ไข...ปริศนาธรรม

ถ้าเข้าใจและเข้าถึงธรรมะ ก็จะเข้าใจชีวิต และนี่คือ เรื่องราวปริศนาธรรมที่ซ่อนอยู่ทุกหนแห่งในสวนโมกข์กรุงเทพ
“ในสวนโมกข์สรรพสิ่งที่ตั้งอยู่สามารถถอดรหัสได้หมด ท่านพุทธทาสได้แยกไว้ ทั้งเรื่องพุทธประวัติ เรื่องจิตและการตรัสรู้ ทั้งสามสิ่ง เพื่อให้เรารู้จักปฎิจจสมุปบาท (ธรรมชาติของจิต หรือธรรมชาติสรรพสิ่งทั้งหลาย) เพื่อนำมาใช้กับชีวิตประจำวัน” เพียงพร ลาภคล้อยมา วิทยากรอิสระ“ธรรมชาติกับการเยียวยา” ซึ่งเป็นธรรมภาคี พาชมภาพปริศนาธรรมในสวนโมกข์กรุงเทพ เล่าถึงวัตถุประสงค์ของท่านอาจารย์พุทธทาส
ท่ามกลางบรรยากาศสงบเย็นของสวนโมกข์กรุงเทพยามเช้าวันเสาร์ การเดินชมภาพปริศนาธรรมโดยผ่านเรื่องเล่าของ เพียงพร ลาภคล้อยมา และปัทมาภรณ์ วัฒนศิริ นักธุรกิจเครือข่ายแอมเวย์ ธรรมภาคีทั้งสองที่ศึกษาและปฎิบัติธรรมตามแนวทางท่านพุทธทาสมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เข้าใจภาพปริศนาธรรม ทั้งแง่มุมประวัติศาสตร์ ศิลปะ และธรรมะมากขึ้น
1.
ก่อนจะเข้าไปแกะรอยปริศนาธรรมในหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ธรรมภาคีทั้งสองพามาจุดแรก คือ สวนพุทธธรรม ลานธรรมใต้ร่มไม้ พร้อมวงหินใหญ่ จำลองจากสวนโมกข์ ไชยา
“ที่นี่ไม่มีส่วนไหนที่เป็นโบสถ์วิหาร ล้วนเป็นธรรมชาติ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวพุทธประสูติ การตรัสรู้ การเผยแพร่ธรรมและการปรินิพพานของพระพุทธเจ้าซึ่งค้นพบธรรมะจากธรรมชาติ ท่านพุทธทาสก็เลยอยากให้พวกเราศึกษาธรรม โดยอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุด” ปัทมาภรณ์ อธิบาย
วิหารธรรมชาติ จึงเต็มไปด้วยต้นไม้ ว่ากันว่า ต้นนนทรีกลางลานธรรม เปรียบประดุจเสาวิหาร ท้องฟ้าเปรียบเช่นฝ้าเพดาน ใบไม้เปรียบได้กับช่อฟ้าใบระกา และพื้นแห่งธรรมชาติเป็นดินทราย
“ลองนับก้อนหินดูสิ มี 37 ก้อน ไม่ได้วางแค่ให้เรานั่ง แต่ทำให้เราได้เรียนรู้ธรรมะ ด้วยหลักธรรมสติปัฏฐานสี่ คือ การลงมือปฎิบัติ และต้องใช้ความพากเพียร (อิทธิบาทสี่) พละห้ากับอินทรีย์ 5 นี่เป็นกำลังเสริมให้งานสำเร็จ โพชฌงค์ 7 ธรรมะที่นำไปสู่การตรัสรู้ สุดท้าย อริยมรรคมีองค์แปด เมื่อลงมือปฎิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญาจะอยู่ตรงนั้น”
เพียรพร บอกว่า ถ้าเราจิตนิ่งพอ เราจะรับรู้ความนิ่งของก้อนหิน แต่ถ้าตัวกูของกูเยอะ ก็จะทำให้เรามองไม่เห็นตัวเอง ดังนั้นลองนั่งนิ่งๆ สักพัก ทำจิตให้ผ่อนคลาย ก็จะเริ่มเห็นธรรมชาติ รู้สึกว่า ไม่ใช่ต้นไม้ของกู แต่เป็นต้นไม้ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งโรงเรียนหินแห่งนี้จะค่อยๆ กล่อมเกลาจิตใจเรา
“พระพุทธเจ้าทิ้งปราสาทราชวัง เพื่อมาอยู่บนดินทราย คนที่เดินตามพระพุทธเจ้า ก็น่าจะใช้ชีวิตไม่แตกต่างจากพระองค์ ท่านพุทธทาสก็นำห้วงเวลานั้นกลับมาในยุคปัจจุบัน เพื่อจะบอกว่า เราจะอยู่กับดินกับทรายตามพระพุทธองค์ได้ไหม”
2.
