ตีความการถ่ายเทของศิลปวัฒนธรรมในประวัติศาสตร์เพื่อนบ้านผ่านแว่นตาของนักสื่อสาร เพื่อเปิดมุมมอง-ความเข้าใจมรดกร่วมแห่งอุษาคเนย์อีกด้าน
ไม่ว่าจะเป็นบทบาทผู้อำนวยการสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทั้งหมดล้วนทำให้ภาพของ อนุชา ทีรคานนท์ อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ผูกโยงกับแวดวงศิลปวัฒนธรรมมาโดยตลอด
จากการได้เป็นตัวแทนเยาวชนไทยเดินทางไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมระหว่างประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเมื่อ 25 ปีก่อน กลายเป็นแรงกระตุ้นให้เขาต่อยอดความรู้ด้านนี้ แม้จะไม่ใช่วิชาเรียนหลักของตัวเองก็ตาม
"มันก็เปิดโอกาสให้เชื่อมโยงวัฒนธรรมต่างๆ รวมทั้งเปิดมุมมองให้เราไม่ได้ติดกรอบในการที่จะตีความ ในการทำความเข้าใจกับสิ่งต่างๆ มากขึ้น" เขาให้เหตุผล
ถึงแม้เนื้องานออกจะสวนทางกับความสนใจ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะเมื่อลองมองความเชื่อมโยงเหล่านั้นก็จะพบว่า โดยเนื้อแท้แล้วทั้งหมดล้วนมีพื้นฐานมาจาก "ราก" เดียวกัน ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือเรื่อง ศิลปวัฒนธรรมที่มีส่วนประกอบความสัมพันธ์เชิงวัฒนธรรมที่แน่นแฟ้นเป็นครอบครัวเดียวกัน
"เป็นวัฒนธรรมแม่ วัฒนธรรมลูก วัฒนธรรมหลานที่เติบโตขึ้นมา ต้นไม้ต้นหนึ่งที่แผ่กิ่งก้านสาขาไป มีลูกไม้ตกลงมาใต้ต้นก็อาจจะเหมือนต้นแม่ บินไปไกลหน่อย ก็อาจจะกลายพันธุ์ไปบ้าง มันก็ต้องมองให้ลึกซึ้งว่า เรามีอะไรที่ร่วมกัน และมีอะไรที่แตกต่าง ปัจจัยอะไรที่ทำให้เกิดความแตกต่างนั้น ความแตกต่างนั้นมันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ อันนี้จะเป็นเรื่องของการตีความแล้ว"
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ "วัฒนธรรม" ถูกตีความ และนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางผลประโยชน์มากกว่าการสร้างสรรค์ ซึ่งนั่นจะนำไปสู่จุดเริ่มต้นของความวิบัติทั้งปวงที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า และต่อจากนี้ไป คือมุมมองเกี่ยวกับวัฒนธรรมของนักสื่อสารอย่างเขา
เมื่อมองวัฒนธรรมผ่านแว่นของนักสื่อสาร เราจะเห็นอะไรบ้าง
คือ ผมมองว่า วัฒนธรรมคือเครื่องมือของการแสดงความเป็นตัวตน ปัจจุบันเรามักจะพูดว่า "ทุนทางวัฒนธรรม" ผู้หลักผู้ใหญ่ที่พูดกันก็ไม่มีใครเข้าใจอย่างแท้จริง ไม่ได้เข้าใจเลยว่าประเทศเรามีอะไร แล้วก็หยิบมาใช้กันเยอะด้วย ผิดๆ ถูกๆ ซึ่งบางครั้งหมายถึงการทำลาย ทำให้รากเหง้ามันถูกกร่อนลงไป ทำให้เกิด Culture Relations หรือการกร่อนของวัฒนธรรม คือหยิบมาใช้ด้วยความมักง่าย แล้วก็ทำให้มัน... ลดทอนรายละเอียดของมันลงไป มันก็เลยทำให้วัฒนธรรมที่เคยละเอียดอ่อนของเรามันหยาบขึ้น
