ว่าด้วยการฟังเพลง จาก อดีต ถึง ปัจจุบัน

อนันต์ ลือประดิษฐ์ มองวัฒนธรรมการฟังดนตรี ในยุคสมัยของการเปลี่ยนผ่าน จาก แอนะล็อก มาสู่ ดิจิตัล
อาชีพที่เกี่ยวข้องกับดนตรีของผม ทำให้มีมูลเหตุต้องย้อนกลับไปฟังผลงานยุคต้นๆ ของอุตสาหกรรมการบันทึกเสียงหลายต่อหลายหน
ไม่ว่าจะเป็นเพลงแจ๊สบันทึกเสียงครั้งแรกสุด อย่าง Livery Stable Blues ของวง ดิ ออริจินัล ดิกซีแลนด์ แจ๊ส แบนด์ (Original Dixieland Jazz Band - ODJB) บันทึก ณ กรุงนิวยอร์กซิตี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 1917 ซึ่งสุ้มเสียงที่ดังกังวานออกมา ได้สั่นสะเทือนการรับรู้ของผู้คนอเมริกันในยุคนั้น เพราะเป็นสไตล์ดนตรีจากดินแดนทางตอนใต้ (นิวออร์ลีนส์) ที่ไม่มีใครเคยได้ยินมาก่อน
หรือจะย้อนกลับไปนานกว่านั้น เมื่อปี 1904 กับบทเพลงคลาสสิกจากเสียงร้องของ เอ็นริโก คารูโซ (Enrico Caruso) ในเพลง "Vesti la giubba" ซึ่งอยู่ในโอเปรา Pagliacci ของ ลีออนคาวัลโล ที่ขายได้เป็นล้านแผ่น นับว่าเป็นปริมาณที่มหาศาลไม่ว่าจะในสมัยนั้น หรือสมัยนี้
จากประสบการณ์ดังกล่าว ทำให้มีคำถามแว่บเข้ามาในสมองผมว่า หากไม่มีนวัตกรรมเหล่านี้ หรือพูดให้เจาะจงลงไปกว่านั้น หาก โธมัส อัลวา เอดิสัน ไม่ประสบความสำเร็จจากการบันทึกเสียงพูดของเขา ด้วยประโยคที่ว่า “Mary had a little lamb.” ในประดิษฐกรรมใหม่ของเขา จนพัฒนามาเป็น “จักรกลพูดได้” หรือ Talking Machine” ตามต่อด้วยอุปกรณ์ด้านออดิโอที่พัฒนามาตามลำดับ แล้ววิถีชีวิตของเราๆ ท่านๆ จะเป็นอย่างไรในวันนี้
การสูญเสียความสามารถด้านดนตรี
บางที ด้วยความสุขและความสะดวกสบายที่เราได้รับจากเทคโนโลยี ทำให้เราต้องแลกกับอะไรบางอย่างที่สูญเสียไปโดยไม่ตั้งใจ เช่น ความสามารถในการร้องเพลงหรือความสามารถทางด้านดนตรีหรือไม่ - นี่คือข้อสงสัยของผม
ถึงจะมีนักร้อง และนักดนตรีเก่งๆ มากมาย และบางทีหลายคนก็พัฒนาสู่การเป็นศิลปินในตำนาน ด้วยความประทับใจจากสื่อผลิตซ้ำทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น บิลลี ฮอลิเดย์ ที่มีโอกาสได้ฟังแผ่นเสียงการบรรเลงคอร์เน็ทของ หลุยส์ อาร์มสตรอง ในสำนักนางโลม หรือจะเป็นนักร้องลูกทุ่งบ้านเราหลายคน ที่เติบโตมากับการฟังเพลงผ่านวิทยุทรานซิสเตอร์ !