หินก็เป็นครูสอนเราได้ หากเข้าใจธรรมชาติ ธรรมะก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ผ่านจากลานธรรม มาสู่ ภาพปูนปั้น ด้านนอกหอจดหมายเหตุพุทธทาส เพื่อสื่อถึงชีวิตเราๆ ท่านๆ
“ภาพผู้ชายคนนี้ ตอนเริ่มต้นชีวิต เขายังไม่รู้ว่า ชีวิตเกิดมาทำไม ไม่รู้เป้าหมายจะเดินไปทางไหน พอเขาเริ่มตั้งคำถาม การเดินทางก็เกิดขึ้น (ภาพผู้ชายจูงวัว)เขามีเชือกไว้จูงวัว ซึ่งก็คือ เป้าหมาย คนเราต้องต่อสู้เพื่อไปสู่เป้าหมายชีวิต จึงพยายามสุดแรง ในภาพถัดไป วัวดิ้นสุดแรง ทั้งเหนื่อยและอันตราย นี่คือชีวิตของเรา” ปัทมาภรณ์ เล่าถึงภาพชายที่กำลังจูงวัว หากไม่อยากให้วัวขัดขืน ก็ต้องควบคุมด้วยสติ วัวจึงเปรียบเสมือนจิตเดิมแท้
เมื่อไปสู่เป้าหมายในชีวิตแล้ว ก็จะเห็นว่า ชายคนนั้นขึ้นไปนั่งบนหลังวัว เป่าขลุ่ยอย่างเริงร่า นั่นหมายถึงเขาได้ทุกสิ่งในชีวิตครบแล้ว ทั้งลาภ ยศ ชื่อเสียง และคิดว่าเจอความสุขแล้ว แต่วันหนึ่งเขาก็รู้ว่า นั่นไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง จนมาสู่ภาพถัดไป ชายคนนั้นนั่งอยู่ริมตลิ่ง หากเป็นคนทั่วไป ก็นั่งมองพระจันทร์อย่างสุขใจ แต่สำหรับเขาเห็นถึงความว่าง
ในภาพนี้ เพียงพร ไขปริศนาว่า นั่นเป็นความว่างจากกิเลส ว่างจากการยึดมั่นถือมั่น เมื่อผู้ชายคนนั้นไม่เห็นตัวเขา ก็เกิดความว่างที่แท้จริง นั่นก็คือ “ว่างอย่างมี มีอย่างว่าง”
“เหมือนเราทำงานเต็มที่แล้ว ผลจะออกมาอย่างไร เราก็วางได้ เพราะเราไม่คาดหวัง แค่ทำหน้าที่ให้ถูกต้อง ท่านพุทธทาสใช้คำว่า void คือ ว่างอย่างมี มีอย่างว่าง คือ มีทุกสิ่งได้ แต่ไม่ต้องมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ ยกตัวอย่างทรัพย์สมบัติ มีไว้เพื่อให้เราดำรงอยู่ได้ ไม่จำเป็นต้องสะสมจนล้นเกิน หรือทำตัวให้ดูแย่ๆ ปอนๆ รูปลักษณ์แบบนั้น ก็มีตัวกูซ่อนอยู่ เป็นกิเลสแบบละเมียด แต่เมื่อเราเข้าใจและค้นพบแล้ว เราก็ยังเป็นคนเดิม แต่จิตข้างในเปลี่ยนเหมือนต้นไม้ที่ผลิดอกออกผล ผลที่เกิดขึ้นคือ ความเบิกบานใจ”
3.
