ณ ห้วงเวลาที่เมืองหลวงเต็มไปด้วยปัญหาทางการเมือง ซึ่งร้อนแรงไม่แพ้อากาศยามเที่ยงวัน
ฉะนั้น หากมีวันหยุดยาวสักครั้ง ฉันคิดว่าเมืองแห่งความร่มรื่นตามชื่ออย่าง บุรีรัมย์นคร จะสามารถคลายร้อนและเพิ่มความชุ่มฉ่ำให้คนเมืองได้อย่างน่าอัศจรรย์
. . .
ในเช้าวันหยุดยาวช่วงเทศกาล ฉันรีบเร่งถือกระเป๋าสัมภาระลงจากรถเมล์คันเก่า พร้อมกับตะโกนเรียกวินมอเตอร์ไซค์ให้มารับและไปส่งฉันที่สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)
ไม่น่าเชื่อ แม้ในวันที่ฉันจะได้ออกทริปท่องเที่ยว รถราในเมืองหลวงของไทยก็ยังคงแน่นหนา ราวกับออกมาร่ำลาหญิงสาวที่กำลังจะหนีร้อนไปต่างจังหวัด
“เรากำลังจะเดินทางสู่จังหวัดบุรีรัมย์ จากที่นี่เราจะใช้เวลาเดินทางกันประมาณ 5 ชั่วโมงครับ ตอนนี้ขอให้ทุกท่านพักผ่อนกันตามสบายนะครับ”เสียงจากไกด์หนุ่มจำเป็นดังขึ้น ราวกับจะย้ำสติฉันว่า ฉันกำลังจะได้ไปยังเมืองแห่งความร่มรื่น นครศิวิไลซ์ทางวัฒนธรรมแห่งอดีตกาล
ตอนเป็นเด็ก อาจารย์วิชาสังคมศึกษาเคยสอนว่า บุรีรัมย์ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สภาพลักษณะภูมิประเทศทั่วไปเป็นที่ราบสูง มีภูเขาไฟที่ดับสนิทไปแล้วถึง 7 ลูก และมีปราสาทหินน้อยใหญ่อีกกว่าหกสิบแห่งที่ต่างสร้างขึ้นจากวิถีศิลปะสุดล้ำลึกของชาวเขมรโบราณ ซึ่งบ่งบอกได้ถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีตได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีโบราณวัตถุ ภาชนะดินเผามากมาย โดยทั้งหมดล้วนถูกสันนิษฐานว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรม สมัยพุทธศตรวรรษที่15-18
เมื่อเวลาเปลี่ยน นครแห่งปราสาทก็ได้ปรับตัวเองให้เท่าทันยุคสมัยอย่างแนบเนียน เคียงคู่ไปกับการคงไว้ซึ่งสมบัติวัตถุรวมถึงวิถีประเพณีอันดีงามของบรรพบุรุษ จึงไม่แปลกที่นักท่องเที่ยวทั่วฟ้าเมืองไทยจะหลงใหล "ความพอดี" ของบุรีรัมย์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น
และแล้วเมื่อเสียงของไกด์หนุ่มดังขึ้นอีกครั้ง ฉันก็รู้ทันทีว่า…สวรรค์ของเมืองมนุษย์ อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนี่เอง
ปราสาทพระศิวะ
ถึงแม้บุรีรัมย์จะได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งปราสาท หากทว่า คงไม่มีปราสาทใดจะวิจิตรงดงามและโดดเด่นเกินกว่า ปราสาทหินพนมรุ้ง แลนด์มารค์สำคัญอันเป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัด ที่นี่ฉันได้พบกับ นพสิน บุญล้อม นักโบราณคดีเจ้าถิ่น ผู้มาพร้อมรอยยิ้มบริสุทธิ์และความรู้ดั่งห้องสมุดเคลื่อนที่ นพสิน เล่าว่า ตั้งแต่อดีตปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นจากความเชื่อของกษัตริย์เขมร ซึ่งเชื่อว่าตนเองคือเทวราชาหรือสมมติเทพ และกษัตริย์เท่านั้นที่จะติดต่อสื่อสารกับพระเจ้าได้
