รัชทายาทลำดับที่สามแห่งราชบัลลังก์อังกฤษ มีประสูติกาล เมื่อเวลา 16.23 น.ตามเวลาท้องถิ่นของลอนดอน ในวันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม ที่ผ่านมา
และจะเป็นปฐมบทแห่งเทพนิยายยุคใหม่ ต่อเนื่องจากพระราชพิธีเสกสมรสของพระมารดาและพระบิดา ที่จะเป็นรัชทายาทจักรวรรดิอังกฤษพระองค์แรก ในยุคดิจิทัลและสื่อสารไร้สาย ซึ่งเห็นปรากฏการณ์ที่มากกว่าแค่ การสืบเชื้อสายของราชวงศ์ แต่เป็นการสานต่อสายสัมพันธ์ของสถาบันกษัตริย์กับสาธารณชน ในวัฒนธรรมประชานิยม ที่สมาชิกราชวงศ์ เปรียบประดุจตัวละครในเทพนิยายสมัยใหม่ และมีมวลชนชื่นชมในแบบ ดารา มากกว่าจะเป็นการบูชาแบบยุคก่อน
ทางสำนักพระราชวัง ยังไม่ประกาศ พระนามของ พระโอรสของเจ้าชายวิลเลียมและพระชายา แคทเธอรีน มิดเดิ้ลตัน สมาชิกคนล่าสุดของพระราชวงศ์วินด์เซอร์ ในยุคการครองราชย์ของสมเด็จพระราชินีนารถอลิซาเบธที่สอง แต่แน่นอนว่า การมาถึงของเจ้าชายน้อยพระองค์นี้ ได้รับการขานรับเช่นเดียวกับ เมื่อครั้ง เจ้าหญิงไดอาน่า มีพระประสูติกาลเจ้าชายวิลเลียมส์ เมื่อสามสิบเอ็ดปีก่อน
เจ้าชายน้อยองค์นี้ได้รับพระอิสริยยศ ตามกฎมณเฑียรบาลของอังกฤษเป็น เจ้าชายแห่งเคมบริดจ์ (His Royal Highness Prince of Cambridge) ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 190 ปี ของประวัติศาสตร์ราชวงศ์อังกฤษ สืบเนื่องจากพระบิดาและพระมารดา ที่ดำรงพระอิสริยยศ ดยุคและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ ซึ่งคาดการณ์กันว่า ในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้าชาวโลกจะได้รับทราบพระนามเต็ม โดยในสมัยของเจ้าชายวิลเลียมส์นั้น เจ้าฟ้าชายชาร์ลสและเจ้าหญิงไดอาน่า ทรงประกาศพระนามพระโอรส หนึ่งสัปดาห์หลังวันประสูติ ขณะที่สมัยของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ สมเด็จพระราชินีอเลิซาเบธที่สอง กับเจ้าชายฟิลิปดยุคแห่งเอดินเบรอะห์ ทรงรอถึงหนึ่งเดือนจึงเลือกพระนามของพระโอรสได้
- อเมริกันเห่อเจ้าชาย
ประสูติกาลของเจ้าชายองค์น้อย สร้างแรงสั่นสะเทือนในแวดวงสื่ออย่างมาก กระแสความชื่นชมและสนใจใคร่รู้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะในฝั่งอังกฤษ แต่ทางฝั่งอเมริกา ที่เป็นโลกใหม่ และไม่มีระบบกษัตริย์ ก็อ้าแขนรับแบบที่ตามรายงานของ นิค ไบรอันท์ ทางเวบไซต์ข่าวของ บีบีซี ได้อ้างอิงถึง กระแสการตื่นตูมกับ เจ้าชายน้อยของอังกฤษ ในสื่อต่างๆ ที่มีทั้ง ถ่ายทอดสด อัพเดต ทุกการเคลื่อนไหว และแกะรอย ซอกแซก เรื่องราวมากมายของรัชทายาทองค์น้อย ตั้งแต่เริ่มเดือนกรกฎาคม ซึ่งกำหนดพระประสูติกาลตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม หรือที่ถูกเรียกว่าเป็น ปรากฏการณ์ "The Great Kate Wait "
