'โอกาส' คำง่ายๆ ที่ใครก็สะกดได้ แต่ใช่ว่าจะเข้าถึงได้ทุกคน โดยเฉพาะ 'ใคร' ที่มีคำว่า 'ขี้คุก' ตามหลัง เมื่องานหายาก คงถึงคราวต้องเป็นนายตัวเอง
รอยคมมีดหลายรอยที่ฝากไว้บนท่อนแขนนั้น แม้จะปรากฏชัด แต่ดูเหมือนเจ้าตัวคงลืมไปเสียสนิท เพราะกำลังตั้งอกตั้งใจกับการวาดฝันลงบนกระดาษ ระหว่างการอบรมด้านการเงินและการออมโดยเฉพาะฝึกเขียนแผนธุรกิจ เพื่อเตรียมตัวสำหรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่นอกรั้วเรือนจำ
"พวกหนูจะทำร้านน้ำปั่นขายหน้าห้างค่ะ คิดว่าขายง่าย แถมไม่ต้องลงทุนเยอะด้วย" เสียงบอกเล่าอย่างร่าเริง เพื่อนำเสนอแผนธุรกิจในฝันที่ กลุ่มหนุกหนาน ของเธอช่วยกันคิดขึ้น แถมยังมีสโลแกนจำง่ายเอาไว้โฆษณาด้วยว่า 'อร่อย ชื่นใจ ได้ประโยชน์'
ขณะที่เพื่อนๆ จาก กลุ่มออมจังเบย เสนอขายร้านกาแฟและเบเกอรี่โฮมเมดในชื่อว่า ‘Coffee Halem Shake’ ส่วนสาวๆ ใน กลุ่มเออออ ก็เห็นพ้องว่า น้ำปั่นกับชานมไข่มุกนี่แหละ ขายดิบขายดีแน่นอน
...เหล่านี้คือกิจกรรมปิดท้ายวันที่สามของการอบรม "ผู้หญิงฉลาดออม ฉลาดใช้ โครงการอบรมด้านการเงินโดยซิตี้แบงก์" ให้กับผู้ต้องขัง ในความดูแลของทัณฑสถานบำบัดพิเศษหญิง จ.ปทุมธานี จัดโดยสถาบันคีนันแห่งเอเชีย และมีมูลนิธิซิตี้เป็นผู้สนับสนุน
สำหรับการจัดอบรมแก่ผู้ต้องขังหญิงที่ทัณฑสถานแห่งนี้ จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่สาม รวมทั้งสิ้น 5 รุ่นแล้ว แต่ความพิเศษของรุ่นล่าสุดอยู่ตรงการเพิ่มหลักสูตรเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้ประกอบการ ให้สามารถมีอาชีพที่ดีเมื่อยามพ้นโทษ
"ผู้ต้องขังบางท่านเมื่อออกจากคุกไปแล้วก็ไม่ได้รับโอกาสจากสังคมให้กลับเข้าไปทำงานตามปกติได้ เราจึงคิดว่า หากพวกเขาสามารถมีธุรกิจเป็นของตัวเองได้ แม้จะเป็นเพียงธุรกิจเล็กๆ แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี" หัสญา หาสิตะพันธุ์ รองผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสื่อสารองค์กร ธนาคารซิตี้แบงก์ เผยถึงสาเหตุของการเพิ่มเนื้อหาหลักสูตรเรื่องการเขียนแผนธุรกิจเข้ามา เพื่อสร้างความพร้อมให้กับผู้ต้องขังในยามได้รับอิสรภาพ
- ชีวิต ติดลบ
จากตัวเลขผู้ต้องขังรวมทั่วประเทศ ราว 270,000 คน และยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปีนั้น ส่วนใหญ่มาจากการต้องโทษซ้ำในคดียาเสพติด เนื่องจากผู้ต้องขังที่พ้นโทษไม่ได้รับการยอมรับกลับสู่สังคม ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าสู่ระบบการจ้างงาน ส่งผลให้ภายหลังจากพ้นโทษ แทนที่จะเริ่มต้นจากศูนย์ หลายคนกลับต้องเจอสถานการณ์ที่ติดลบ ปัญหาการเงินพันตู หาทางออกไม่ได้ จนหลายคนยินดีที่จะกลับสู่วังวนเดิมๆ ก็คือ "ค้ายา"