“จากความเชื่อของศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย เทวสถานแห่งนี้บูชาพระศิวะเป็นหลัก ทำเลที่สร้างคือต้องอยู่บนภูเขาสูง เพราะพระผู้เป็นเจ้าย่อมจะอยู่บนที่สูง ยิ่งสร้างสูง บุญบารมีของกษัตริย์ก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น ปราสาทแห่งนี้สร้างราวพุทธศตวรรษที่15-17 โดยใช้กำลังคนจำนวนมาก และ เครื่องทุ่นแรงคือ ช้าง ม้า วัว ควาย เพราะหินแต่ละก้อนต้องใช้กำลังคนแบกถึง 8-10 คนได้”
ส่วนเทคนิคการสร้างนั้น ดูเหมือนจะง่าย หากแท้จริงแล้ว ปราสาทแห่งนี้มีความประณีตซับซ้อนอย่างมาก เพราะต้องใช้หินทรายที่มีเนื้อละเอียดแข็งแรง นำมาอัดให้หินแต่ละก้อนเรียงกันสูงขึ้น อีกทั้งต้องคำนวณน้ำหนัก มุม และองศา เพื่อให้หินแต่ละก้อนแนบชิดสนิทกันจนไม่มีช่องว่างของหิน
“สมัยก่อนผู้คนที่ขึ้นมาบนปราสาทแห่งนี้ต้องเป็นผู้ที่มีบุญบารมีสูงสุด คือเหล่ากษัตริย์เท่านั้น ส่วนพวกไพร่และสามัญชนคนธรรมดาไม่สามารถที่จะขึ้นมาบนนี้ได้เลย เราถือว่าโชคดีที่เกิดในยุคปัจจุบันเพราะถ้าเทียบกับคนสมัยก่อนเราเองก็คงต้องยืนที่บริเวณตีนเขาโน้น...” นักโบราณคดีพูดพลางโปรยยิ้มหวานๆ ซึ่งประโยคนี้ทำเอาฉันขนลุกเลยทีเดียว
นพสินพาพวกเราเดินชมด้านในของตัวปราสาทกันต่อ โดยอดีตที่นี่เป็นภูเขาไฟแต่เป็นภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว สังเกตได้จากทางขึ้นประตูที่สามด้านซ้ายมือจะมีปล่องภูเขาไฟอยู่สองปล่อง ทว่าปัจจุบันได้สร้างเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดย่อม
“ตัวปราสาทพนมรุ้งจะหันไปทางทิศตะวันออก ทางขึ้นมีลักษณะเรียงรายขึ้นไปจากลาดเขาจนถึงปรางค์ประธานบนยอดเขาอันเปรียบเสมือนวิมานที่ประทับของพระศิวะ บันไดทางขึ้นช่วงแรกทำเป็นตระพังกั้นน้ำมีบันไดสามชั้น ผ่านขึ้นมาสู่พลับพลาชั้นแรกที่เป็นอาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้าเดิมใช้เป็นโรงช้างเผือก”
จากนั้น เราเดินผ่านทางเดินราบซึ่งมีเสานางเรียงปักอยู่ตรงขอบทางทั้งสองข้างทั้งหมด 70 ต้นด้วยกัน ประหนึ่งยืนต้อนรับนักท่องเที่ยว ทางเดินนี้ยาวทอดไปสู่สะพานนาคราชชั้นที่ 1 ที่คนสมัยก่อนมีความเชื่อว่าเป็นจุด เชื่อมต่อระหว่างดินแดน แห่งมนุษย์และสรวงสวรรค์
ผ่านสะพานนาคราชจะเจอทางขึ้นสู่ปราสาท เป็นบันไดหินทราย 5 ชั้น โดยแต่ละชั้นจะมีชานพักไว้ให้นักท่องเที่ยวผู้ปวดเมื่อยได้หยุดพัก ก่อนจะเดินต่อไปยังยอดเขา เพื่อพบกับชานชาลาโล่งกว้าง สะพานนาคราชชั้นที่ 2 รวมถึงซุ้มประตู หรือ "ระเบียงคต" ซึ่งยาวเป็นประตูรั้วสุดโอ่อ่า และจุดนี้เองที่ทำให้ฉันต้องรีบปลีกตัว เพราะกลัวจะไปบดบังทัศนียภาพของเหล่าโมเดลสมัครเล่นทั้งหลาย
ทั้งนี้ยังมีสะพานนาคราชชั้นที่ 3 อยู่อีกช่วงหนึ่งก่อนถึงปราสาทประธาน อันเป็นศูนย์กลางของศาสนสถาน ภายในจะมีครรภคฤหะ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพที่สำคัญที่สุดคือ "ศิวลึงค์" …สัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะ
นอกจากนี้ บริเวณหน้าบันและทับหลังของตัวปราสาท มีภาพจำหลักแสดงเรื่องราวในศาสนาฮินดู ซึ่งภาพที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักมากที่สุดคือพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ ภาพแกะสลักที่พระนารายณ์นอนตะแคงบนหลังพญานาค โดยสะดือของพระนารายณ์จะมีดอกบัวผุดขึ้นมาและพระพรหมเองก็ถือกำเนิดบนดอกบัวระหว่างที่พระนารายณ์นอนหลับ ซึ่งต่อมา "ท้าวมหาพรหม" ได้ทำหน้าที่สร้างโลกและลิขิตชีวิตมนุษย์(พรหมลิขิต)นั่นเอง
เพลาเพลิน
วันรุ่งขึ้น ฉันเปลี่ยนบรรยากาศท่องเที่ยวด้วยการแวะมาผ่อนคลายและปลดปล่อยฮอร์โมนความห้าวที่สถานที่สุดชิคอย่าง เพลาเพลิน บูติค รีสอร์ท แอนด์ แอดเวนเจอร์ แคมป์ ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์
“เนื่องจากกระแสอาเซียนทางอีสานกำลังมาแรง จึงทำให้พี่เกิดประกายความคิดที่อยากจะอบรมภาษาอังกฤษให้กับเยาวชน โดยความโดดเด่นของเพลาเพลินไม่ใช่เป็นแค่สถาบันสอนภาษาทั่วไป แต่มีการผสมผสานการท่องเที่ยวไปด้วย เพื่อให้เหล่าเจ้าตัวจิ๋วได้เข้ามาฝึกทักษะและเรียนรู้สิ่งที่พวกเขาไม่รู้” พรทิพย์ อัษฎาธร กรรมการผู้จัดการเพลาเพลินบูติค รีสอร์ท กล่าวต้อนรับเราด้วยน้ำเสียงสดใส
เพลาเพลิน บูติค รีสอร์ท เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงศึกษาที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2556 หรือวันเด็กแห่งชาติที่ผ่านมา โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เยาวชนในภาคอีสานมีทักษะการใช้ภาษาอังกฤษอย่างรอบด้าน โดยมองว่าการเรียนภาษาให้ได้ความรู้ไม่จำเป็นต้องเรียนในห้องเรียนอย่างเดียว แต่อาจจะออกไปเรียนข้างนอกเพื่อกระตุ้นให้เด็กพูดภาษาอังกฤษและเรียนรู้เองอย่างเป็นธรรมชาติ