และเมื่อวันสำคัญมาถึง ประชาชนแห่งทวีปอเมริกาเหนือก็ได้ร่วมฉลองกับราชวงศ์อังกฤษ ในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การจัดแสงสีไฟสีน้ำเงินฉาบน้ำตกไนแองการ่า ที่แคนาดา เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับรู้ว่าราชวงศ์อังกฤษได้ต้อนรับ เจ้าชาย พระองค์ใหม่แล้ว
สำหรับสหรัฐอเมริกา ซึ่งสร้างชาติขึ้นมาเป็นอิสระ จากการปกครองของจักรวรรดิอังกฤษ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1776 และนับวันที่ 4 กรกฎาคมเป็นวันประกาศอิสรภาพ และถือเป็นวันชาติอเมริกามาถึงปัจจุบัน
แต่ประเทศมหาอำนาจทุนนิยม ก็ไม่ละทิ้ง สถาบันกษัตริย์ของอังกฤษ และอ้าแขนรับในรูปแบบของทุนนิยม ขณะที่ฮอลลีวู้ด เตรียมฉายหนังชีวประวัติของเจ้าหญิงไดอาน่า ในปลายปีนี้ เรื่องราวของราชวงศ์อังกฤษ ทั้งในรูปแบบ ข่าวสาร ข้อมูล และบันเทิงคดี ได้ยึดพื้นที่สื่อต่างๆ ทั้งสิ่งพิมพ์ สื่อดิจิทัลและสื่อวิทยุโทรทัศน์ ในอเมริกา อาทิ เวบไซต์ นิวยอร์ค โพสต์ ได้เปลี่ยนหน้าแรกของเวบไซต์ เพื่อขานรับ ข่าวสด ข่าวด่วน เกี่ยวกับพระประสูติกาลของรัชทายาทองค์ล่าสุด สำนักข่าวใหญ่อย่าง CNN ก็มีรายงานพิเศษ เจาะลึก อย่างเข้มข้นทั้งแบบรายงานสดและสารคดีย้อนหลังเลยทีเดียว
และในพื้นที่อย่าง ทีวีจอยักษ์ ที่ตึกไทม์สแควร์ กลางเมืองนิวยอร์ก ก็เป็นช่องทางเผยแพร่เรื่องราวของเจ้าชายองค์น้อยเช่นกัน
สำนักข่าวบีบีซี เรียกปรากฏการณ์เห่อเจ้าชายองค์น้อยนี้ว่า "ไดอาน่า เอฟเฟคต์" เป็นผลพวงจากความนิยมต่อเจ้าหญิงไดอาน่า ผู้ล่วงลับ และในนิวยอร์ก มีหลักฐานชัดเจน ปรากฏในย่านกรีนนิช วิลเลจ หรือที่รู้จักกันในชื่อเล่นว่า ลิตเติ้ล บริเตน มีร้านอาหารที่ปักธงยูเนียนแจ็คของสหราชอาณาจักร และติดป้าย "เป็นเจ้าชาย" ไว้หน้าร้าน และมีการฉลองด้วยการดื่มแชมเปญจากถ้วยชาแบบโบนไชนา ตามประเพณีอังกฤษ
หรือในผับสไตล์อังกฤษที่ฝั่งแคลิฟอร์เนีย ก็มีการประดับธงชาติในร้านเพื่อร่วมฉลองด้วยเช่นกัน
บีบีซี ยังรายงานว่า สายสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์อังกฤษกับสังคมอเมริกัน ไม่เคยขาดหาย แม้จะประกาศอิสรภาพแล้วก็ตาม โดยอ้างอิงประวัติศาสตร์ย้อนรอยไปถึง เหตุการณ์พระราชพิธีราชาภิเษก ของสมเด็จพระราชินารถวิคตอเรีย ในศตวรรษที่ 18 ก็เป็นข่าวใหญ่ของฝั่งอเมริกาในยุคนั้นเช่นกัน
ในยุคศตวรรษที่ 21 ราชประเพณีของราชวงศ์อังกฤษได้เชื่อมรวมกับวัฒนธรรมคนดังแบบอเมริกัน ซึ่งปรากฏชัดในปี 1985 เมื่อเจ้าหญิงไดอาน่า ทรงเต้นรำกับดาราฮอลลีวู้ด จอห์น ทราโวลต้า ในงานเลี้ยงรับรองเสวยพระกระยาหารค่ำที่ทำเนียบขาว ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่อเนื่องด้วยการลงพระฉายาลักษณ์บนปกนิตยสารแฟชั่นและสังคมชื่อดังอย่าง นิตยสารวานิตี้แฟร์ และต่อเนื่องมาถึงงานพิธีเสกสมรสของเจ้าชายวิลเลียมส์ และเมื่อเร็วๆนี้กับกระแส "แฮรี่มาเนีย" ที่สื่อบันเทิงและไม่บันเทิงอเมริกัน เกาะติดช่วงเวลาในสหรัฐของเจ้าชายแฮรี่ พระโอรสองค์เล็กของเจ้าหญิงไดอาน่า
