วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

"จิตธนา อินทุยศ" โค้ชกีฬา "ขาเหล็ก"

"ลัดดา แทมมี ดักเวิร์ธ" คือตัวแทนของผู้หญิงไทยที่มีหัวใจแข็งแกร่งในอเมริกา "จิตธนา อินทุยศ" ก็เป็นโค้ชกีฬาไทยที่ไม่เคยยอมแพ้แม้จะ "พิการ"

หลังปิดประตูห้องพักเรียบร้อย เธอก็ค่อยๆ หย่อนตัวลงบนเตียงขนาดใหญ่กลางห้อง สองมือปลดกระดุมกางเกงช้าๆ เธอยกสะโพกขวาขึ้นเล็กน้อย แล้วค่อยๆ บรรจงถอดกางเกงออกมาวางพาดไว้ข้างๆ หลังจากนั้นก็ทำการ "ถอดขา" ซึ่งเป็นกิจวัตรที่ทำมานานเกือบ 2 ปี นับตั้งแต่วินาทีที่ต้องสูญเสีย "ขาซ้าย" ไปในระหว่างปฏิบัติงาน


จิตธนา อินทุยศ อาจเป็นชื่อที่ไม่คุ้นหูผู้ฟังทั่วไปเท่าไรนัก แต่ถ้าหากไถ่ถามกันในวงการวอลเล่ย์บอลไทย ใครๆ ก็รู้จัก "หญิงเหล็ก" คนนี้


เป็นเวลากว่า 10 ปีที่ "จงจิต" หรือ "จิตธนา" ทำหน้าที่ "ผู้ฝึกสอน" ให้กับนักกีฬาวอลเล่ย์บอลของไทย โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ภาคเหนือ จนสามารถคว้าแชมป์ระดับภูมิภาคและระดับประเทศมาแล้วหลายรายการ หลังจากนั้นเธอก็หันมาจับกีฬาฟุตบอลและฟุตซอล โดยสร้างทีมนักกีฬาขึ้นมาใหม่และไต่ระดับความแรงขึ้นมาเรื่อยๆ


ด้วยลีลาการสอนที่ดุดัน ตรงไปตรงมา ใครๆ จึงตั้งฉายาให้เธอว่า "กุนซือจอมดุ" ผู้ที่มีอนาคตไกล แต่...หลังเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ชีวิตของผู้ฝึกสอนกีฬาที่เคยรุ่งโรจน์โด่งดังก็พลิกผันไปอีกทาง จิตธนาสูญเสียขาซ้ายกลายเป็น "คนพิการ" แต่หัวใจของเธอยังมีคำว่า "กีฬา" อยู่เต็มเปี่ยม

โค้ช "หญิงเหล็ก"


จิตธนาขยับขาที่มีอยู่เพียงครึ่งท่อน ก่อนจะเล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้เธอเป็นข้าราชการครูอยู่ที่โรงเรียนวัดโป่งหม้อข้าว จังหวัดพิษณุโลก เธอฝึกสอนกีฬาวอลเล่ย์บอลให้กับเด็กๆ จนพาเข้าแข่งขันในระดับประเทศหลายรายการ จากนั้นจึงย้ายไปอยู่ที่โรงเรียนวัดอรัญญิกในจังหวัดเดียวกัน พร้อมกับปรากฏการณ์ใหม่ นั่นคือ ทีมวอลเล่ย์บอลหญิงแห่งภาคเหนือที่ใครๆ ก็เข็ดขยาด เพราะความสามารถ "ใหญ่" เกินตัว


...จอมยุทธ์น้อยจากเมืองเหนือ...ยอดนักตบแห่งวัดอรัญญิก...วัดอรัญญิกแชมป์ลูกยางพาวเวอร์ภาคเหนือ...นัดชิงไม่พลิก! บางมูลนากฯ อรัญญิกแชมป์...เต็ง 1 สาวอรัญญิกไม่พลิก อัดเจ้าถิ่นคารัง...