"ผู้ต้องขังส่วนใหญ่มีฐานะทางบ้านยากจน ประกอบกับมีการศึกษาน้อย จึงเลือกเดินทางผิด เราจึงคิดแก้ปัญหาให้ถูกจุด นั่นคือ การช่วยสอนอาชีพระหว่างถูกคุมขัง ตลอดจนเจรจากับหลายๆ บริษัทให้ช่วยรับผู้ต้องขังที่พ้นโทษแล้วไปทำงานด้วย แต่ก็ยังเจอปัญหา เช่น ครั้งหนึ่งมีของหายที่บริษัท เขาไม่สอบสวนอะไรเลย จัดการไล่เด็กเราออกยกแพ็ค ทั้ง 10 คนโดยไม่สอบสวน ก็เลยคิดว่า การทำอาชีพอิสระ น่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ต้องขังที่พ้นโทษไป" ฑิฆัมพร วิเชียรเชื้อ ผู้อำนวยการทัณฑสถานบำบัดพิเศษหญิง จ.ปทุมธานี เอ่ยถึงสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น และนำมาสู่การปรับยุทธศาสตร์การดูแลผู้ต้องขัง
จากเดิมที 'การทำงาน' ในเรือนจำ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ต้องขังมีอะไรทำ ไม่ต้องคิดฟุ้งซ่าน ก็ปรับมาสู่การมุ่งส่งเสริมทักษะอาชีพให้ผู้ต้องขังหลังพ้นโทษสามารถประกอบอาชีพอิสระได้โดยไม่ต้องเข้าสู่ระบบการจ้างงานปกติ
"เคยเข้าคุกมาแล้วครั้งหนึ่งค่ะ โดนจับเรื่องยาเหมือนกัน พอออกมา ก็ไม่มีอาชีพอะไร เพราะทำอะไรไม่เป็น ขอเงินที่บ้านใช้ตลอด วันๆ ก็ไม่ได้ทำอะไร แต่ไม่ได้ขายยาแล้วนะ พอดีเพื่อนมาชวนไปเที่ยว ก็เลยไปกับเพื่อน แล้วเพื่อนก็ชวนเสพ วันนั้นหนูเสพอย่างเดียวไม่ได้ขาย แต่ก็ติดร่างแหมาด้วย" ทราย เอ่ยถึงการกลับเข้าสู่เรือนจำครั้งที่สองของชีวิต ซึ่งหนนี้เธอถูกพิพากษาจำคุก 3 ปี
ถึงวันนี้ทรายรับโทษไปแล้ว 1 ปีกับอีก 5 เดือน และได้ขยับจากลำดับ 'ชั้นเลว' เข้าสู่ผู้ต้องขัง 'ชั้นกลาง' เรียบร้อยแล้ว
โดยทั่วไป ผู้ต้องขังจะแบ่งทั้งหมด 6 ชั้น ได้แก่ เยี่ยม, ดีมาก, ดี, กลาง, เลว และเลวมาก (สำหรับผู้ที่กระทำผิดซ้ำระหว่างการต้องโทษ) ซึ่งมีผลตั้งแต่ได้โอกาสที่จะได้รับการลดหย่อนโทษมากหรือน้อย สิทธิในการให้ญาติได้เยี่ยมใกล้ชิดในโอกาสสำคัญ การลดวันต้องโทษจําคุก จนถึงการได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้ออกไปทํางานสาธารณะนอกเรือนจํา เป็นต้น
แต่สำหรับสาววัย 26 รายนี้ การได้เลื่อนชั้นยังหมายถึง การได้รับ 'ปันส่วน' ที่มากขึ้น จากงานเย็บจักรที่เธอทำอยู่ด้วย