ประกอบกับโลกที่เปลี่ยนไป การสื่อสารที่รวดเร็วขึ้น เวลานี้ทุกคนเสพความหยาบ เสพความง่าย เสพความรวดเร็ว อะไรที่ดูปุ๊ปเข้าใจปั๊ป มันก็เป็นเรื่องธรรมชาติอยู่แล้ว เพราะอะไรที่มันละเอียดมักจะเข้าถึงยากกว่า ต้องใช้เวลา ต้องทำความเข้าใจกับมัน เหมือนกับคนที่ชอบดนตรีป๊อปกับดนตรีคลาสสิก ดนตรีคลาสสิกเหมือนกับว่าต้องทำความเข้าใจมากกว่า แต่นั่นคือเสน่ห์ของมัน มันเป็นความละเอียดอ่อน
วัฒนธรรมไทยก็มีขั้นมีตอน มีลำดับชั้น มีฐานานุศักดิ์ มีอะไรมากมายที่ต้องทำความเข้าใจ เมื่อเข้าใจมันแล้ว เราจะชื่นชมกับมันมากขึ้น เพราะฉะนั้น วัฒนธรรมไทยไม่ใช่แค่การไหว้ วัด แต่งชุดไทย คือถ้าคุณเข้าใจว่ามันมายังไงแล้ว คุณก็จะใช้มันได้ถูกต้องมากขึ้น
คำว่า "ทุนทางวัฒนธรรม" ไม่ว่าจะด้วยความเข้าใจหรือไม่ก็ตาม คุณว่าเรามี "ทุน" อะไรบ้างในนิยามนี้
ไอ้คำนี้ผมก็ไม่รู้ว่าใครประดิษฐ์ขึ้นมาใช้นะ แล้วผมก็ไม่รู้ความหมายด้วยว่ามันหมายถึงอะไร หมายถึงใคร ผมว่าไม่มีใครรู้ แล้วผมก็ตอบไม่ได้ รู้แต่เพียงว่า อะไรที่มันแสดงถึงอัตลักษณ์ เอกลักษณ์ เป็นตัวตนของประเทศ เป็นสิ่งที่รัฐบาลในฐานะที่เป็นหัวหน้า เป็นผู้นำประเทศมีหน้าที่อย่างยิ่งในการที่จะต้องธำรงรักษามันเอาไว้ คือมันคงจะน่าเบื่อ ถ้าในโลกนี้วัฒนธรรมที่มีความหลากหลายมันถูกกร่อนลงไป แล้วเหลือเพียงวัฒนธรรมร่วม วัฒนธรรมอาเซียน วัฒนธรรมเดี่ยว อะไรอย่างนี้
ถ้าไปไหนก็เหมือนกันหมด เราคงไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่ไหนอีก เพราะทุกที่มีเหมือนกันหมด มีห้างสรรพสินค้าที่ขายสินค้าแบรนด์เดียวกันหมดทั่วโลก มีซีรีส์ของร้านมาเหมือนกันหมด มีร้านกาแฟที่มีป้ายเหมือนกันหมด ตรงนี้ผมว่าเราจะสูญเสียทุนที่เราควรจะมีไป ดังนั้น เป็นหน้าที่ที่สำคัญอย่างยิ่งที่รัฐจะต้องรักษาสิ่งเหล่านี้เอาไว้ แล้วใช้อย่างระแวดระวัง ไม่ใช่เอะอะก็ทุนทางวัฒนธรรม แล้วก็ทำให้มันฉิบหายมากกว่าสร้างความมั่นคง
มีไม่กี่ประเทศในโลกนะครับที่จะมีดนตรี ภาษาพูด ภาษาเขียน การแสดงที่เป็นอัตลักษณ์ของตัวเอง แต่เรากำลังจะสูญเสียมันไป เด็กไทยกำลังไม่พูดภาษาไทย เด็กไทยกำลังไม่ฟังดนตรีไทย เด็กไทยกำลังไม่ชมการแสดงไทย แล้วก็ต้องโทษรัฐบาลที่ไม่รักษาสิ่งเหล่านี้เอาไว้ ไปผิดทิศผิดทาง
แต่ในมุมหนึ่ง วัฒนธรรมมันก็มีการไหลลื่นเพื่อกลมกลืนไปกับยุคสมัย อย่างภาษาเอง มุมหนึ่งมีคนบอกว่าภาษาวิบัติ แต่อีกมุมหนึ่งก็มีคนบอกว่านี่แหละคือการวิวัฒน์ของภาษา ?