นี่เป็นส่วนหนึ่งของพาดหัวข่าวระหว่างที่จิตธนาทำทีมวอลเล่ย์บอลให้กับโรงเรียนวัดอรัญญิก และตระเวนไปคว้ารางวัลจากการแข่งขันหลายรายการ แน่นอนว่า วอลเล่ย์บอลเป็นกีฬาที่จิตธนารักมาก และก็ทำออกมาได้ดี จนคณะกรรมการมอบรางวัล "ผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยมระดับประเทศ" ในการแข่งขันวอลเล่ย์บอลเครือซิเมนต์ไทย ประจำปี 2537 ให้กับเธอ


"ความฝันจริงๆ คือการเป็นผู้ฝึกสอน การเป็นผู้ฝึกสอนวอลเล่ย์บอลเป็นความฝันที่ชอบที่สุด และมันก็ยากที่สุดด้วย เพราะเป็นงานที่ละเอียดมาก กว่าเด็กจะขึ้นไปเพอร์เฟคขนาดนั้นได้ ต้องใช้ความพยายามและความอดทน"


วิธีการฝึกของจิตนาคล้ายระบบฝึกของทหาร คือเน้นความมีระเบียบวินัย และความอดทน นอกจากนี้เธอยังสอนเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนการใช้ชีวิตทุกๆ อย่างในสังคม


"เราสอนกันเหมือนเราเป็นแม่เขาทุกคน เราสอนให้เขาอยู่กันแบบพี่แบบน้องจริงๆ และเราก็ตั้งใจให้เขาเป็นครอบครัวหนึ่ง อาจจะไม่ใช่ครอบครัวแรก แต่เป็นครอบครัวที่สองที่เขาจะจดจำกันไปนาน"


ภาพจำที่ทุกคนมีต่อจิตธนา นั่นก็คือ ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ขับรถกระบะคันเก่าๆ พาเด็กสาว 12 คน เดินทางไปทั่วตั้งแต่เหนือจรดใต้ เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาวอลเล่ย์บอลทัวร์นาเม้นท์ใหญ่ๆ ระดับประเทศ จนใครๆ ก็รู้จักเธอในชื่อ "หญิงเหล็กแห่งวงการวอลเล่ย์บอล" ซึ่งหลังประสบความสำเร็จเป็นแชมป์ระดับประเทศ จิตธนาก็เนื้อหอมไม่เบา มีโรงเรียนดังๆ ชวนเธอไปเป็นผู้ฝึกสอนนักกีฬามากมาย แต่สุดท้ายเธอเลือก "โรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม" ด้วยเหตุผลว่า อยู่ภาคเหนือเหมือนกัน


"เรามีอุดมการณ์ที่อยากสร้างเด็กต่างจังหวัด อยากสร้างเด็กนอกเมืองให้เขามีโอกาส เราก็เลยมาสร้างตรงนี้ จากเมื่อก่อนภาคเหนือเป็นทีมไม้ประดับ มันก็ค่อยๆ ขยับขึ้นมาเรื่อยๆ จนตอนหลังใครจะเล่นด้วยถ้าไม่พร้อมจริงๆ ก็จะเหนื่อยมาก หืดขึ้นคอ เพราะระบบทีมของเราดีมาก แล้วครูเคยโดนสบประมาท คือตอนเราได้แชมป์ประเทศไทยอายุแค่ 14 ปี มีบางคนบอกว่า เราทำได้แค่เบสิกเท่านั้น แต่หลังจากเราย้ายไปอยู่กำแพงเพชร ภายใน 10 ปี เขาก็ได้เห็นว่า จากเด็กเล็กๆ ที่สร้างมาตั้งแต่ 14 ปี ขยับขึ้นมาเป็น 16 ปี 18 ปี และระดับประชาชน สามารถไปตีกับพี่ๆ ทีมชาติได้อย่างไม่อาย หลังจากนั้นเขาก็ไม่พูดอีกเลย


นักกีฬาของเราเคยได้สิทธิ์เป็นนักกีฬาทีมชาติ 2 ตัว แต่พอไปสัมผัสตรงนั้น เราคิดว่าวงการกีฬาโรยด้วยกลีบกุหลาบ สวยหรู แต่มันไม่ใช่เลย เราไปสะดุดตรงที่ว่า "ทำไมอาจารย์ไม่เข้าใจคำว่า โกงเพื่อชาติ" เขามาหาครูถึงสนามซ้อมเลยนะ ให้โกงอายุเด็กลง 2 ปี ครูผิดหวังมาก บอกเขาว่า เราทำไม่ได้ เขาก็เลยเหมือนแอนตี้ว่าเราปรับตัวเข้ากับตรงนั้นไม่ได้ คือเรายอมปรับตัวเข้าไม่ได้ดีกว่าให้เด็กมาเคาะโลงแล้วบอกเราว่า หนูติดทีมชาติเพราะอาจารย์โกงอายุหนู เรายอมให้เขาแอนตี้เรา ดีกว่ายอมเอาศักดิ์ศรีไปแลกมันมา ก็เลยหันหลังให้กับวงการวอลเล่ย์บอล"

