ.เชียงดาว หนูกับเพื่อนๆ ก็เลยเดินทางมาร่วมกิจกรรม ซึ่งก็รู้สึกดีใจมากที่ได้มาอบรมเพราะทำให้เราได้ความรู้เรื่องภัยพิบัติมากขึ้น ได้รู้ว่าเราจะรับมือกับมันอย่างไร ต้องเตรียมตัวอย่างไร จากที่เมื่อก่อนหนูก็ไม่เคยรู้ข้อมูลพวกนี้ อย่างถุงยังชีพเมื่อก่อนก็ไม่รู้จักค่ะ"
เธอเล่าอีกว่าการได้เข้าร่วมกิจกรรมในโครงการนี้ นอกจากจะทำให้เธอได้เรียนรู้เรื่องภัยพิบัติและการเตรียมตัวรับมือกับภัยพิบัติมากขึ้นแล้ว เธอยังรู้สึกภูมิใจว่าเด็กอย่างเธอก็มีความสามารถในการดูแลตนเองและชุมชนให้ปลอดภัยจากภัยพิบัติได้ ทั้งยังสามารถช่วยเหลือเด็กเล็ก คนชรา หรือคนพิการที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ด้วย
"มองว่าการทำงานด้านการปกป้องตัวเองนี้เด็กก็สามารถมีส่วนร่วมได้ แต่ที่ผ่านมาในพื้นที่ของหนูยังไม่เคยมี ซึ่งจากการที่ได้เข้าอบรมทำให้รู้ว่าหากเด็กไม่มีความรู้และไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมตรงนี้ เด็กในชุมชนก็อาจจะดูแลตัวเองไม่ได้ เด็กอาจจะเสียชีวิตเพราะไม่มีความรู้พอที่จะปกป้องตัวเอง รู้ไหมคะว่าทำไมหนูถึงอยากให้เด็กและผู้ใหญ่ร่วมกันคิดและตัดสินใจในทุกๆ เรื่อง เพราะถ้าเด็กทำเอง เด็กก็ไม่ค่อยรู้ เด็กตัดสินเองไม่ได้ ต้องมีผู้ใหญ่เข้ามาช่วยเด็กๆ ถึงจะทำได้ ถ้าผู้ใหญ่ไม่สนใจหรือไม่ใส่ใจเด็ก เด็กก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกันค่ะ"
ด้าน อาหมี่ วังผะ เพื่อนร่วมชั้นจากโรงเรียนเดียวกัน เสริมอีกว่า หลังจากนี้เธอและเพื่อนๆ ที่ได้มาร่วมอบรมจะกลับไปถ่ายทอดองค์ความรู้นี้ไปยังเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ รวมถึงคนในชุมชนทุกคน เพื่อให้ทุกคนรู้เท่าทันภัยและเอาตัวรอดในสถานการณ์เหล่านั้นให้ได้
คุณค่าที่เท่าเทียม
จากตัวอย่างของโครงการครั้งนี้ ทำให้เห็นว่าพลังของเด็กๆ ไม่เล็กอย่างที่คิด มีนักวิชาการหลายคนได้ออกมาเรียกร้องให้สังคมตระหนักและรับรู้ถึงศักยภาพของเด็กๆ โดยเฉพาะเด็กในชนบท ว่าพวกเขาควรได้รับสิทธิในเรื่องต่างๆ อย่างที่ควรจะเป็นเพื่อที่จะได้พัฒนาศักยภาพนั้นให้ชัดเจนมากขึ้น ในอนาคตเราอาจจะได้ผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพมาพัฒนาประเทศเพิ่มขึ้นอีกหลายคน
สุพล สิงหภูมิ นักวิจัยและนักวิชาการผู้ประเมินและตรวจสอบโครงการฯ เล่าว่า ที่ผ่านมาไม่ว่าโครงการอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาชุมชน เด็กจะมีส่วนร่วมน้อยมาก โดยเฉพาะกลุ่มเด็กผู้หญิง เนื่องด้วยลักษณะของสังคมและประเพณีของคนไทย โดยเฉพาะคนชนเผ่าVoice of Children ของพวกเขาจะน้อยมาก ผู้ใหญ่ไม่ยอมรับ
"กลไกการปกป้องคุ้มครองเด็กในระดับชุมชน เท่าที่ผมมีประสบการณ์มาคือ การมีส่วนร่วมของเด็กยังอยู่ในระดับที่จำกัด ผู้นำชุมชนยังไม่ค่อยยอมรับการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน ทำให้การพัฒนาการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนอยู่ในเกณฑ์ที่จำกัด และไม่ได้รับการเหลียวดู ซึ่งมันขัดกับหลักสิทธิเด็กขององค์การสหประชาชาติที่ระบุว่าเด็กต้องได้รับสิทธิ 4 ข้อคือ สิทธิที่จะมีชีวิตรอด สิทธิที่จะได้รับการพัฒนา สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง และสิทธิที่ในการมีส่วนร่วม ซึ่งอย่างหลังนี่แหละที่เด็กควรจะได้รับการพัฒนามากๆ จะเห็นว่าสิทธิของพวกเขามีมากกว่าของผู้ใหญ่เสียอีก"
สุพลบอกอีกว่า หากสังคมไทยต้องการพัฒนาเรื่องการมีส่วนร่วมของเด็กนั้น ผู้ใหญ่เป็นปัจจัยหลักที่จะช่วยผลักดันให้เรื่องนี้ก้าวหน้าไปได้ โดยต้องเข้ามาดูแลและเอาใจใส่ในกระบวนการเรียนรู้ของเด็กๆ ให้มากขึ้นไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม เห็นได้ชัดจากโครงการนี้ก็คือเรื่องการปกป้องตนเองจากภัยพิบัติ พอผู้ใหญ่ให้พื้นที่ เด็กก็สามารถแสดงศักยภาพออกมาได้เต็มที่ เขาก็ได้รู้ว่าตัวเขามีคุณค่า มีประโยชน์ต่อผู้อื่น
"เท่าที่เราทำโครงการมาก็พบว่าเด็กๆ เองก็ต้องการการมีส่วนร่วม จากการทำวิจัย ผลมันก็ออกมาชัดเจนว่าเด็กผู้หญิงเขาต้องการการมีส่วนร่วมเหมือนกัน เขาคิดว่าเขามีศักยภาพที่สามารถจะช่วยได้เมื่อเกิดภัยพิบัติ เขาคิดว่าเขาควรจะมีส่วนในการทำงานด้านนี้ เพราะมันกระทบกับตัวเขา ครอบครัวเขา และชุมชนของเขาโดยตรง ซึ่งงานนี้ก็ทำให้คนภายนอกหรือให้สังคมได้รู้ว่าน้องๆ เด็กหญิงเหล่านี้มีศักยภาพไม่น้อยกว่าเด็กผู้ชายหรือผู้ใหญ่เลย"
เด็กจึงไม่ใช่กลุ่มประชากรที่ไม่สำคัญ แต่เด็กในวันนี้คือขุมกำลังอีกทางที่สามารถช่วยพัฒนาสังคมได้ หากว่าผู้ใหญ่หันมาใส่ใจและให้พื้นที่กับพวกเขามากพอ