เรื่องภาษาผมยอมรับนะ ภาษาไทยเป็นภาษาที่ไม่ตาย มันมีการเคลื่อนอยู่ตลอดเวลา แต่สิ่งที่มันจะตายไปคือความรุ่มรวยของภาษา สิ่งเหล่านี้มันมาจากไหน สิ่งเหล่านี้มันอยู่ในวรรณคดี อยู่ในบทกลอน ที่แต่เดิมเราเคย... คนที่อ่านกลอนเยอะๆ แต่งกลอนเยอะๆ เราจะรู้ว่า บางมันจนคำน่ะ มันนึกไม่ออก แต่ภาษาไทยมันมีคลังของภาษาอยู่เยอะมาก ซึ่งเด็กปัจจุบันไม่รู้ เขาไม่รู้ว่าคำว่าขาวมีให้เลือกใช้อะไรได้บ้าง สีดำมีคำไหนให้เลือกใช้ได้บ้าง พระจันทร์มีตั้งแต่คำว่าจันทรา โสม (อ่านว่า โสมะ) ถึงแม้จะมาจากภาษาสันสกฤตก็ตาม แต่มันก็มาอยู่ในภาษาไทยตั้งนานแล้ว แต่เด็กไทยไม่รู้จัก
เราไม่รู้จักด้วยซ้ำ หรือลักษณะนามที่ใช้ผิดๆ ไป นี่คือสิ่งที่มันกร่อน แล้วมันก็เล็ดลอดออกมาตามสื่อต่างๆ ซึ่งมันเป็นเรื่องน่าอาย แม้แต่การเขียนมันก็สะกดอะไรไม่ได้แล้ว ด้วยเทคโนโลยีที่มีตัวแก้ให้ทำให้ทุกคนสะกดไม่เป็น แล้วเราก็ไม่อ่านหนังสือ เพราะเรามีวัฒนธรรมโสต หรือการฟังขึ้นมา แล้วเราไม่อ่าน เมื่อไม่อ่าน เวลาจะไปสั่งอาหารเราก็ดูแต่ไอคอน รูปร่างแบบนี้ ชอบอย่างนี้ ชี้เลย ไม่ต้องอ่านแล้ว หน้าตาอย่างนี้แน่นอน มันคือวัฒนธรรมที่ย้อนกลับไปสมัยโบราณที่ใช้ภาพ หรือสัญลักษณ์ในการสื่อความอย่างเดียว แบบฮีโรกราฟฟิก (Hieroglyph) ของอียิปต์โบราณน่ะ
นั่นเพราะเราไม่ได้ทำให้เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องสนุก หรือง่ายต่อการเข้าถึงหรือเปล่า
อย่างที่บอกไงว่า อะไรที่มันละเอียดอ่อน มันเสพยาก แต่เราส่งเสริมความมักง่าย ทำอะไรให้มาผ่านๆ แล้วก็จบๆ ไป เราไม่บังคับ คือเด็กมันต้องบังคับ เด็กทุกคนก็อยากสนุกเวลาเรียน ก็กลายเป็นว่าวันๆ ไม่ต้องทำอะไรเลย สนุกอย่างเดียว แล้ววันนี้เราก็มานั่งเขียนตำราตามก้นฝรั่ง สอนให้เด็กมักง่าย ฉาบฉวย ซึ่งเดี๋ยวก็ไปกันใหญ่ มันคือความล้มเหลวของประเทศน่ะ แล้วอีกหน่อยเราก็จะไม่มีภาษาใช้ก็เป็นไปได้ เพราะจะค่อยๆ หายไปเรื่อยๆ
ถ้าคิดในมุมนี้ แล้วมองไปข้างหน้า อีกไม่กี่ปีที่เรากำลังจะเข้าสู่ AEC ล่ะ จะเป็นอย่างไร