แต่ประเด็นของผมมีอยู่ว่า เรากำลังพึ่งพาความบันเทิงจากสื่อผลิตซ้ำมากเกินไป เหมือนเราพึ่งพาเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกในด้านอื่นๆ จนวันนี้เราทำอะไรเองไม่เป็นแล้วหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับความสามารถของคนในยุคเก่าก่อน
โลกยุคก่อนที่จะมีเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือก่อนจะมีแผ่นเสียงและเครื่องเล่นให้เราเปิดเพลงฟังกันตามใจชอบนั้น ความบันเทิงภายในบ้าน ล้วนมาจากการสร้างสรรค์ของเราทั้งสิ้น ทั้งการร้องรำทำเพลง การเล่นดนตรี ดีดสีตีเป่า ฯลฯ
ยกเว้นเพียงคนมียศถาบรรดาศักดิ์ หรือคนมั่งมีเท่านั้น ถึงจะมีปัญญาจ้างนักแต่งเพลงนักดนตรีคอยทำหน้าที่บรรเลงเพลงให้เพลิดเพลิน แต่สำหรับชาวบ้านร้านตลาดทั้งหลาย ฝีมือทางดนตรีกลายมาเป็นคุณสมบัติที่จำต้องมีติดตัวไว้ พอๆ กับวิชาทำมาหากินเลยทีเดียว
เหมือนดังที่ปรากฏในหลายเผ่าของแอฟริกานั่นแหละ พอโตขึ้นหน่อย หากคุณริจะจีบหญิง ก็ต้องไปยืนร้องเพลงให้เขาฟังถึงตรงหน้าต่างห้องนอนในยามค่ำคืน ใครร้องเพลงเพราะกว่า ย่อมมีโอกาสมากกว่า !
ในยุคทองของดนตรีแร็กไทม์ (1890-1905) ทุกคนต่างซื้อโน้ตเพลงไปเล่นกับเปียโนที่บ้านกันทั้งนั้น แต่ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็อ่านโน้ตได้คล่อง ดังนั้น ร้านขายโน้ตเพลง ก็ต้องมี “เดมอนสเตรเตอร์” คอยทำหน้าที่เล่นเพลงจากโน้ตเพลงนั้นๆ ให้ฟัง ว่าเป็นเพลงถูกใจหรือไม่ อย่างไร
วิถีของโลกเปลี่ยนไป วิถีชีวิตก็เปลี่ยนไป ในยุคสมัยที่เราตัดสินกันด้วยขนาดของ “ทุน” เราเอาความสามารถทางดนตรีเก็บเข้าลิ้นชัก แล้วเอาเงินหรือตำแหน่งหน้าที่การงาน รวมถึงความมีหน้ามีตาทางสังคม ไปสู่ขอผู้หญิงคนรักกันทั้งสิ้น
เช่นเดียวกันกับความสุขความบันเทิงภายในบ้าน จากที่เคยมีเครื่องดนตรีชิ้นนั้นชิ้นนี้ ก็ถูกแทนที่ด้วยระบบเครื่องเสียงและโฮมเธียเตอร์ราคาแตกต่างกันไป ตามระดับกำลังซื้อและความสนใจ
แม้กระทั่ง ที่มาของ “สื่อ” ที่จะใช้ในการฟัง จากเดิมในรูปแบบของ แผ่นเสียง เทปคาสเซ็ตต์ ซีดี ทุกวันนี้ เริ่มส่งไฟล์แบบ “ออนไลน์” กันแล้ว จะเสียเงินหรือไม่นั่นคงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งหลายคนต่างลงความเห็นร่วมกันว่า น่าจะเป็นช่วงเวลาของการพลิกโฉมหน้าวัฒนธรรมการฟังเพลงอีกครั้ง ในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 21 นี้
ประสบการณ์การฟังจากสื่อผลิตซ้ำ
