วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Jobs ไม่ได้แย่อย่างที่ลือ

นันทขว้าง สิรสุนทร เขียนถึง Jobs

หากจะฟันธงแบบ "กำปั้นทุบดิน" ว่าหนังในกลุ่ม biopic มักจะเจ๊งในบ้านเรา สินค้าใหม่อย่าง Jobs กับ Diana ก็คงจะไม่มีอนาคต...

แต่ในความเป็นจริง ตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา หนังที่เกี่ยวกับอัตชีวประวัติบุคคล หนังแบบนี้มักจะ "ไม่ได้เงิน" มากกว่า "ได้เงิน" และหนังที่ได้เงิน เห็นได้ชัดเจนว่า มาจากการ "เบ่งบวม" พล็อตเรื่องไปในทิศทางของดราติค มากขึ้นจากปรกติ

งานอย่างคานธีหรือ The Last Emperor ในทศวรรษที่ 80 นั้น เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า ถ้าหนังกลุ่มนี้จะได้เงิน ต้องเล่าเรื่องและมีท่าทีไปในทิศทางนั้น อานิสงส์อย่างหนึ่งที่งานพวก Biopic จะได้รับและพอจะมองเห็นก็คือ ต่อให้หนังไม่ดีมาก นักแสดงที่มารับบทก็มีโอกาสเข้าชิงออสการ์สูง เมื่อมีการประกาศรายชื่อออกมา

และเมื่อ แอชตัน คุชเชอร์ มีข่าวว่าเขาจะเข้าชิงออสการ์ 2014 มันก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า มาจากเรื่อง Jobs ที่กำกับโดย Joshua Michael Stern

เหมือนหลายๆ คนที่ถูกนำมาขึ้นจอสู่หนังหลายเรื่อง ผู้กำกับมักนำมาตีความทั้งใหม่และเก่าตามแต่ทัศนคติของคนเขียนบท สตีฟ จ๊อบส์ ไม่ได้ต่างจาก บ๊อบ ดิแลน ที่มีคนมองเขาสุดขั้วทั้งสองด้าน สิ่งที่ทีมงานหนังเรื่องนี้อาจจะรู้สึกน้อยใจได้บ้างก็คือ หลังจากหนังเรื่องนี้ยังไม่ฉายในไทย ก็มีความเห็นจากคนกลุ่มหนึ่ง (ที่ไม่รู้ว่าดูหรือยัง) พากันโพสต์ว่ามันคือหนังห่วย และอ้างถึงคะแนนแค่ 5.5 เต็ม 10 หรือดาวดวงเศษๆ จากเว็บชื่อดัง มาฉายภาพของมัน

แต่นั่นแหละครับ วิธีที่พิสูจน์ได้ดีกว่าคะแนนในเว็บ หรือจากทัศนะของนักวิจารณ์ก็คือ การไปดูด้วยตัวเอง

และเมื่อได้ดูตัวเองในรอบแรกที่เพิ่งฉายไปเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา (9 กันยายน) ผมคิดว่าในภาพรวม หนังเรื่อง Jobs ไม่ได้มีอะไรห่วยแตกหรือเลวร้ายอย่างที่ลือกันตามเว็บ

ชื่อ สตีฟ จ๊อบส์ นั้นแสนสั้น แต่ชีวิตของเขานั้นใหญ่โตมาก การหยิบเอาเรื่องมาสร้างในหนัง จึงต้องเลือกแค่ part หนึ่งมาทำ ทีนี้ก็อยู่ที่ว่าทีมงานจะเขียนส่วนไหน (ซึ่งโดยมาก คนที่ตายไปแล้วและนำมาทำเป็นหนัง มันเป็นส่วนยกย่องเชิดชูมากกว่าทำลาย) จ๊อบส์ในหนังล่าสุด ถูกวางเรื่องราวไปตามพื้นฐานของหนัง คือเริ่มต้นที่มา ผ่านจุดพลิกผัน และแรงบันดาลใจ โดนโค่นล้มและกลับมาเอาชนะอุปสรรค