ต้องเข้าใจว่า เออีซี ก็มีหลายเรื่อง แล้วรัฐบาลก็มัวแต่ห่วงเรื่องเศรษฐกิจ ห่วงแต่เงินในกระเป๋า ขณะที่เสาด้านวัฒนธรรมก็มีเหมือนกัน ซึ่งเขาก็จะคิดแต่ว่า ทุนวัฒนธรรม ทั้งๆ ที่ถามหน่อยว่า เราเข้าใจตัวเราเองมากแค่ไหน น้อยคนที่จะรู้ว่าตัวเรามีอะไร เราก็คิดถึงแต่ ต้มยำกุ้ง มวยไทย ส้มตำปูดอง แล้วก็ผัดไท คิดแค่นั้นน่ะ ไปดูเหอะ เอะอะ เวลาเอางานอะไรไปโชว์ต่างประเทศก็ไม่พ้น ต้มยำกุ้ง มวยไทย ผัดไท รำไทย ซึ่งรำกระโหลกกะลาอะไรไม่รู้ขอให้แต่งตัวมีเพชรวูบวาบก็ถือว่าเป็นรำไทย ก็คิดได้แค่นี้ ทำไมเราไม่คิดไปแสดงอะไรที่อยู่ในแกเลอรี่โก้ๆ อย่างทำนิทรรศการสักชิ้นไปอยู่ในลูฟว์ (Louvre) หรือเดอะเม็ต (The Metropolitan Museum of Art) คือให้มันเป็น ไฮเคาน์เจอร์ แทนที่จะเป็นอะไรก็ไม่รู้
เรามีมากมายที่จะเอาไปโชว์ได้ แต่ว่าเราไม่คิด ไอ้ธรรมเนียมวัฒนธรรมการใช้ออกาไนเซอร์โง่ๆ ของรัฐบาลมันทำลายทุกอย่าง เพราะคนคิดงานให้ออกาไนเซอร์คือเด็กที่ไม่ได้เห็นอะไร ที่ไม่มีคมความรู้ ไม่มีคลังอยู่ในตัว แล้วก็คิดอะไรง่ายๆ มักง่าย เพราะฉะนั้นเวลาได้งานก็จะได้อะไรที่มัน... ฉาบฉวย ที่เสพง่ายๆ น่ะ มันไม่มีความละเอียดอ่อนอีกต่อไป ไม่ได้เน้นเนื้อหา แต่เน้นวิธีการนำเสนอ
แต่ในมุมกลับกัน การเปิดเส้นทางอุษาเนย์ตรงนี้ผมว่า คนไทยจะได้ประโยชน์มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักศึกษา ผมมองเลยนะว่าต่อไปนี้การไปศึกษาศิลปะในประเทศเพื่อนบ้านจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป สำหรับเด็กๆ ไม่ว่าจะเรียนวรรณคดี ประวัติศาสตร์ ศิลปะ สถาปัตย์ หรือเรียนอะไรก็ตาม ก็จะสามารถเดินทางไปศึกษาได้ง่ายมาก อย่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาผมว่าเราน่าอายนะ เรารู้เรื่องเขาน้อยมาก เรามัวแต่ไปคิดแต่เชิงลบแย่งอะไรกันก็ไม่รู้ โดยที่ไม่ชายตามองเลยว่ามีอะไรเยอะมาก ก็ไปสร้างกำแพงทางทัศนคติให้กันและกัน ทั้งๆ ที่เอาเข้าจริงเราก็ไม่ได้มีทัศนคติที่เป็นลบระหว่างกันเลย
แต่เวลาที่เราจะหยิบยกเหตุผลในการเกลียดกันขึ้นมาอ้างเราก็มักจะอ้างจากประวัติศาสตร์
ใช่... คือ เราก็ไม่เคยบอกเล่าว่า เราไปทำลายเมืองอื่นเขาเหมือนกัน เราไม่เคยพูดว่าในการสงคราม มันมีเหตุผลของการทำลาย เวลาไปตีเมืองเขา เราต้องทำลายเขา เหตุผลก็คือ เพราะเราต้องการถอนรากเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียที่ตามมา แล้วในสมัยโบราณ คนก็ไม่ได้มีมากมาย ดังนั้น การไปตีเมืองก็คือการไปกวาดต้อนคนมาเป็นกำลังเสริม อยุธยาไปตีเมืองพระนครก็กวาดต้อนผู้คน ไปตีเมืองเชียงใหม่ก็กวาดคนลงมา ในสมัยโบราณมันคือเรื่องของการกวาดต้อนผู้คนมาเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับอาณาจักรนั้นๆ