ตลอด 100 ปีที่ผ่านมา แม้เราจะทิ้งความสามารถทางดนตรีไว้เบื้องหลัง เพราะมีเทคโนโลยีอำนวยความสะดวก มีเพลงฟังเป็นร้อยเป็นพันและเป็นหมื่นเพลง หรืออาจขึ้นไปถึงหลักแสนหลักล้านเพลงไปแล้ว หากมองเพลงที่แขวนอยู่ใน “คราวด์คอมพิวติง” เวลานี้ ที่เรียกใช้ได้ทันที ... แต่ในอีกด้านหนึ่ง เราก็พัฒนาความสามารถในการฟังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
เราเรียนรู้การฟัง กลวิธีการในฟัง ตลอดจนความสามารถในการเซ็ทอัพระบบเครื่องเสียงเพื่อให้ได้เสียงที่ดีที่สุด ทำให้เรามีคนอย่างน้อย 2 กลุ่มเกิดขึ้น ท่ามกลางกลุ่มคนฟังทั่วไป
กลุ่มแรก ซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก คือคนฟังเพลงที่มีประสบการณ์เข้าถึง category ของเพลงได้อย่างหลากหลาย มากกว่ายุคสมัยใดในประวัติศาสตร์ ด้วยเทคโนโลยีการบันทึกเสียง กับการเติบโตของอุตสาหกรรมดนตรี ทำให้คนในยุคสมัยของเรา แค่กดนิ้วไม่กี่ครั้ง ก็สามารถฟังผลงานทั้งหมดของ บาค โมสาร์ท เบโธเฟน หรือคอมโพสเซอร์คนใดได้อย่างง่ายดาย ขณะที่คนในยุคเก่าก่อนไม่สามารถทำเช่นนั้นได้
กลุ่มที่สอง มีจำนวนมากกว่ากลุ่มแรก แต่ยังไม่ใช่คนกลุ่มใหญ่ คือคนฟังเพลงในแบบ “ออดิไฟล์” ที่เรียนรู้วิธีการฟังเพลงผ่าน “สื่อผลิตซ้ำ” ให้มีความสมจริงยิ่งขึ้น
ในมุมมองของผม นักเลงออดิโอไฟล์ คือกลุ่มคนที่หยัดยืนในการฟังเพลงอย่างจริงจัง ซึ่งอย่างน้อยได้พิสูจน์ผ่านกาลเวลามาจนถึงวันนี้
ในยุคสมัยที่หลายคน เปลี่ยนจาก “หู” มาใช้ “ตา” ในการ “ดูเพลง” แทนที่จะ “ฟังเพลง” โดยเฉพาะในยุค 1980s ที่มีการกำเนิดขึ้นของสถานีโทรทัศน์ดนตรี (MTV) ซึ่งทำเอาผู้กำกับมิวสิควิดีโอ ยกระดับขึ้นเป็นผู้ทรงอิทธิพล ในการชี้เป็นชี้ตายว่าเพลงไหนจะฮิต เพลงไหนจะดัง เราต้องยอมรับว่า นักเลงออดิโอไฟล์ นั่นแหละ ที่ยังคงสุขุมคัมภีรภาพกับจารีตเดิมๆ ในการฟังเพลงอย่างเหนียวแน่น
สำรวจอาการถดถอย
วัฒนธรรม MTV ที่มาพร้อมกับการใช้ “ตา” ในการเสพดนตรี ทำให้ “สัมผัส” อันละเอียดอ่อนของผู้คนร่วมสมัยลดน้อยถอยลงอย่างต่อเนื่อง มันเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ผมพบว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถฟังเพลงได้ หากไม่มีภาพเคลื่อนไหว หรือไม่มีเรื่องราวให้ชม
และคงน่าเศร้ายิ่งกว่านั้น เมื่อมีคนบางจำพวกฟังได้เฉพาะ “เพลงร้อง” เท่านั้น พวกเขาเหล่านี้แทบไม่มีความสามารถในการฟังเพลงบรรเลงอีกต่อไป ทั้งที่บรรพบุรุษของคนไทยนั้น ล้วนเติบโตมากับเพลงบรรเลงปี่พาทย์-พิณพาทย์ความยาวเป็นชั่วโมงทั้งสิ้น