โค้ช "ขาเหล็ก"


หลังจาก "อกหัก" จากกีฬาที่รักแสนรัก จิตธนาก็โอนย้ายตัวเองจากจังหวัดกำแพงเพชรกลับมาเป็นครูที่โรงเรียนบางกระทุ่มพิทยาคม จังหวัดพิษณุโลก แล้วเริ่มต้นรักใหม่อีกครั้งกับกีฬาฟุตบอลและฟุตซอลที่เธอมีความถนัดต่อจากวอลเล่ย์บอล แน่นอนว่า เธอทำมันออกมาได้ดีไม่แพ้กัน


ระหว่างรับราชการอยู่ที่โรงเรียนบางกระทุ่มพิทยาคม จิตธนาปั้นนักกีฬาและส่งทีมกีฬาฟุตบอล ฟุตซอล เข้าร่วมแข่งขันกีฬาระดับเขตพื้นที่การศึกษา ระดับจังหวัด ระดับเขตการศึกษา ระดับภาค 5 และระดับประเทศ จนมีชื่อเสียงโด่งดัง ทว่า วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2555 รถทัศนศึกษาของโรงเรียนบางกระทุ่มพิทยาคมเกิดอุบัติเหตุพุ่งชนท้ายรถพ่วงที่จอดอยู่ข้างทาง เป็นเหตุให้ครูจิตธนา ซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้าบาดเจ็บสาหัส สุดท้ายแพทย์สั่งตัดขาเพราะกระดูกแตกทั้งหมด จากโค้ชที่เคยวิ่งซ้อมกีฬาได้ทุกๆ วัน กลายเป็นคนพิการขาขาดไปในพริบตา


"นอนอยู่บนเตียงเดือนแรกเด็กยังโทรหาอยู่เลย อาจารย์ครับทีมยังซ้อมนะครับ ปลายเดือนมีแข่งอาจารย์จะมาดูเรามั้ยครับ ครูลุกขึ้นมาต่อสู้อีกครั้งเพราะเด็กๆ ด้วย เด็กๆ ร้องไห้ร้องห่ม แล้วเราเป็นคนไม่เคยร้องครวญคราง เด็กก็ทึ่งในความเข้มแข็ง เด็กๆ พับนกมาให้เป็นลังๆ เขาซ้อมอะไรเขาก็จะโพสในเฟซบุคให้เราดู เขาซ้อมกันเอง มีวินัย แล้วมีความหวังว่า เวลาแข่งครูต้องมา แล้วมีแมทหนึ่งครูไปไม่ทัน เป็นการแข่งระดับอำเภอ แล้วก่อนแข่งเขาประสานเสียงกันว่า "สู้เพื่อแม่" ครูน้ำตาไหลเลย"


ความพิการอาจเป็นอุปสรรคสำหรับคนที่ท้อแท้ แต่หญิงเหล็กที่ชื่อจิตธนา ไม่มีคำว่าอ่อนแอในตำราการใช้ชีวิต อย่างไรก็ตาม "ความพิการ" ทำให้การทำงานของเธอในโรงเรียนเก่าไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จิตธนาจำเป็นต้องย้ายตัวเองออกมา แล้วหา "บ้านใหม่" ที่พร้อมให้การสนับสนุนคนพิการอย่างเธอ สุดท้ายก็ได้รับความเห็นใจจากผู้อำนวยการโรงเรียนจ่านกร้อง จังหวัดพิษณุโลก ดำเนินการให้เข้ามาในฐานะ "ครูช่วยราชการ"