ที่คุณบอกว่าเรารู้เรื่องกัมพูชาน้อยมาก จริงๆ แล้วเราสามารถเรียนรู้อะไรได้มากกว่าพื้นที่นี้เป็นของเรา พื้นที่นั้นเป็นของเขา หรือจากมรดกโลกอย่างนครวัด-นครธม ?
เราหลับตา แล้วเอาเส้นแบ่งเขตแดนออกไปก่อน เพราะนี่คือมรดกของโลก ไม่ได้เป็นประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นเจ้าของ แต่คนทั้งโลกเป็นเจ้าของร่วมกัน และเมื่อเราเอาเส้นแบ่งแดนออกไป ก็จะเห็นว่า อารยธรรมขอมเรืองอำนาจ มีอำนาจทางการเมืองเหนือดินแดนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในบริเวณที่เป็นประเทศไทยปัจจุบัน กัมพูชาปัจจุบัน เวียดนามตอนใต้ และลาวตอนใต้ นั่นคืออำนาจของขอมโบราณในเชิงอำนาจการเมืองการปกครองโบราณ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันเกิดขึ้นที่เสียมเรียบก็คือการสถาปนาการปกครอง เมื่อมันเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น ก็คงสร้างอะไรเล็กๆ ไม่ได้ เพราะว่า การแสดงตัวตนของอำนาจต้องแสดงตัวตนให้ยิ่งใหญ่ ไม่อย่างนั้นคนที่มาเห็นก็คงไม่เกิดความประทับใจ และความยำเกรงต่ออำนาจนั้น
กุศโลบายหนึ่งของขอมโบราณก็คือการสร้างศาสนสถานตามความเชื่อที่เป็นแรงผลักดันอยู่แล้ว และทำให้มันยิ่งใหญ่ด้วยเพื่อแสดงอำนาจบารมีของตัวเอง ปราสาทขนาดใหญ่เหล่านี้ไม่ใช่ว่ามีเงินแล้วจะสร้างได้ แต่หมายถึงบารมี และอำนาจในการปกครองที่จะสามารถเกณฑ์ผู้คนจำนวนมหาศาล เกณฑ์แรงงาน ช้าง ม้า วัว ควาย จะด้วยความศรัทธาส่วนหนึ่งของคนที่มาทำงานให้ หรือบังคับส่วนหนึ่งสำหรับทาสทั้งหลายที่ต้องมาทำงานให้ เพื่อที่จะสร้างสัญลักษณ์ที่แทนความยิ่งใหญ่ของตัวเอง แล้วก็ทำให้ทุกคนเมื่อมาเห็นแล้วจะต้องยำเกรงในบารมีแห่งอำนาจนั้น นั่นคือสิ่งที่กษัตริย์เขมรเมื่อพันปีที่แล้วทุกคนพยายามสร้างสิ่งนี้ แต่บังเอิญสุริยวรมันที่ 2 ประสบความสำเร็จมากในการสร้างสถาปนาเขาพระสุเมรุกลางใจเมืองขึ้นมา
ที่สุดที่เป็นนครวัด มันเป็นภูเขาทั้งลูกที่ย้ายมาอยู่บนที่ราบ ไม่ใช่เทวสถาน หรือศาสนสถานขนาดเล็ก แต่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน แล้วการจะสร้างอย่างนี้ได้ มันหมายถึงการวางแผน การระดมทรัพยากรอันมหาศาล เมื่อสร้างสำเร็จลง ซึ่งจริงๆ ก็ไม่สำเร็จ ก็สร้างไปได้ 80 เปอร์เซ็นต์ อาณาจักรก็เริ่มป่วย เป็นธรรมดา ใช้คนขนาดนั้น ใช้พลังอำนาจ ใช้พระราชทรัพย์ขนาดนั้น ก็ย่อมต้องอ่อนแอลงเป็นธรรมดา ในทางตรงข้ามเมื่อกษัตริย์พยายามสร้างความยิ่งใหญ่ด้วยวิธีนี้ก็ทำให้คนเริ่มเอาใจออกห่าง แล้วอาณาจักรก็อ่อนแอลง จวบจนมีกษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นมาแล้วทำให้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ด้วยความเป็นชาตินักรบ