ปริศนาภาพปูนปั้นก็ชวนให้คิดได้หลายแง่ ในบรรยากาศเช่นนี้ ลองมองออกไปไกลๆ กลางสระน้ำของสวนโมกข์กรุงเทพ มีต้นมะพร้าวนาฬิเกร์อยู่กลางเกาะ ซึ่งท่านพุทธทาสให้ความสำคัญจุดนี้มาก ในสวนโมกข์ ไชยา ท่านให้ขุดบ่อทำสระนี้ขึ้นมา และครั้งหนึ่งท่านเคยเล่าถึงเพลงกล่อมเด็ก เพื่อสอนธรรมะว่า
“มะพร้าวนาฬิเกร์ ต้นเดียวโนเน กลางทะเลขี้ผึ้ง ฝนตนไม่ต้อง ฟ้าร้องไม่ถึง กลางทะเลขี้ผึ้ง ถึงได้แต่ผู้พ้นบุญ”
ว่ากันว่า มะพร้าวพันธุ์นาฬิเกร์ เหลือไม่กี่ต้นในเมืองไทย เมื่อโตเต็มที่ก็ออกผลสีทอง เปรียบเสมือนนิพพาน อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของการเกิดเป็นมนุษย์ และกลางทะเลขี้ผึ้ง ก็มีความหมายที่ลึกซึ่ง ไม่ว่าบาปหรือบุญ ก็ไม่ควรยึดเอาไว้ มันเป็นทะเลแห่งวัฏฏสงสาร
“ถ้าเราทำเหตุไม่ดี ก็รับผลคือ ความกังวลและทุกข์ ถามว่าคนทำไม่ดียอมรับได้ไหม ยอมรับได้ เพราะสร้างเหตุไม่ดี แต่ถ้าคนดีทำดี แล้วยังทุกข์ นั่นก็คือ ยึดมั่น ถือมั่น และคาดหวัง เพราะคนส่วนใหญ่รับรู้ว่า ทำดีแล้วต้องได้ดี เราก็คาดหวังโดยไม่รู้ตัว แต่ท่านพุทธทาสสอนใหม่ว่า ทำดี..นั่นแหละดี ทุกครั้งที่เราทำดีเราได้ผลลัพท์ทันที คือความสงบเย็น”
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ความสงบเย็น ก็มีคำอธิบายเพิ่มเติมว่า จิตที่ร้อนหรือทุรนทุราย ก็ยังมีความสงบเย็นซ่อนอยู่ระหว่างลมหายใจเข้า-ออก มีจุดหยุดพักระหว่างลมหายใจนิดหนึ่ง นั่นก็คือ ของขวัญจากธรรมชาติ เพียงพร บอกว่า ท่านพุทธทาสให้ปิดลิ้นชักความคิด
“ถ้าเราทำร้ายตัวเองทุกวัน ตอนนอนยังไม่พักบ้าง เราก็ไม่ได้รับของขวัญจากธรรมชาติ”
4.