"พิการแล้วจะเป็นโค้ชได้เหรอ" นี่ไม่ใช่คำสบประมาท แต่เป็นคำถามที่เกิดจากความสงสัยของเด็กชายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นนักเรียนที่จิตธนากำลังปลุกปั้นให้เป็นนักกีฬาฟุตซอลประจำโรงเรียนจ่านกร้อง จังหวัดพิษณุโลก แน่นอนว่า ถ้อยคำอาจบาดลึก แต่นั่นเป็นแรงฮึดที่ทำให้เธอลุกขึ้นมา "สู้" อีกครั้ง และก็ไม่ทำให้ผิดหวัง จิตธนาพาลูกทีมเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาจังหวัดพิษณุโลก จนสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 ประจำปี 2556 มาครองได้สำเร็จ


"มาปั้นทีมให้โรงเรียนจ่านกร้องตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2556 จากที่ไม่มีทีมฟุตซอลของตัวเอง ครูก็มาปั้นทีมให้ คือจริงๆ จ่านกร้องมีนักฟุตบอลเยอะแยะ แต่เด็กจะเล่นสะเปะสะปะ เหมือนบอลงานวัด ไม่มีใครทำทีม ครูเข้ามาก็เลยมาทำทีม แล้วก็พาเขาไปแข่ง แมทแรกเราตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย แต่พอมาล่าสุดได้ที่ 4 ฟุตซอลอายุไม่เกิน 14 ปี งานกีฬาจังหวัด จากบางคนที่ไม่เข้าใจ บางคนก้าวร้าว พอผ่านอุปสรรคจนแมทที่ 2 เราเข้ารอบได้ เด็กๆ ก็เข้าใจมากขึ้น เด็กที่เคยก้าวร้าวก็มาขอโทษ เขาบอกว่า เขารักฟุตซอล เขาขอโทษที่แสดงความก้าวร้าว หลังจากนั้นก็ไม่มีอีกเลย"

ด้วยความรักในกีฬา จิตธนาจึงยืนยันว่า จะยังคงสถานะ "ผู้ฝึกสอนที่ดี" ของเด็กๆ ต่อไป แม้ร่างกายจะไม่ครบ 32 เหมือนแต่ก่อนก็ตาม

"ตอนนี้ใส่ขาใหม่(ขาเทียม) ก็รอให้ช่วงต้นขาเลิกถลอกก่อน เพราะว่าข้างในมีแกน พอมันเสียดสีก็เหมือนกางเกงในบาด ลอกเป็นแผ่นๆ เลย ต้องรอให้แผลหายก็จะเดินได้ ถามว่าทำไมครูรีบเปลี่ยนขา ครูอยากซ้อมเต็มที่ เพราะอีกไม่นานพวกเด็กๆ จะต้องแข่ง สพฐ. แล้ว เราต้องให้เด็กได้อย่างเต็มที่"


ไม่มีใครรู้ว่า ความเจ็บปวดที่เธอได้รับนั้นแสนสาหัสขนาดไหน เพราะเธอเก็บมันไว้อยู่ภายในใจคนเดียว และภาพที่ทุกคนเห็นจนเจนตาก็คือผู้หญิงคนหนึ่งซึ่ง "เอาชนะ" โชคชะตาที่เลวร้ายของตัวเองได้ด้วยหัวใจและความอดทน

.....................................


จากใจถึงใจ

ปุณญดา ศรีวิเชียร อดีตนักวอลเล่ย์บอลยอดเยี่ยม

"อาจารย์เหมือนแม่อีกคนที่คอยอบรม ปลูกฝัง สั่งสอน ความมีระเบียบวินัย ความอดทน ทั้งเรื่องกีฬา ทั้งเรื่องส่วนตัว อาจารย์เป็นผู้หญิงที่เก่ง และแกร่งมาก เอาเด็กๆ จากต่างบ้านกันมาฝึกกีฬา มากิน มานอน มาเรียน มาอยู่ในที่เดียวกัน อาจารย์ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายทุกๆ อย่าง ยอมควักกระเป๋าเอง เพราะกว่าจะทำทีมให้เป็นที่รู้จักได้ต้องใช้ทุนเยอะ ทั้งค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าเสื้อผ้า ชุดแข่ง ค่าน้ำมัน ดูแลกันทุกเรื่องจริงๆ หรืออย่างการขับรถพาพวกเราไปแข่งกีฬาในที่ต่างๆ ไกลมากๆ อาจารย์ก็ขับเอง เงินน้อยไม่มีค่าพักโรงแรมอาจารย์ก็ติดต่อโรงเรียน วัด ขับหาที่พักให้พวกเราจนได้ อาจารย์เหนื่อยมากแต่ไม่เคยท้อเลย อาจมีบ้างแต่อาจารย์ก็สู้ตลอด พาพวกเราสู้ไปด้วย อาจารย์ส่งพวกเราจนถึงฝั่ง ตอนนี้เรามีงานทำ มีครอบครัวที่ดี แต่เรามั่นใจว่า อาจารย์ไม่เคยทิ้งเรา ยังคงติดตามและคอยยินดีกับความสำเร็จของลูกศิษย์ที่สร้างมากับมืออย่างแน่นอน"