อย่างชัยวรมันที่ 7 ผู้สถาปนาเมืองนครธม ก็ทำให้อาณาจักรกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง และปลดแอกจากจาม แล้วก็เช่นเดียวกัน เมื่อชัยวรมันพยายามที่จะทำอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก เกณฑ์คนมาสร้างปราสาทบายน เมืองพระนคร ก็ทำให้คนอ่อนแอลงไปอีก ฉะนั้นเมื่อสิ้นรัชกาลชัยวรมันที่ 7 คนก็เริ่มล้า ที่สุดก็เปิดโอกาสให้อาณาจักรต่างๆ ที่เคยเป็นเมืองขึ้นของขอมเอาใจออกห่าง และตั้งตนเป็นอิสระ รวมทั้งอาณาจักรสุโขทัยด้วย และพัฒนาต่อเนื่องกลายมาเป็นประเทศไทยอย่างทุกวันนี้ ซึ่งทั้งหมดก็เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกันไป เราต้องมองว่าในสมัยโบราณความเป็นชาติ หรือเป็นประเทศแบบในปัจจุบัน ไม่มี มันคืออาณาจักรต่างๆ ที่แยกกันอยู่ รวมตัวกันก็เฉพาะเมื่อคราวจำเป็น เช่น เวลามีศึกสงคราม หรืออาจจะถูกควบรวมในฐานะที่เป็นเมืองขึ้น นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง
ถ้าอย่างนั้น อะไรคือความเหมือนหรือความต่างระหว่างนครวัดกับอยุธยา ?
เราคงเทียบกันไม่ได้ในแง่ของขนาด หรือสเกล ในเรื่องของความยิ่งใหญ่ ก็ต้องยอมรับว่าเขายิ่งใหญ่กว่า แต่ว่าอยุธยาก็คือมรดกความทรงจำของคนไทย เป็นมรดกโลกด้วย แล้วก็เป็นความสำคัญในฐานะของการเป็นพระราชอาณาจักรของเรามาตั้ง 400 ปี มาจนถึงวันนี้อยุธยาเริ่มจะ 600 ปี มันคือความภาคภูมิใจของเราว่าครั้งหนึ่งเราเคยเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันนี้คือสิ่งที่เราควรจะบอกลูกบอกหลานว่าเราเป็นอะไร เราคือใคร และเพราะอยุธยาอยู่ใกล้รัตนโกสินทร์มาก แทนที่จะไปบอกว่าอยุธยามีวัดกี่วัด พระนเรศวรรบยังไง ก็โอเค การสร้างประวัติศาสตร์ให้คนเกิดความรักชาติก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่มา ณ วันนี้ มันควรจะบอกเล่าอยุธยาในแง่มุมอื่นบ้าง บอกให้เขารู้ว่า ความสำคัญของอยุธยาคืออะไรกันแน่
เหมือนกับว่าที่ผ่านมาเรามีชุดแบบเรียนประวัติศาสตร์เพียงชุดเดียว ทั้งๆ ที่จริงแล้ว มันสามารถสังเคราะห์ออกมาได้มากกว่านั้น ?