"หนูอยู่กองงานเย็บจักร วันหนึ่งๆ ก็จะเย็บเสื้อทหาร ทำตั้งแต่ 8โมงครึ่ง จนถึง บ่ายสามสิบห้า พักเที่ยง 1 ชั่วโมง เมื่อก่อนเป็นนักโทษชั้นเลว เวลาทำงานก็จะได้ปันส่วนน้อย แต่นี่ขยับมาเป็นชั้นกลางแล้ว เดี๋ยวก็จะได้เยอะขึ้น น่าจะหลายร้อยอยู่" คำตอบพร้อมรอยยิ้มอย่างมีหวัง หลังจากที่เธอเพิ่งจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งที่มีไว้ใช้จ่ายในเรือนจำไปฝากในบัญชีออมทรัพย์ เพื่อเป็นเงินขวัญถุงรอให้เกิดดอกผลงอกเงยทั้งจากดอกเบี้ย และเงินปันผลที่ได้จากน้ำพักน้ำแรง
โครงการออมทรัพย์ที่ทรายเอ่ยถึงคือเป็นการต่อยอดเรื่องการออมที่ทางเรือนจำต้องการให้ผู้ต้องขังได้เรียนรู้ผ่านการฝึกปฏิบัติจริง โดยเปิดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารออมสินในจำนวนเงินเริ่มต้นตามความสมัครใจ จากนั้นเงินในบัญชีจะงอกเงยจากน้ำพักน้ำแรงของผู้ต้องขังเอง
ผอ.ฑิฆัมพร อธิบายกติกาว่า เงินที่จะฝากเข้าบัญชีดังกล่าว ต้องเป็นเงินที่ได้รับจากปันผลในงานที่ผู้ต้องขังเจ้าของบัญชีทำไว้ และถูกฝากโดยเจ้าหน้าที่ของทัณฑสถานเท่านั้น โดยห้ามเบิกถอนโดยเด็ดขาดจนกว่าจะพ้นโทษ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการฟอกเงิน
- ปรับนิสัย สาวนักช้อป
นอกจากจำนวนบัญชีเปิดใหม่ของผู้ต้องขังกว่า 300 บัญชีแล้ว การอบรมตลอดจนพยายามสร้างบรรยากาศการออมเริ่มมีผลปรากฏชัดเจน เห็นได้จากยอดขายสินค้าในร้านค้าสวัสดิการที่ลดต่ำลง
อย่างตัวทรายเอง เธอยอมรับว่าเป็น 'สาวนักช้อป' ตัวยง แม้กระทั่งในเรือนจำก็ตาม ไม่ว่าจะเครื่องสำอาง ขนม นมเนย โลชั่น ครีมอาบน้ำ แล้วยังมีร้านเสริมสวยคอยบริการอีกด้วย คนที่เคยใช้เงินมือเติบอย่างทรายจึงเบรคแตก
"เมื่อก่อนที่บ้านส่งเงินมาให้เดือนละประมาณ 3 พันบาท ก็ใช้หมดไม่เคยเหลือ จนต้องยืมเงินเพื่อน เป็นอย่างนี้ประจำ" ทรายเล่า
รายจ่ายในแต่ละเดือน ประกอบด้วย ค่าซักรีดเดือนละ 220 บาท ส่งซักวันละ 2 ชุด คือชุดหลวง และชุดนอนอย่างละชุด, ค่าตัดผม 35 บาท ซึ่งทรายบอกว่า 3 เดือนตัดที และยังมีค่ายืดผมครั้งละ 300 บาท ที่ทำแล้วอยู่ได้ราวๆ 6 เดือน
..ทั้งหมด เธอยอมรับว่า 'ตัดไม่ลง' ทั้งนั้น เพียงแต่พยายามใช้ให้น้อยลง อย่างค่ายืดผม เธอจะปล่อยให้คืนตัวเต็มที่จึงจะไปยืดใหม่
แต่สิ่งที่ตัดได้เด็ดขาด จนพลิกสถานการณ์จากติดลบ และกลายเป็นมีเงินเก็บได้นั้น อยู่ที่ขนมและเครื่องสำอาง จากที่เคยกินเงินได้ทุกครั้งที่ของใหม่วางบนชั้น เดี๋ยวนี้หักห้ามใจได้ ด้วยการจัดสรรเงินอย่างมีระบบ คือ ทุกครั้งที่ได้เงินมาใหม่ จะต้องกันเงินค่าใช้จ่ายประจำเอาไว้ให้พอ และซื้อของใช้จำเป็นสำรองไว้อย่างน้อย 2 ชุด นอกเหนือจากนั้น ก็จ่ายได้ตามสบายในข้อแม้ที่ว่า ต้องมีเงินเหลือติดบัญชีอย่างน้อย 200 บาท