เมื่อความสามารถของโสตประสาททางหูลดลง เพราะไม่เคยได้ฝึกฝน เรียนรู้ และพัฒนาทักษะที่มีอยู่ให้แหลมคม กอปรกับยิ่งไม่มีโอกาสได้เคยฟังเสียงจากเครื่องดนตรีสดๆ เพื่อเก็บเอาโทนคัลเลอร์ คาแรคเตอร์ ตลอดจนถึงธรรมชาติของเสียงเครื่องดนตรีนั้นๆ ไว้ในเมมมอรีของสมอง ก็ไม่แน่นักว่าในอนาคต ลักษณะด้อยเหล่านี้จะปรากฏในพันธุกรรมของมนุษย์ในบางพื้นที่ของโลก เช่น ประเทศไทย เมื่อเวลาผ่านไปแล้วหลายชั่วอายุคน
ตัวอย่างที่ยืนยันในเรื่องนี้ได้ดีที่สุด คือลำโพงราคาถูกที่มีค่าความเพี้ยน (distortion) สูง ที่ขายดิบขายดีในพื้นที่ต่างๆ ทั้งที่เสียงจากลำโพงเหล่านี้ คุณไม่อาจทนฟังได้เลย หรือคุณภาพของเครื่องเสียงตามงานวัดต่างๆ ที่พบเห็นทั่วไป ซึ่งจะเร่งดังขึ้นเฉพาะเสียงในย่านความถี่สูงและความถี่ต่ำ ชนิดนำโด่งผิดธรรมชาติ ขณะที่ความถี่ย่านกลาง หายไปอยู่ตรงไหนไม่รู้
แล้ววันดีคืนดี ผมก็มีโอกาสทดลองฟังเพลงด้วยหูล้วนๆ ซึ่งไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน และได้กลายมาเป็นประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืม
แม้ว่าผมจะเคยหรี่ไฟในห้องฟังเพลงให้มืดลง หรือหลับตาลงระหว่างเอนตัวบนโซฟา เพื่อฟังการโซโลของนักแซ็กโซโฟนคนโปรด แต่นั่นก็เป็นเพียงอิริยาบถบางครั้งบางคราวเท่านั้น และมิได้จริงจังอะไร ขณะที่ในคอนเสิร์ตของ อิกนาซี แตร์ราซา (Ignasi Terraza) นักเปียโนนัยน์ตาพิการชาวสแปนิช ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน เมื่อ 2 ปีก่อน เขาค่อยๆ กำหนดให้ทีมไฟค่อยๆ ลดดวงไฟลงทีละน้อย จนสภาพบนเวทีคอนเสิร์ตมืดมิดในที่สุด
ท่ามกลางความมิดดำ ไม่มีแสงแม้แต่น้อย พวกเขาบรรเลงเพลงกันอยู่หลายเพลง เป็นเวลานานกว่า 20 นาที เพื่อพาผู้ฟังหลายร้อยชีวิตเดินทางผ่านความมืดไปพร้อมๆ กับศิลปิน ซึ่งอยู่ในโลกมืดเช่นกัน นับเป็นการเชื่อมโยงประสบการณ์ร่วมได้ดีทีเดียว และผมเชื่อว่า เมื่อประสาทของดวงตาลดการทำงานลง น่าจะมีผลกระทบต่อความสามารถในการได้ยินได้บ้างกระมัง
(นี่คือการอนุมานเอาเอง เหมือนกับการลดการทำงานของโปรแกรมบางตัว เพื่อให้ RAM ของคอมพิวเตอร์ ทำงานในโปรแกรมหลักได้ดียิ่งขึ้น)
ฟังด้วยหู สัมผัสด้วยตา-มือ