แอชตัน คุชเชอร์ มารับบทเป็น สตีฟ จ๊อบส์ และผมคิดว่าเขาทำหน้าที่ได้น่าพอใจ แววตา สีหน้าและบุคลิกที่ดึงเอาด้านมืดของตัวเองออกมาเล่น เราได้เห็นการออกจากกรอบและระบบตั้งแต่วัยหนุ่มของ จ๊อบส์ อาทิ การไม่เรียนหนังสือ, การปฏิเสธความคิดทางบ้านและผู้ใหญ่ และมุ่งมั่นไปในเส้นทางที่เชื่อมั่น หนังโฟกัสที่สิ่งซึ่งเจ้าพ่อแอ๊ปเปิ้ลต้องเจอ ไม่ว่าจะเป็นการล้มลง การถูกหักหลัง และบ่วงกรรม (private trap) ที่เขาผูกขึ้นมาเอง

เส้นของพล็อตนั้น มีปัญหาให้เห็นชัดเจนนะครับ หนังเรียบ นิ่งเกินไป และไม่ราบรื่น (ทั้งที่ควรจะไหลลื่น) ร่องรอยที่สะดุด มีให้รู้สึกอยู่เป็นระยะๆ อย่างน้อยก็สามครั้งที่หนังต้องการจะพลิกผันไป ครั้งแรกเกิดจากการที่ จ๊อบส์ แตกกับเพื่อน ครั้งที่สอง ตอนที่เขาโดนให้ออกจากบริษัท และตอนที่เป็นแผลใหญ่ของหนังก็คือ หลังจากไปปลูกพืนผักสวนครัว(ฮา) รักษาแผลใจ จู่ๆ ผู้บริหารของ apple ก็กลับมาง้อเขา

อย่างหลังนี่แหละ ที่หนังโดดข้ามและล่องลอย ไม่มีที่มาที่ไป (และทีมงานหนังจะคิดเอาเองว่า คนดูรู้เรื่องแล้วเพราะอ่านหนังสือไม่ได้ เพราะหลายคนไม่ได้เป็นสาวกของ จ๊อบส์) การฉายภาพที่แววตาของ จ๊อบส์ ด้วยการใช้สายตาคิดอะไรแป๊ปเดียวออกนั้น มันไม่พอที่จะบอกว่าเป็นแรงบันดาลใจของเขา เพราะสิ่งนี้ ไม่สามารถส่งต่อให้กับคนดูทั้งโรงได้

จุดที่ แอชตัน คุชเชอร์ สอบผ่าน ก็คือการทำให้เราเห็นถึงแรงขับ หรือ passion ของ จ๊อบส์ ที่ทำให้เกิดแรงฮึดและการถาโถมไปยังชีวิตที่เขาเชื่อมั่น แต่การ "เชื่อม" แต่ละส่วนในหนัง ตั้งแต่ ต้น กลาง ปลาย นั้น ไม่มีอะไรเลยที่หนังผูกและโยงเอาไว้ คนดูจึงรู้สึกว่า แม้จะเข้าใจ (หรืออย่างน้อยรับรู้มาก่อนจากหนังสือ) แต่มัน "ขาดจากกัน" และหนังแลนดิ้งลงไม่นุ่มนวล แบบที่ควรจะเป็นในหนังกลุ่ม biopic

มุมหนึ่ง ผมรู้สึกเสียดายที่หนังไม่ได้นำเสนอส่วนที่เป็นความขัดแย้งระหว่างบริษัทของเขากับดรีมเวิร์คของ สปีลเบิร์ก ตอนที่ทำเรื่องแอนิเมชั่นต่อสู้กัน แต่ถึงอย่างไร นี่ไม่ใช่หนังที่ดูแล้วผิดหวัง แต่อาจเป็นงานที่ไปไม่ถึงผลที่สูงสำหรับคนที่คาดหวังไว้มาก

ความคิดหนึ่งที่ผมได้รับเมื่อดูหนังจบ ก็คือ มนุษย์ไม่ว่ามหัศจรรย์แค่ไหน เก่งปานใด หรือมีอำนาจในมืออย่างไร

ถ้าเอาตัวเองเป็น "ที่ตั้ง" ก็มีช่วงเวลาที่ไร้เพื่อน

สตีฟ จ๊อบส์ ก็ไม่ได้เป็น "ข้อยกเว้น".