วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เสม็ด' สะเด็ดน้ำมัน

หลังภารกิจ "ซับน้ำมัน" ทะเลเสม็ด ยังเหลือ "คราบน้ำตา" และ "ฟองน้ำลาย" ที่รอการเยียวยา รวมทั้งความรับผิดชอบ

ไม่ว่าจะคำให้สัมภาษณ์ถึงความปลอดภัยจะจุดชนวนจนกลายเป็นเสียงโจษขานในวงสังคม รวมทั้งโลกออนไลน์มาจนถึงตอนนี้ หรือกระบวนการจัดการคราบสารประกอบออกไซด์จะไปสิ้นสุดลงตรงไหน แต่ดูเหมือนว่า น้ำมันดิบกว่า 50,000 ลิตรที่ลอยอยู่บริเวณอ่าวพร้าวตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้กลายเป็นภาพจำสำหรับ "เสม็ด" ในวันนี้ไปแล้ว

อุบัติเหตุน้ำมันรั่วจากท่อส่งขณะขนถ่ายน้ำมันดิบจากทุ่นรับน้ำมันดิบของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ที่เปลี่ยนหน้าหาดตลอด 1.5 กิโลเมตรของอ่าวพร้าวกลายเป็นสีดำสนิท หลังใช้ความพยายามกว่า 2 สัปดาห์ในการทำให้น้ำทะเลบริเวณนั้นกลับมาสู่สภาพเดิมด้วยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน

จนที่สุด หน้างานเหลือฟิล์มน้ำมันเคลือบอยู่บนผิวน้ำ กับซากของเหลวที่ฝังตัวอยู่ในชั้นทราย และแนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกันกับโขดหิน ที่รอ "บิ๊กคลีนนิ่งเดย์" ในวันที่ 10 สิงหาคม 2556 ที่จะถึงนี้

แต่ในแง่ผลกระทบต่อเนื่องทั้งสิ่งแวดล้อม หรือวิถีชีวิตของชาวเสม็ดเอง ทั้งหมดล้วนแต่เป็นสมการต่อเนื่องที่ไม่อาจมองข้ามไปได้

- 1 -

ความจอแจของการจราจรบนถนนสายหลักหลังจากเลี้ยวรถเข้าสู่ เทศบาลบ้านเพ ไปจนถึงท่าเรือโดยสาร ทำให้เห็นว่า ชีวิตของคนที่นี่ยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ เสียงเรียกจากเด็กรถ หรือนายท่า ปะปนไปกับโทรโข่งของพนักงานปตท. เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่ต้องการเดินทางไปยังเกาะเสม็ด

ตั้งแต่บัตรคิวเดินทาง ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ ทั้งของสด ของแห้ง ถูกแบ่งสรรปันส่วนพื้นที่บนเรือรับจ้างข้ามฟากระหว่างฝั่งนี้กับฟากโน้น พนักงานบริษัท จิตอาสา ชาวบ้าน นักข่าว แรงงานต่างด้าว ล้วนลงเรือลำเดียวกัน

นอกจากสารทุกข์สุกดิบที่ทักทายกันตามประสา หัวข้อสนทนามักหนีไม่พ้น "คราบน้ำมัน"

"เอาไม่ทันเลย" ชายหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยขึ้นหลังจากคุยกับเพื่อนร้านส้มตำ กับร้านมอเตอร์ไซค์ให้เช่ามาได้พักหนึ่ง เขาหมายถึง ปริมาณข้าวกล่องที่ถูกสั่งจากอ่าวพร้าว ทำให้ร้านอาหารที่ตัวเองทำงานด้วยบนฝั่งค่อนข้างยุ่งตั้งแต่ตี 3

"5,000 กล่องก่อนเที่ยง บางทีก็สั่งวันละ 5-6 รอบ" นั่นแหละที่เขา "เอา" ให้ไม่ทัน

ทั้งราคาถูกกว่า และปริมาณมากกว่าน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้มีออเดอร์ข้ามมาฝั่งแผ่นดินใหญ่มากกว่าสั่งข้าวที่เกาะเพื่อให้พอกับคนทำงาน ที่กะเกณฑ์คร่าวๆ ไม่ต่ำกว่าหลักพันในแต่ละวัน จนเมื่อไม่กี่วันก่อน คนในพื้นที่เริ่มหายหน้าไปเยอะ จึงมีให้ได้ยินบ้างว่า เริ่มสั่งร้านข้าวบนเกาะแทน