อย่างไรก็ดี ผมไม่ปฏิเสธเสียทีเดียวว่า เราไม่จำกัดการฟังเพลงด้วย “หู” เท่านั้น เพราะในอีกหน้าที่หนึ่ง “ตา” ก็นับว่าเป็นอีกโสตประสาทที่มีความสำคัญยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการชมผ่านการแสดงสด หรือจะเป็นการมอง และการอ่านรายละเอียดต่างๆ ปกแผ่นเสียง และปกซีดี ซึ่งในเวลาเดียวกัน เราเองยังมีโอกาสได้จับต้อง สัมผัสอีกด้วย
คนฟังเพลงบางกลุ่ม อาจจะมองไม่เห็นคุณค่าของกิจกรรมเหล่านี้ ที่ทำกันระหว่างฟังเพลง ไม่ว่าจะเป็นการพลิกดูชื่อเพลง ชื่อคนแต่งเพลง ชื่อนักดนตรีเครื่องมือต่างๆ ชื่อซาวด์เอนจิเนียร์ สตูดิโอที่ใช้ ปีที่อัดเสียง ค่ายเพลง และ ฯลฯ ทว่าสำหรับอีกหลายๆ คน นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งสำคัญอีกครั้ง
ผมคิดว่า คนฟังเพลงกลุ่มนี้ ยัง “เสพติด” กับพฤติกรรมนี้อยู่ และหากไม่มีโอกาสหยิบผลงานที่เป็น “ฟิสิคัล โปรดักท์” มาละเมียดละไม ก็ดูราวกับว่าชีวิตขาดอะไรบางสิ่งบางอย่างไป
ตลอด 5-6 ปีในระยะหลัง ที่ผมทดลองนำแผ่นซีดีมา “ริป” ลงในฮาร์ดดิสก์ แล้วฟังเพลงผ่าน USB DAC (เพิ่งนึกได้ว่า จริงๆ แล้ว เราไม่มีสิทธิ์ทำเช่นนั้น เพราะผิดกฎหมาย เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่อนุญาตให้เราทำซ้ำในรูปแบบใดๆ ) ผมพบว่า หลายครั้งของเพลงที่ฟังผ่านหูไปแล้ว มันกลายเป็นประสบการณ์ที่ว่างเปล่า เพราะผมแทบจะจดจำรายละเอียดต่างๆ ไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นชื่อเพลง ชื่อนักดนตรี ชื่อนักแต่งเพลง หรือรายละเอียดอื่นๆ ซึ่งเราเคยได้รับจากการอ่านบนปกแผ่นเสียงหรือซีดี
อีกทั้งการมีเพลงจำนวนมากในฮาร์ดดิสก์ ทำให้การฟังเพลงของเราขาดจุดโฟกัสในการเข้าถึงสุนทรียภาพของผลงานนั้นๆ อย่างลึกซึ้ง ทุกอย่างเป็นเพียงการเซอร์เวย์อย่างผิวเผิน
การฟังในแบบ “ดิจิตัล” เช่นนี้ แม้จะให้ความสะดวกสบายในการค้นหาเพลงจากมิวสิคเซิร์ฟเวอร์ แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ทำลาย “ประสบการณ์” บางอย่างลงไปอย่างน่าเสียดาย
ถึงเวลานี้ ผมเริ่มกลับมาหา “ฟิสิคัล” (physical) หรือแผ่นเสียงและแผ่นซีดีอีกครั้ง และปล่อยให้ฮาร์ดดิสก์ลูกโตๆ ที่บรรจุเพลงไว้ 2-3 พันอัลบั้มมีฝุ่นเกาะอยู่อย่างนั้นมาหลายเดือนแล้ว
การเพิ่มพูนประสบการณ์ “ดิจิตัล” ให้สมบูรณ์แบบในอนาคต ยังคงทิ้งโลก “แอนะล็อก” ไปไม่ได้ ผมคิดว่าเราต้องมีอะไรสักอย่างถือไว้ในมือ เพื่อซึมซับเพลงที่กำลังบรรเลงอยู่เบื้องหน้าเวทีเสียง อาจจะเป็น ไกด์บุ๊ค หรือ คอมพาเนียน หรืออะไรสักอย่าง
เพื่อมิให้การฟังไร้รากจนเกินไป.