ไม่ต่างกันกับ วาส สาวห้าววัย 34 อดีตลูกพี่ใหญ่ที่มีบริวารติดตาม ถูกจับในข้อหาค้ายา และต้องชดใช้ช่วงเวลาของ 6 ปี 9 เดือนของชีวิตในรั้วเรือนจำ
วาส เข้ามาในฐานะนักโทษชั้นเลวเนื่องจากเคยจำคุกแล้วเหมือนกับทราย โดยเธอจำได้แม่นกับอิสรภาพอายุ '2 ปีกับอีก 5 วัน' ก่อนที่จะเกมโอเวอร์(อีกครั้ง) รายได้จากยาเสพติดวันละเป็นหมื่นถูกเจียดให้ที่บ้านวันละ 3-4 พัน นอกนั้นเลี้ยงลูกน้อง และหมดไปกับการพนัน
วาสยอมรับว่า ชีวิตตอนนั้นเหมือนจะ 'โคตรสบาย' แต่ก็ต้องแลกกับความหวาดระแวงไม่สิ้นสุด แค่นั่งกินก๋วยเตี๋ยวสักชามก็ยังเหลียวซ้ายแลขวาตลอด ที่สำคัญ นิสัยการใช้เงินแบบนั้นยังติดมาอยู่ที่นี่ด้วย
"เมื่อก่อนที่บ้านส่งเงินมาให้เดือนละ 2 พัน ใช้ไม่เคยพอ ติดลบตลอด อยากได้ไปหมด ตอนเช้ากินขนมปังไปอย่างนึง พอบ่ายเขาเอาขนมอีกไส้มาลงก็ไปซื้ออีก ครีมอาบน้ำ โลชั่นทาผิวมาใหม่ ก็ต้องวิ่งไปซื้อ ทั้งๆ ที่ของเก่าก็ยังไม่หมด"
แต่พอเริ่มหัดจัดสรรเงินใหม่ คิดก่อนซื้อทุกครั้ง และตั้งใจเก็บให้ได้เดือนละ 300 บาทก็ทำให้สุขภาพการเงินของตัวเองดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หากบวกกับเงินที่ได้จากงานผ้าบาติกที่ทำอยู่ พอถึงตอนพ้นโทษ เธอเชื่อว่าจะมีเงินเอาไปทำทุน ไม่น้อยกว่า 3 หมื่นบาทไปเปิดร้านขายผ้าบาติกได้อย่างแน่นอน
- ปูทาง สร้างอาชีพ
ไม่ว่าจะงานเย็บจักรที่ทรายทำ หรืองานเพ้นท์ผ้าบาติกของวาส ต่างก็อยู่ในแผนสร้างอาชีพเพื่อพัฒนาทักษะแก่ผู้ต้องขังที่ทุกๆ คนจะต้องมีงานทำด้วยกันทั้งสิ้น
โดย นิรมล ธรรมเจริญ ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาผู้ต้องขัง ได้อธิบายถึงงานที่มีให้ผู้ต้องขังทำที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษหญิงแห่งนี้ มีตั้งแต่งานที่ต้องอาศัยทักษะอย่างชิ้นส่วนรถยนต์ ไปจนถึงพับถุงกระดาษที่ใครๆ ก็ทำได้
ขั้นตอนจะเริ่มจากเมื่อผู้ต้องขังเข้ามาใหม่ ผ่านคณะกรรมการจำแนกลักษณะผู้ต้องขัง มีหน้าที่สอบประวัติ ตรวจสุขภาพเพื่อดูว่า ผู้ต้องขังรายนั้นๆ ควรได้รับการดูแลอย่างไร ใครที่การศึกษาน้อย ก็ต้องไปเรียน หลังเวลาเรียน จึงค่อยให้มาทำงานตามที่เหมาะสม