“พอคิดที่จะทำแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนแล้ว จึงเกิดคำถามต่อว่าจะทำยังไงให้แหล่งเรียนรู้นี้น่าสนใจ ถ้าเด็กมาแล้วต้องอยากมาอีก เลยเกิดไอเดียในการจำลองนำเอาสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่มีชื่อเสียงจากทั่วมุมโลกมาจัดเป็นฐานผจญภัย เพื่อเสริมทักษะเยาวชนในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ฝึกความเป็นผู้นำและความสามัคคี ฯลฯ เพราะกิจกรรมแอดเวนเจอร์เหล่านี้จะช่วยให้เด็กๆ เกิดการกระตุ้นที่อยากจะเข้ามาเรียนรู้ภาษาอังกฤษในสถานที่แห่งนี้มากขึ้น ที่นี่เราไม่ได้ให้เขาท่องจำแต่เป็นการปล่อยให้เด็กเขาเรียนรู้เอง เช่น กิจกรรมแอดเวินเจอร์ก็จะมีฐานกำแพงเมืองจีน ฐานหอเอนปิซา ฯลฯ ซึ่งสถานที่จำลองแต่ละแห่งจะมีข้อมูลของสถานที่แห่งนั้นทำเป็นป้ายบอร์ดเล็กๆ ให้เยาวชนที่ไปได้อ่าน มีทั้งภาษาไทย และภาษอังกฤษให้เรียนรู้ควบคู่กันไป”
กิจกรรมของฉันเริ่มด้วยการเดินชม 3D STREET ART เป็นการจำลองภาพ 3D ART ของสถานที่สำคัญในต่างประเทศ ซึ่งประกอบด้วย "น้ำตกไนแองการ่า" ซึ่งแบ่งพรมแดนระหว่างสหรัฐอเมริกากับแคนาดา "หอนาฬิกาบิ๊กเบน" ในประเทศอังกฤษ โดยจะมีจุดถ่ายภาพให้เสมือนยืนอยู่ในสถานที่นั้นจริงๆ สร้างความสนุกสนานแก่นักท่องเที่ยวในการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันถ่ายรูป เท่านั้นไม่พอเพราะช่วงนี้กระแสอาเซียนกำลังมาแรง เพลาเพลินจึงได้ทำห้องสตูดิโอถ่ายรูปและมีชุดประจำชาติของทั้ง 11 ประเทศในอาเซียนไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายกันอีกด้วย…(ฟรีไม่คิดค่าบริการเพิ่ม)
จุดถัดมาเราได้พบกับแก๊งค์สัตว์น้อยประจำอุทยาน ผู้สร้างความน่ารักและดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวผู้เมตตาเป็นอย่างดี ทั้งเจ้าแกะขนพองหนึ่งฝูง น้องม้าจอมแคระอีกสามตัว (ราคาเป็นแสนต่อตัว) พรทิพย์บอกว่า เจ้าม้าพวกนี้ล้วนเป็นเครื่องตัดหญ้าชั้นยอด เพราะอาหารของพวกมันคือหญ้าที่ปลูกอยู่ทั่วอุทยานนี่แหละ นอกจากนี้ยังมีหงส์สองคู่ ที่ชอบซุกซนออกไปเที่ยวข้างนอกอุทยานแล้วโดนชาวบ้านจับเป็นตัวประกันอยู่บ่อยครั้ง
สิ่งที่น่าสนใจไม่ได้มีแค่นี้ เพราะยังมี "กาลครั้งหนึ่งแกเลอรี" ที่สะสมของเก่าโบราณเพื่อให้เยาวชนรุ่นหลังได้เข้ามาเรียนรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตรวมไปถึงวิวัฒนาการทางวัฒนธรรม ประเพณี ความคิด และการใช้ชีวิตของคนรุ่นเก่า เช่น ตะเกียงโบราณ ที่มีอายุร่วม 200 ปี ซึ่งขอย้ำอีกครั้งว่าหากใครต้องการจะเดินทางไปท่องเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่นี้ขอแนะนำว่าให้เตรียมเมมโมรี่การ์ดกล้องถ่ายรูปไปให้เยอะๆ เพราะเป็นสถานที่ที่น่าถ่ายรูปอัพเฟซบุคทุกมุมเลย