เมื่อได้สดับฟังเรื่องราวมะพร้าวนาฬิเกร์ ก็มีการเปรียบเปรยกับธรรมะเพื่อกระตุ้นต่อมคิด และเมื่อเลยมาถึงด้านหน้าหอจดหมายเหตุฯ เสาทั้งห้า ที่เคยนึกสงสัยตอนที่ไปอินเดียว่า นี่มันอะไรกันแน่
เสาร์ทั้ง 5 มีสองคู่เท่ากัน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางธรรม หมายถึงศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา
“ถ้าเราตั้งใจจะทำอะไรสักอย่าง ถ้าแค่ศรัทธาอย่างเดียว ก็เป็นความงมงาย ศรัทธาต้องมีปัญญาด้วย เปรียบได้กับเสาสองต้นที่เท่ากัน ถ้าปัญญามากไป กลายเป็นมิจฉาทิฐิ ต้องมีวิริยะหรือความเพียร แต่วิริยะกับสมาธิต้องสมดุล และเสาต้นสูงที่สุดคือ สติ ความระลึกได้ จะควบคุมทั้งหมด” ปัทมาภรณ์ เล่า จากนั้นเพียรพรเสริมว่า
“แม้คนเราจะรู้อะไรมากมาย แต่ถ้าไม่ลงมือปฎิบัติด้วยการฝึกสติ ผลจะไม่เกิด ท่านพุทธทาสนำแนวคิดเรื่องเสาทั้ง 5 มาจากอินเดีย ตอนท่านไปอินเดีย ท่านสังเกตตามตึกมีเสา 5 เสา หมายความว่า พระเจ้า 5 พระองค์ ท่านก็เลยสรุปความเชื่อสองอย่าง คือ 1 พระเจ้าเป็นผู้สร้างโลก และ 2 เชื่อว่าโลกเกิดจากวิวัฒนาการ เกิดการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ เราจะไม่ทะเลาะกันว่า มีพระเจ้าหรือไม่มีพระเจ้า เพราะทุกคนมีสิทธิเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ เป็นความหลากหลายของธรรมชาติ”
เสาปูนธรรมดาๆ ก็มีรหัสแห่งธรรมซ่อนอยู่ ในเรื่องความเชื่อที่แตกต่าง ไม่ต่างจากภาพปูนปั้น นกฮูก ซึ่งคนส่วนใหญ่เชื่อว่า ถ้านกฮูกบินมาเกาะบ้านใคร จะมีคนป่วยหรือคนเสียชีวิต แต่ท่านอาจารย์พุทธทาสบอกว่า นกฮูกเป็นสัญลักษณ์แห่งปัญญา
“ท่านบอกว่า เวลาฟัง ฟังให้เต็มหู ดูให้เต็มตา ใช้วาจาให้แหลมคม ปกตินกฮูกจะมองไม่เห็นในความมืด ท่านก็เลยเปรียบเปรย ความทุกข์เหมือนการจมอยู่ในความมืด คนทุกข์จะไม่ค่อยมีสติ ท่านจึงสอนการกำหนดรู้ด้วยสติ เพราะทุกข์มีไว้ให้ใคร่ครวญ ไม่ได้มีไว้ให้คร่ำครวญ เมื่อใคร่ครวญก็จะเกิดการคิด นี่คือ ลักษณะการใช้สติปัญญา เพื่อจะเรียนรู้แบบชาวพุทธ”
นี่คือ เรื่องเล่าที่แฝงไว้ด้วยปัญญา จากการไตร่ตรองศึกษาแก่นธรรมและนำมาปฎิบัติจนเห็นผล และก็ถึงเวลาที่จะต้องเข้าไปค้นหาปริศนาธรรมในตึกหอจดหมายพุทธทาสทั้งสามชั้น เริ่มตั้งแต่ห้องหนังสือและสื่อธรรมด้านล่าง มีไว้เพื่อให้คนเรียนรู้ปริยัติ ส่วนชั้นสองเป็นสวนเซน หรือสวนปฏิจจสมุปบาท มีการจัดวางหิน 12 ก้อน ท่ามกลางต้นโมก 8 ต้น และศาลา 1หลัง หมายถึงธรรมและกฎแห่งธรรมชาติของจิต คือ อิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท 12 ประการ มรรคมีองค์ 8 และผล 1 คือนิพพาน และห้องนิพพานชิมลาง คือ ผลของการปฏิบัติ หรือปฏิเวธสัทธรรม คือ เมื่อปฏิบัติแล้วก็จะรู้ด้วยตัวเอง
ในเรื่องนี้ เพียรพร เล่าถึงการศึกษาธรรมของท่านอาจารย์พุทธทาสว่า ยังมีเทปและธรรมะที่ท่านเขียนจำนวนหนึ่งไม่ได้ตีพิมพ์ ซึ่งห้องหนังสือเปรียบเสมือนอนุสาวรีย์ของท่าน
“ตอนที่ท่านจำพรรษาอยู่สวนโมกข์เก่า ท่านปิดป้ายไว้ว่า “ที่นี่ไม่ยินดีต้อนรับ กลับบ้านได้” เพราะท่านอยู่เงียบองค์เดียว เพื่อศึกษาพระไตรปิฎก 10 ปี จนกลายเป็นหนังสือสี่เรื่อง ห้าเล่ม คือ พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ /อริยสัจสี่จากพระโอษฐ์ สองเล่ม/ปฏิจจสมุปบาท และธรรมโฆษณ์
5.