ใช่ ไอ้ชุดความรู้ที่เราบอกกันซ้ำๆ ผมว่ามันเชยไปแล้ว มันควรจะต้องมานั่งพูดกันใหม่ และสื่อสารกับเด็กด้วยวิธีใหม่ๆ สอนให้เด็กเข้าพิพิธภัณฑ์ และทำความเข้าใจกับเรื่องราวมากกว่าเข้าไปเพื่อถ่ายรูป แล้วก็จดว่าพระพุทธรูปองค์นี้สร้างในศตวรรษที่เท่าไหร่ ก่อนจะเอาไปทำรายงานส่งครู ซึ่งนี่คือสิ่งที่ทุกโรงเรียนทำกันอยู่ในวันนี้ ไปดูตู้พระธรรมสิ เขาเขียนว่าอะไรบ้าง ไปดูพระพุทธรูปองค์นี้สิ เขียนคำบรรยายว่าอะไรบ้าง แต่เราไม่ได้บอกเล่าคำบรรยายอื่นๆ ที่ควรจะบอกเลย เช่นว่า ทำไมพระพุทธรูปถึงหน้าตาเป็นแบบนี้ ทำไมพระพุทธรูปไทยถึงต้องสร้างด้วยสำริด หรือพระพุทธรูปไทยต่างจากพระพุทธรูปประเทศอื่นๆ ยังไง มันคือชุดความรู้ที่เราควรจะนั่งคุยกันใหม่อีกทีหนึ่ง ถ้าเราใช้ตำราที่ผลิตกันอยู่เรื่อยๆ แต่แค่เปลี่ยนโรงพิมพ์ เปลี่ยนหน้าตา แต่มันคือการบอกเล่าเรื่องซ้ำๆ ที่มันเชยไปแล้ว
ที่สำคัญไปกว่านั้น เราก็สอนให้คนไทยเกลียดเพื่อนบ้าน เน้นย้ำความเป็นศัตรูคู่แค้นมากกว่าจะทำความเข้าใจว่า ต้นเหตุแห่งปัญหามันคืออะไร สาเหตุของความขัดแย้งที่มันเกิดขึ้นทุกวันนี้มาจากอะไรกันแน่ มันอาจจะไม่ใช่เรื่องประวัติศาสตร์ความโกรธแค้นในอดีตแล้ว อาจเป็นเรื่องทุนนิยมแล้วที่ทำให้คนเกลียดกันทุกวันนี้
หรืออย่างคำว่า เสียมกุก ที่เราได้ยินกัน มันก็คือวาทกรรมสมัยเมื่อพันปีก่อน ให้ตายเหอะ คนไทยอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้ แล้วเอาเข้าจริงๆ สุโขทัยกับอยุธยาก็ไม่ใช่อาณาจักรเดียวกัน มีสิ่งเดียวที่เชื่อมกันก็คือภาษาพ่อขุนรามฯ เท่านั้นเอง แล้วทุกวันนี้เราเขียนเหมือนสมัยพ่อขุนรามฯ ไหม ก็ไม่ เราเขียนตัวอยุธยา และถ้าหากมองย้อนไปสมัยสุโขทัยเองเราก็อยู่ภายใต้ขอม เมื่อไปตีเขามาเราก็อยู่ในอารยธรรมของขอม แม้แต่ชื่อกษัตริย์ พ่อขุนบางกลางหาว ก็เปลี่ยนเป็นพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ แล้วศรีอินทราทิตย์ ชื่อเป็นอะไร ก็คือ ขอม มันก็คือวัฒนธรรมขอมที่ถูกผ่องถ่ายมายังอาณาจักรสุโขทัย แต่สุโขทัยเป็นอาณาจักรเล็กๆ จะมาใช้ระบบเทวราชา อัศจรรย์แบบนี้มันก็เป็นไปไม่ได้ ดังนั้นก็ต้องใช้ระบบกษัตริย์ใกล้ชิดประชาชน แต่ถามว่าประเพณีต่างๆ มันมีอยู่ไหม มี เพราะมีพราหมณ์ทำพิธี แล้วเราก็รับเอาพุทธนิกายเถรวาทมาจากศรีลังกา มันก็ทำให้ความกระด้างของระบบเทวราชาค่อยๆ ผ่อนคลายลงไปด้วยระบบของพระพุทธศาสนา
จนเมื่อมาถึงอยุธยา มีคนมากขึ้น จะมาปกครองใกล้ชิดแบบสุโขทัยก็ไม่ไหวแล้ว ก็ต้องเอาเทวราชากลับเข้ามาใช้ ซึ่งจุดเปลี่ยนไม่ใช่เจ้าสามพระยามาตีเมืองพระนคร มันมาก่อนหน้านั้นแล้ว มันค่อยๆ ซึม แต่มันมาแสดงออกชัดเจนในสมัยที่เจ้าสามพระยามาตีเมืองพระนครแล้วก็รับเอาราชปุโลหิต พราหมณ์ราชสำนักกลับไปอยู่ที่อยุธยา แล้วก็ไปเริ่มต้นระบอบเทวราชาเต็มรูปแบบอีกครั้ง แต่เราไม่ได้รับแค่ลัทธิความเชื่อเท่านั้น แต่เรารับเอาศิลปวัฒนธรรมเขามาด้วย และตลอดระยะเวลา 300 ปีนับจากนั้น เราก็ปรับไปตามความชอบของคนไทย ดังนั้นเราสามารถพูดได้เต็มปากเลยว่า อยุธยารับมาจากเขมรแต่มันถูกปรับให้เข้ากับคนไทยไปเรียบร้อยแล้ว ก็กลายเป็นวัฒนธรรมลูกที่มันแตกหน่อออกมา
เอาเข้าจริงเราก็เหมือนเป็นวัฒนธรรมลูกของหลายๆ วัฒนธรรมในภูมิภาคนี้ ?
ทั้งจีนปน เขมรปน ประเทศไทยเป็นเหมือนทางแยกทางวัฒนธรรมระหว่างจีนกับเขมร และอินเดีย
เมื่อเราเป็นทางแยกของวัฒนธรรมแล้ว ถ้าย้อนกลับไปถึงสิ่งที่คุณพูดถึงเรื่องการรักษาวัฒนธรรมเอาไว้ โจทย์สำหรับวันนี้คืออะไร
ถ้าเรามองย้อนกลับไป ก็ไม่ต้องไปมองไกลถึงอดีต เอาแค่วันนี้ เราจะรักษาสิ่งเหล่านั้นเอาไว้ได้ยังไง มีสักช่องหนึ่งไหม สถานีโทรทัศน์ที่มีเวลาให้กับเรื่องศิลปวัฒนธรรมเหมือน ช่อง NHK ของญี่ปุ่น ไม่มีใครทำ แค่เสนอไปก็ไม่มีงบให้ทำแล้ว หรือถ้าอยากทำสารคดียาวเกี่ยวกับวัฒนธรรมสักเรื่อง ผมจะได้เวลาเป็นซีรีส์ 15 ตอนไหม เปล่า ผมจะได้แค่ 5 นาที รายการจดหมายเหตุกรุงศรีฯ น่ะ เขียนบทให้อยู่ใน 3 นาที อะไรมันจะยากขนาดนั้นที่ต้องเขียนบทเรื่องที่สลับซับซ้อนให้เหลือแค่ 3 นาที เรื่องสำคัญแบบนี้เราไม่มีเวลาให้หรอก เรามีเวลาให้แต่เรื่องหยาบๆ