เรวดี อินแตง อดีตนักกีฬาวอลเล่ย์บอลชายหาด


"ตอนแรกไม่อยากเล่นชายหาดหรอก เพราะมันเหนื่อยมาก และมันต้องตากแดด(หัวเราะ) แต่มันเป็นหน้าที่ที่อาจารย์มอบหมายให้ เราก็ต้องทำ คืออาจารย์เขาเป็นคนที่มองเกมส์ขาด เขารู้ว่าวอลเล่ย์บอลชายหาดมันเล่นแค่ 2 คน เพราะฉะนั้น 2 คนนี้นอกจากจะแข็งแรงแล้วยังต้องฉลาดเล่นด้วย เราก็รู้สึกว่า อาจารย์เขาเลือกเรานะ เราก็ต้องเต็มที่กับมัน รางวัลสูงสุดคือได้รองชนะเลิศอันดับ 2 วอลเล่ย์บอลชายหาด จากการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 31 จังหวัดระยอง หรือเกาะแก้วเกมส์ ตอนนั้นที่ 1 กับที่ 2 มีพี่ทีมชาติอยู่ด้วย เราได้ที่ 3 ก็ถือว่าสูงสุดแล้ว เรารู้สึกว่า ชีวิตอาจารย์ทุ่มเทมาตลอด โดยไม่เคยนึกเลยว่าจะมีอุปสรรคอะไรเข้ามาในชีวิต อย่างเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เราเป็นห่วงมาก แต่สิ่งที่เราทำได้คือให้กำลังใจ เราชื่นชมอาจารย์ที่อาจารย์เข้มแข็ง ถึง ณ จุดนี้แล้วอาจารย์ก็ยังไม่ยอมแพ้ และไม่เคยท้อ เราก็จะเป็นกำลังใจให้กันตลอดไป"

สุวัฒน์ กลิ่นชาวนา ครู คศ.1 โรงเรียนบ้านกลางพิทยาคม อ.วังทอง จ.พิษณุโลก


"หลังประสบอุบัติเหตุผมมาอยู่ที่โรงเรียนบ้านกลางพิทยาคมแล้ว แต่อาจารย์ก็ยังไม่เลิกทำทีม อาจารย์ยังฝึกซ้อม ยังพาไปแข่ง หรือบางงานที่อาจารย์ไปไม่ได้ อาจารย์ก็ยังใช้เทคโนโลยีทุกช่องทางเพื่อให้กำลังใจเด็กๆ สอนเด็กๆ วางระบบในการแข่งขันให้ ส่วนผมมาอยู่ที่โรงเรียนบ้านกลางพิทยาคม ผมก็มาทำทีม แล้วก็เคยเจอกับอาจารย์ด้วย ผมนำสิ่งที่ได้จากอาจารย์มาสอนนักฟุตบอลของผมหลายเรื่องมากๆ ผมเอามาปรับใช้ จนตอนนี้ที่โรงเรียนของผมก็มีทีมฟุตบอล ฟุตซอล ตะกร้อ สิ่งที่ผมจำขึ้นใจคืออาจารย์จะสอนเรื่องความรอบคอบ ทำให้อะไรให้คิดให้รอบคอบ ผมจึงเป็นคนระมัดระวังในการทำงานมาก จริงๆ อาจารย์เป็นรุ่นแม่ผมแล้ว ผมรักอาจารย์เหมือนแม่คนหนึ่ง ผมเคยเป็นนักเรียนของอาจารย์ แต่พอวันหนึ่งผมมาเป็นผู้ช่วยฝึกสอน อาจารย์ก็ยังให้เกียรติเราในการทำงาน สอนเราเหมือนลูกหลานคนหนึ่ง ซึ่งตรงนี้ผมภูมิใจมาก"