“ขณะนี้เรากำลังก่อสร้างทำอุทยานดอกไม้ในพื้นที่ร้อยไร่ ซึ่งจะจัดแสดงดอกไม้เมืองหนาวและเทศกาลดอกไม้ต่างๆ อาคารพันธุ์เฟิร์นสกุลต่างๆ อาคารพันธุ์กล้วยไม้ ฯลฯ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน คาดว่าปลายปีนี้เราคงได้เห็นเทศกาลดอกทิวลิปเบ่งบานในภาคอีสานกันแล้ว พี่เชื่อว่ามันต้องสวยงามไม่แพ้ภาคเหนือเลยทีเดียว“
นอกจากนี้ พรทิพย์ยังเสริมว่า เพลาเพลินจะจัดกิจกรรมด้วยการนำโชว์ที่มีชื่อเสียงจากทั่วประเทศมาจัดแสดงในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดนักขัตฤกษ์อย่างสม่ำเสมอ ทำให้ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก
วันหยุดสุดเหวี่ยงแบบนี้ ไม่มีอะไรดีเท่ากับการได้ไปปลดปล่อยใจให้ธรรมชาติแห่งขุนเขาที่โอบล้อมคุณไว้สักครั้งที่บุรีรัมย์ ฤดูกาลแห่งสายฝนพรำนี้ ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวดีๆ อีกเยอะที่รอให้คุณไปสัมผัส และพร้อมที่จะสร้างความความทรงจำดีๆ เอาไว้ให้คุณอย่างๆ ไม่มีวันลืมเลือน
.........................
การเดินทาง
จากกรุงเทพฯ ไปบุรีรัมย์ได้ง่ายๆ โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) ถึงสระบุรีเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2 (มิตรภาพ) จากนั้นแยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 24 (โชคชัย-เดชอุดม) ผ่านอำเภอหนองกี่ อำเภอนางรอง แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ตัวจังหวัดบุรีรัมย์ ตามทางหลวงหมายเลข 218 รวมระยะทาง 410 กิโลเมตร หรือจากนครราชสีมา ตามทางหลวงหมายเลข 226 ผ่านอำเภอจักราช-ห้วยแถลง-ลำปลาย มาศ รวมระยะทาง 384 กิโลเมตร หรือถ้าจะขึ้นรถโดยสารประจำทาง ก็มีทั้งรถธรรมดาและรถปรับอากาศให้บริการทุกวัน สอบถามที่บริษัท ขนส่ง จำกัด โทร. 0 2936 1880, 0 2936 0657, 0 2936 0667 และ 0 2936 2852 ส่วนรถไฟก็น่าจะสะดวกดี มีรถไฟผ่านสถานีบุรีรัมย์ทุกวัน สอบถามที่ โทร. 0 2223 7010, 0 2223 7020 สุดท้ายเครื่องบิน สายการบินนกแอร์มีเที่ยวบินกรุงเทพฯ-บุรีรัมย์ แต่จะลงที่สนามบินอำเภอสตึก ต้องหารถเข้าตัวเมืองอีกประมาณ 40 กิโลเมตร สอบถาม call center โทร. 0 2728 4533
สำหรับปราสาทหินพนมรุ้ง ตั้งอยู่ที่เขาพนมรุ้ง บ้านตาเป็ก ตำบลตาเป็ก อยุ่ห่างจากตัวจังหวัดบุรีรัมย์ราว 44 กิโลเมตรถ้าใช้เส้นทางสายบุรีรัมย์-ประโคนชัย และ 50 กิโลเมตรถ้าใช้เส้นทางสายบุรีรัมย์-นางรอง สอบถามข้อมูลที่สำนักงานอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง โทร. 0 4463 1746 ส่วน เพลาเพลิน บูติค รีสอร์ท แอนด์ แอดเวนเจอร์ แคมป์ อยู่ห่างจากตัวเมืองบุรีรัมย์ประมาณ 34 กิโลเมตร โดยใช้ทางหลวงสายบุรีรัมย์-พุทไธสง สอบถามเพิ่มเติม โทร. 08 9202 2164 และ 08 9793 6226