ผ่านจากห้องหนังสือ ด้านล่างจะมีลานหินโค้ง ศาลาการเปรียบกลางแจ้ง โดยมีภาพปูนปั้นแสดงถึงการประสูติ บำเพ็ญเพียร เผยแพร่ธรรม ปรินิพพาน ในภาพปูนปั้นชุดนี้ จะเล่าถึงพุทธประวัติ โดยท่านอาจารย์พุทธทาสแบ่งออกเป็นเรื่องของทางกาย ทางจิตและกระบวนการตรัสรู้
เพียงพร บอกว่า ท่านพุทธทาสอยากให้เรารู้จักพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง ไม่ใช่จับแค่ชายจีวร ภาพจึงสื่อเรื่องราวแห่งธรรมที่ลึกซึ้ง ไม่ต่างจากภาพพระโพธิสัตว์ด้านหน้า อันเปรียบได้กับความบริสุทธิ์ใจ ,ปัญญา,ความเมตตา ก็คือ รักคนอื่นให้เหมือนรักตัวเองหรือมากกว่า และขันติ คนเราต้องมีความอดทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศที่เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ,อดทนต่อการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย ก็คือ เกิด แก่ เจ็บและตาย, อดทนต่อความไม่รู้ของคนอื่น
“ถ้ามีคนเกเร ให้เราเข้าใจว่าเขามีสิ่งที่มืดมน จึงยังไม่มีปัญญา และอีกอย่างคือ อดทนต่อความบีบครั้นของกิเลสที่อยู่ในใจ ความรู้ที่จะนำไปสู่การปฎิบัติให้พ้นทุกข์ ก็คือ การใช้อานาปานสติ 16 ขั้นตอน”
นอกจากนี้ยังมีภาพที่สะดุดตา ชั้นสองใกล้กับสวนเซน คือ ภาพพุทธศิลป์ทิเบต วงล้อแห่งทุกข์ เสมือนหนึ่งอยู่ในปากมารร้ายไม่รู้จบ ก็คือ อุปสรรคทั้งหลายที่ทำให้จิตไม่แจ่มใส
“ต่อมใต้สมองเป็นจุดที่เราเอาไว้ฝึกสติ เพื่อให้เกิดการยับยั้งชั่งใจ ตาในตรงหน้าผาก เพื่อฝึกสติให้เกิดการตื่นรู้ เพราะคนเรามีความยึดมั่นถือมั่น คือขันธ์ 5 ทำให้ทุกข์เกิดทันที พระพุทธเจ้าเรียนรู้จากด้านใน”
หากจะผนวกกับเรื่องธรรมะ เพียรพร บอกว่า เมื่อเราทำสิ่งไม่ดีไม่งามบางอย่างลงไป รอยแห่งกิเลส ก็ปรากฏเป็นกรรม ถ้าเราไม่อยากปนเปื้อนด้วยกิเลส เราต้องมีสติและปัญญา
“ผู้ใดทำกรรมก็จะต้องรับมรดกกรรมของตัวเอง ไม่สามารถยกให้คนอื่น ท่านพุทธทาสใช้คำว่า มรดกกรรม และบุญไม่อาจล้างบาปได้ ท่านใช้คำว่า ทำดี ดีเสร็จตั้งแต่เมื่อทำ ทำชั่ว ชั่วเสร็จตั้งแต่เมื่อทำ”
..........................
นี่เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการชมปริศนาธรรมในสวนโมกข์กรุงเทพ ซึ่งจะมีธรรมภาคีกลุ่มเพลินธรรมนำชม โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ มีทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ในวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00-12.00 น. และเวลา 13.00-14.30 น. โดยมีจุดนัดพบ ชั้น 1 หน้าห้องหนังสือและสื่อธรรม