บางคนแสดงความประสงค์ชัดเจน หากดูแล้วว่าเหมาะสม ก็ให้ทำตามนั้น ถ้าไม่มีอะไรสนใจเป็นพิเศษ เจ้าหน้าที่ก็จะพิจารณาให้ เช่น หากอายุยังน้อย ส่วนใหญ่จะให้ไปทำงานที่เป็นทักษะอาชีพระยะยาว เช่น เย็บผ้า หรือตัดยางที่ต้องใช้ความประณีตมากหน่อย แต่ถ้าอายุมากหน่อย สายตาไม่ค่อยดีแล้วก็จะให้ทำงานง่ายๆ เช่น งานพับถุงกระดาษจากห้างสรรพสินค้าชื่อดังที่ป้อนมาให้
"ตามกฎระเบียบมีอยู่ว่า รายได้ที่เข้ามาจากงานเหล่านี้ จะต้องหักเข้าคลัง 2 เปอร์เซ็นต์ เข้ากรมฯ 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือจะแบ่งครึ่งกัน ระหว่างทัณฑสถานบำบัดพิเศษหญิง และผู้ต้องขังที่ทำงานในกองงานนั้นๆ โดยในส่วนของผู้ต้องขังก็จะถูกคำนวณใหม่บนตามลำดับชั้นของผู้ต้องขัง และสบทบด้วยปริมาณงานที่แต่ละคนทำได้อีกครั้งหนึ่ง" ผอ.นิรมล ขยายความ
และบอกว่า นอกจากลำดับชั้นแล้ว งานแต่ละงานก็ยังมีผลตอบแทนไม่เท่ากันด้วย ขึ้นอยู่กับทักษะความยากง่าย โดยงานที่มีรายได้งามในรั้วเรือนจำนี้ ได้แก่ งานตัดยาง ที่ต้องมีความประณีต และงานคอลล์เซ็นเตอร์ 1188 ซึ่งต้องมีทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ โดยหากใครโทรมาตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึง 5 โมงเย็น สายจะวิ่งตรงเข้าสู่ทัณฑสถานฯ แห่งนี้ จนกว่าคู่สายจะเต็ม
ลักษณะงานที่มีอยู่นั้น ส่วนมากเป็นงานที่เปิดกว้างให้ทำได้ทั้งการเข้าสู่ระบบงาน และประกอบอาชีพอิสระ อย่างที่ทรายวางแผนไว้ว่า อยากจะกลับไปเปิดร้านขายน้ำปั่นแถวบ้าน แต่ถ้าไม่เวิร์คจริงๆ ก็คงจะไปเป็นสาวโรงงานรับจ้างเย็บผ้าเพราะเชื่อว่า ตัวเองก็มีฝีมืออยู่เหมือนกัน
ส่วนวาสเองก็ยอมรับอย่างยิ้มแย้มว่า ถึงแม้ตัวเธอจะไม่ได้เข้าอบรมแผนธุรกิจอย่างเพื่อนๆ ในรุ่นล่าสุด แต่เชื่อว่า เรื่องหัวการค้า เธอมีไม่แพ้คนอื่นอย่างแน่นอน
"เอาจริงๆ นะ ตอนหนูขายยา หนูขายดีมากเลยนะ เพราะหนูรู้ว่า จะขายยังไงถึงจะได้เงินเยอะ จริงๆ มันก็ไม่ต่างจากที่เคยทำหรอก ต้องคำนวณต้นทุน กำไร ตั้งราคาว่าจะขายเท่าไหร่ดี อย่างของหนูเน้นขายจำนวนเยอะๆ แล้วลดราคาลงมาหน่อย ถึงกำไรจะน้อยลงแต่ขายได้ทีเยอะๆ ก็โอเคนะ"
แม้จะรู้ว่า ทางสายเก่าเปิดรอเสมอ แต่วาสเองขยาดแล้ว กับการต้องคอยหวาดระแวงไปเสียทุกอย่าง ไม่เคยมีความสุขจริงๆ หลังจากพ้นโทษคราวนี้ เธอจึงตั้งใจว่าจะไม่ยอมกลับไปเป็นแบบเดิมๆ เด็ดขาด
เหมือนที่ ผอ.ฑิฆัมพร บอกไว้ว่า ทั้งหมดนี้ก็คงต้องขึ้นอยู่กับตัวผู้ต้องขังเองว่าจะเข้มแข็งพอหรือไม่ และสังคมภายนอกจะเปิดกว้างเพียงไร
...เพราะเรือนจำทำทุกอย่างที่คิดว่าทำได้ไปหมดแล้ว