"แต่ก็เงียบนะ" สาวผมทองเจ้าของลายกราฟฟิกแปลกตาที่แขน ลูกจ้างร้านส้มตำตรงอ่าวน้อยหน่ายอมรับ หรืออย่างที่เพื่อนสาวในไลน์ธุรกิจมอเตอร์ไซค์เช่าเล่าให้ฟังว่า เมื่อวันก่อนเป็นครั้งแรกตั้งแต่ทำงานที่ปล่อยรถไม่ได้สักคัน

-2-

เมื่อถึงฝั่ง เสียงตะโกนเรียกเก็บเงินสำหรับนักท่องเที่ยวเป็นค่า "เหยียบแผ่นดิน" ของท่าเรือเทศบาลตรง "อ่าวกลาง" ดูจะไม่ค่อยเป็นที่ใส่ใจของคนผ่านท่าสักเท่าไหร่ เพราะตั้งแต่เรือเที่ยวแรกเทียบท่า ส่วนใหญ่ผู้โดยสารที่ข้ามฝั่งมามักจะเป็นพนักงานฯ และอาสาสมัครที่มาช่วยเก็บกวาดความเรียบร้อยของคราบน้ำมันที่ยังเจือทะเลเสม็ดฟากตะวันตกอยู่

ไม่เกิน 10 นาที ผู้คนที่ทยอยมาเข้าแถวจะถูกนับเพื่อให้จำนวนพอดีกับกระบะท้ายรถ "แท็กซี่" ที่รับจ้างวิ่งอยู่ทั่วเกาะ

"ไป-กลับเที่ยวละ 500 บาทครับ" วิชา จันทรพิทักษ์ จากชมรมรถโดยสารเกาะเสม็ด เล่าถึงรายได้ในการออกรถแต่ละครั้ง

โดยปกติรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายของเขา และเพื่อนๆ วินรถโดยสารกว่า 60 คิวนั้นจะตกเฉลี่ยราว 1,000 บาทต่อวัน สำหรับหน้ามรสุมแบบนี้ แต่ถ้าเป็นฤดูท่องเที่ยวแล้วล่ะก็ แบงค์พันในกระเป๋าก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 3,000 - 4,000 บาทต่อวันทีเดียว

เมื่อเสม็ดจมน้ำมันไปเมื่ออาทิตย์ก่อน ปริมาณนักท่องเที่ยวที่ขึ้นท่ามาก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัดในความรู้สึกของพวกเขา แต่ในวิกฤติก็ยังมีโอกาสอยู่ เพราะการเช่าเหมารถรับ-ส่งคนที่มาลงพื้นที่อ่าวพร้าวนั้นก็ทำให้วินรถ (และเรือข้ามฟาก) ที่นี่ กำเงินได้เยอะไม่น้อย

"เห็นว่าได้วันเป็นแสนกันเลยเหรอ" ใครบางคนเอ่ยถาม เขาได้แต่ยิ้ม และหัวเราะแทนคำตอบ

-3-

"ผมรอนักข่าวมาสัมภาษณ์นานแล้ว" เสียงของ สุขุม แสนคำ ผู้ประกอบการเช่าทำธุรกิจห้องพัก และโปรแกรมท่องเที่ยว ที่ธุรกิจครอบครัวกระจายอยู่แถบตะวันออกของเกาะได้รับผลกระทบจากมวลน้ำมันก้อนนี้

ไม่ว่าจะทางไหน หลังจากที่ข่าวเสม็ดจมน้ำมันเป็นข่าวไปทั่วทั้งหน้าหนังสือพิมพ์ จอโทรทัศน์ หรือในโลกออนไลน์ "แขก" ที่เคยมีไม่ขาดสายไม่ว่าจะเป็นช่วงไฮซีซั่น หรือโลว์ซีซั่น ก็หายหน้าไปทันที

"มันกระทบอย่างเห็นได้ชัดเลย ถึงไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติก็ยังมีนักท่องเที่ยวคนไทยมาบ้าง หน้าโลว์อย่างนี้ รายได้ต่อวัน 2,000 บาทนี่สบายๆ ยิ่งถ้าเป็นหน้าไฮบางวันหลักหมื่นเลยนะ แต่นี่ นั่งมาตั้งแต่เช้า ยังไม่มีนักท่องเที่ยวผ่านมาสักคน"

เหมือนกับ เจ๊ดา - ลัดดา คล้อยสุวรรณ เจ้าของร้านอาหารเจ๊ดาซีฟู๊ด ที่ตั้งอยู่ระหว่างทางไปหาดทรายแก้ว ที่ช่วงนี้ต้องมีทัวร์จีน ทัวร์รัสเซียผ่านหน้าร้านมาให้แวะทักบ้าง แต่ที่ผ่านมา นอกจากนั่งตบยุงรอช่วงบ่าย ลูกค้าก็จะเป็นคนบ้านเดียวกันไปเสียหมด รายได้จากวันละไม่ต่ำกว่า 3 พันบาท ก็เหลือไม่ถึงหลักพันด้วยซ้ำ