สมาชิกราชวงศ์อังกฤษ เป็นแหล่งข่าวอันดับต้นๆ ของสื่ออเมริกัน เช่นเดียวกับคนดังจากวงการบันเทิงฮอลลีวู้ด
และใน "ตลาดค้าปลีก" ของอเมริกา มีสินค้ามากมายที่อิงกระแส "รอยัล เบบี้" ระดับชาติอย่าง โดนัทยี่ห้อคริสปี้ ครีม ที่ทำหน้าโดนัทพิเศษต้อนรับรัชทายาทอังกฤษ ไปจนถึงระดับท้องถิ่นที่ร้านเบเกอรี่ในเมืองฮุสตัน ทำเค้กขนาดเท่าคนจริง ทำจากท่อพีวีซีและท่อนไม้ที่ตั้งโครงและใช้วัสดุทำเค้กอย่างแป้ง เนย วานิลลาและช็อคโกแล็ตขาวปั้นและตกแต่งรายละเอียดเป็นรูปดัชเชสแห่งแคมบริดจ์ในท่าอุ้มทารกน้อย โดย นาดีน มูน นักออกแบบเค้ก ที่เผยกับสำนักข่าวเอบีซีนิวส์ในอเมริกาว่า เค้กที่ชื่อ รอยัล เบบี้ เค้ก ขนาดเท่าคนจริงนี้ เป็นแรงบันดาลใจที่เธอเชื่อว่า "ทุกคนคงชอบเรื่องราวของเจ้าหญิงเคท มันเป็นเทพนิยายในใจทุกคนในเวลานี้"
แม้แต่วงการไอทีก็มีสินค้า อย่างแอพพลิเคชั่น ที่มาในรูปแบบเกม หรือข่าวสาร ข้อมูล เกาะกระแสรอยัลเบบี้ ไปจนถึงของเล่นจุกจิกอย่างปลอกมือถือไอโฟน
ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา JWT ลอนดอน จัดสำรวจความเห็นของประชาชนทั่วสหราชอาณาจักรบริเตน ถึงพระประสูติกาลของรัชทายาทอันดับสาม พบว่า เกินห้าสิบเปอร์เซนต์ของกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าประชาชนจะร่วมเฉลิมฉลอง และ เกือบ 60 เปอร์เซนต์ที่เห็นว่า เหตุการณ์นี้จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในอังกฤษ และแน่นอนจะกระตุ้นตลาดสินค้าขายปลีก ในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ หนังสือสำหรับเด็ก ตุ๊กตากระดาษ (Paperdoll) ที่เคยมีตั้งแต่สมัยเจ้าชายวิลเลียมส์ยังทรงพระเยาว์ ไปจนถึงของที่ระลึกหลากหลายแบบ ซึ่งมีรายงานว่าห้างแฮร์รอดส์ผลิตชามกระเบื้องเคลือบเป็นที่ระลึกพระประสูติกาล และขายหมดสต็อกไปเรียบร้อย
สินค้าปลีก อย่างเสื้อผ้าเด็ก จากย่านไฮสตรีทโหนกระแสด้วยเสื้อผ้าที่พิมพ์ข้อความอย่าง "Born to Rule" ขณะที่บริษัทค้าปลีกข้ามชาติอย่าง ยูนิลีเวอร์ ใช้แผนกระตุ้นการตลาดอย่าง “Guide to raising your baby like a royal." วิธีการเลี้ยงลูกอย่างราชวงศ์ และมีสินค้าในเครืออย่าง น้ำยาปรับผ้านุ่มและแป้งเด็ก ที่ปรับสลากสินค้าให้มีรูปทารกสวมมงกุฎ
ตัวเลขของ ศูนย์วิจัยการค้าปลีกแห่งบริเตน (อ้างจาก www.jwtintelligence.com) ระบุว่า ประสูติกาลครั้งนี้จะกระตุ้นให้เงินสะพัดในตลาดค้าปลีกของสหราชอาณาจักรถึง 243 ล้านปอนด์เลยทีเดียว
royalbabymania.jpeg --
Royalbabygift.jpeg--Royalbabysuit.jpeg--