"ไม่มีคน" ดาว วินขายขนมจีนเบอร์ 37 สาวบุรีรัมย์ที่มาขุดทองกับเพื่อนๆ ที่นี่ ก็บอกอย่างนั้น

ราว 8 โมงเช้า เธอจะเริ่มหาบขนมจีนตระเวนขายซึ่งขนมจีนมักจะขอดก้นหม้อทุกทีไม่เกินบ่ายสี่ แต่หลังจากเหตุการณ์น้ำมันดิบ เธอต้องเดินมานั่งขายขนมจีนริมหาดทรายแก้วกับเพื่อนๆ หมอนวดแทน จนถึงเย็นของก็ยังไม่หมด ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

นั่นเริ่มทำให้คิดถึงทุน 1,200 - 1,300 บาทที่ต้องจ่ายในแต่ละวันขึ้นมาแล้วว่า จะหาทางออกให้กับตัวเองอย่างไร หากเป็นแบบนี้ต่อไป

"นวดไหมคะ..." ใครบางคนยังส่งเสียง และกวักมือเรียกนักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไประหว่างนั่งปรับทุกข์ เพราะอย่างน้อยก็หมายถึงรายได้วันนี้อาจจะเพิ่มขึ้นด้วย

- 4 -

ถึงแม้จะมีคำยืนยันจาก วริทธิ์ นามวงษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารศักยภาพองค์กร PTTGC ว่าจะดูแลทั้งทรัพยากร และผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ แต่เมื่อถามถึงนโยบายเยียวยา หรือแม้กระทั่งตัวเลขค่าชดเชยที่บริษัทจะต้องรับผิดชอบ คำตอบที่อยู่ระหว่างสรุปกับคณะกรรมการก็อดสร้างความหวั่นใจให้กับหลายๆ คนไม่ได้ว่า จะไม่ "ซ้ำรอย" กับตอนให้ข่าวน้ำมันรั่วใหม่ๆ

"คุณช่วยอะไรได้ก่อน ทำเลย ไม่ต้องรอหรอก" สุขุม แสดงความเห็นแทนผู้ประกอบการรายย่อยที่หวังว่า วันหยุดยาวที่จะถึงนี้ (10-12 สิงหาคม 2556) ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แม้จะมีข่าวว่า ตอนนี้ที่ เกาะล้าน มีทัวร์ที่ยกเลิกจากเสม็ดไปลงที่นั่นจนเต็มแทนก็ตาม

"ลองดูวันแม่นี่แหละค่ะ จะรู้เลย" ดาวเผยความหวัง

อีกมุมหนึ่ง เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องการทำความเข้าใจด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility : CSR) ไปอย่างสิ้นเชิง สำหรับ ปารีณา ประยุกต์วงศ์ ผู้จัดการเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่างภาคธุรกิจและภาคประชาสังคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (The NETWORK) ที่ร่วมลงพื้นที่กับทีมนักวิจัยของเครือข่าย

อย่างน้อยที่สุดในแง่ความรับผิดชอบในฐานะพลเมืองของสังคม ถือเป็นเรื่องที่เอกชน "ผู้เกี่ยวข้อง" ปฏิเสธไม่ได้ โดยเฉพาะกิจการที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ "ความเสี่ยง" คือสิ่งที่ต้องมานั่งคิดกันใหม่ตั้งแต่เริ่ม และเมื่อวิกฤติการณ์เกิดขึ้น

นอกจากตัวบริษัทที่ต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบ และจัดการปัญหาแล้ว ภาครัฐก็ควรต้อง "เก่ง" และ "กล้า" พอที่จะเข้ามาบริหารสถานการณ์ต่างๆ ด้วย

"ทุกวันนี้มันมีปัญหา ความรับผิดชอบต่อสังคมในส่วนของธรรมาภิบาลเขายังทำไม่ได้เต็มที่ รัฐเองก็ไม่ได้มีความรู้มากพอที่จะเข้ามาดู สนับสนุน หรือเข้ามาช่วย" ปารีณาตั้งข้อสังเกต

หากพูดกันตามตรงเธอคิดว่า "ความจริง" ถือเป็นเรื่องที่ "น่าตี" ที่สุดสำหรับกรณีนี้