คฑาหัสต์ บุษปะเกศ น้ำเน่าคือชีวิตจริง

ชื่อชั้นของ คฑาหัสต์ บุษปะเกศ ในฐานะคนเขียนบทละครโทรทัศน์นับว่าไม่ธรรมดา ทั้งจำนวนผลงาน เรตติ้ง และฐานของแฟนๆ ละครที่มีอยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง
ทายาทของนักประพันธ์นักจัดรายการวิทยุชื่อดังคนนี้ ปัจจุบัน มีผลงานละครมาร่วม 100 เรื่องแล้ว นับตั้งแต่วันที่เขาเดินเข้าสู่วงการบันเทิงอย่างเต็มตัวเมื่อกว่า 10 ปีก่อน ทั้งที่เดิมทีนั้น เคยมุ่งมั่นจะเบนเข็มชีวิตไปในสายธุรกิจ แต่ถึงที่สุด หนุ่มคนนี้ก็หนีเส้นทางอาชีพสายนี้ไม่พ้น
"ผมทำงานมาเยอะ จบเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ แล้วไปทำงานที่ธนาคารไทยพาณิชย์ หน่วยงานบัตรเครดิต แล้วไปอยู่ปูนซีเมนต์ไทย หน่วยงานคอมพิวเตอร์ อยู่ปูนซีเมนต์ไทย หน่วยงานจัดงาน Event ให้ลูกค้าทั่วประเทศ ครั้งหลังสุดเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว คือขายกระเบื้องปูพื้น และในที่สุด ก็มาเขียนบทโทรทัศน์"
หลังจากฝากผลงานสร้างชื่อเสียงกับละครทางช่อง 7 มาหลายปี ปัจจุบันเขาย้ายสังกัดมาอยู่ช่อง 3 นาน 3 ปีแล้ว
- ความแตกต่างของการทำงาน ระหว่างละครช่อง 7 กับช่อง 3 ?
จริง ๆ แล้ว ละครก็เพื่อความบันเทิง เพื่อความสนุกเหมือน ๆ กัน แต่ต่างกันคือ (ลักษณะการทำงาน) ช่อง 7 จะทันทีทันใด มีการเพิ่มตอน ลดตอน มีการดูเรื่องเรทติ้ง จะทำอย่างไร แก้ไขกันตลอดเวลาหน้างาน
ขณะที่ทางช่อง 3 จะเป็นลักษณะละครสต็อก มีการเขียนบทไปส่วนหนึ่ง ถ่ายทำ ตัดต่อ บางทีละครถ่ายจบแล้ว ค่อยนำมา On Air ลักษณะจะแตกต่างกันแค่ตรงนั้น แต่ความบันเทิงความสนุกสนาน ผมว่าคล้ายกัน
แต่ในแง่ชีวิตส่วนตัว ความเร่งรีบจะลดลง ผมมีเวลาส่วนตัวให้ครอบครัวมากขึ้น
- ผู้ชมส่วนมากรู้จักคุณ จากผลงานเขียนนบทบู๊ แอ็คชัน นี่ถือเป็นความถนัดส่วนตัวหรือไม่
คนจะรู้จักจะจำ “‘คฑาหัสต์” ได้ใน “คมแฝก” “รุกฆาต” “จิตสังหาร” “เดือนเดือด” “คมคน” “เหนือเมฆ 1-2” แต่ จริงๆ แล้ว ผมทำงานกับทีมงานของผมมานานแล้วเป็น 10 ปี ตอนอยู่ช่อง 7 จะมีทีมงาน “ช่างปั้นเรื่อง” เป็นน้อง ๆ หลาย ๆ คนที่มาช่วยกันทำงาน
ผลงานที่ทำกับช่างปั้นเรื่อง ถ้าเป็นคนดูละครจะคุ้นเคย จะมีเรื่อง “อุ่นไอรัก” ที่เป็นละครดราม่า มีเชียร์ ฑิฆัมพรแสดง มีเรื่อง “เบญจา คีตาค วามรัก” เป็นหนังเพลงของวัยรุ่น มี “พลิกดินสู่ดาว” ที่เอาแพนเค้กกับเวียร์มาเล่นคู่กัน
ถ้าเป็นฝั่งของช่อง 3 ผมจะทำ “แผ่นดินหัวใจ” เป็นเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง มี “ครูไหวใจร้าย” จริงๆ แล้วเราทำเยอะ เราทำหลากหลาย เคยทำคอเมดี้ เป็น “หมอลำซัมเมอร์” “รักแท้แซบหลาย” คือทำหลายๆ แนว เพียงแต่ว่าที่คนจดจำจะจำในเรื่องของแอ็กชั่น
- การทำงานโดยที่มีบทละครหลายๆ เรื่องพร้อมกัน ต้องแบ่งงานอย่างไร
เรามีทีมงานที่ช่วยกันอยู่ในแต่ละเรื่อง เรื่องหนึ่งจะมีทีมงานคนสองคน แล้วก็รูปแบบของการทำงานจะเป็นรูปแบบที่คล้ายกับระบบซีรีส์ของอเมริกาขึ้นทุกวัน ในส่วนของคนเขียนบทปัจจุบันจะมีทีมจะมีการเบรนสตอร์ม ทีมเอากลับไปเขียน เอากลับมาให้ผม edit อะไรอย่างนี้ ในแต่ละเรื่อง จะมีคนแต่ละคนรับผิดชอบอยู่
จำนวนคนทำงาน แล้วแต่เรื่อง ตอนนี้ เรื่องหนึ่งประมาณ 1-3 คน แต่ในตอนที่เราทำ “ช่างปั้นเรื่อง” กันแรกๆ ที่เราทำ “อุ่นไอรัก” ตอนนั้นทีมละประมาณ 6-7 คน
- ฟังๆ แล้ว เหมือนโรงงานอุตสาหกรรม ?
มันคือโรงงานอุตสาหกรรมศิลปะ ทำนองนั้น แต่ฟังดูแล้วมันจะแย่หน่อย เราต้องช่วยกันคิด เพราะว่าตัวระบบนี้เอง ทางซีรีส์อเมริกาเขาก็ทำ เห็นว่าเขาจะมีทีมของคนเขียนบทอยู่แล้ว ก็มี Head อยู่ คล้ายๆ กัน
- ประสบการณ์ก่อนมาเขียนบท มีส่วนช่วยเสริมในการทำงานหรือไม่
พูดถึงงานเขียนทุกประเภท ผมว่าคนที่จะเขียนได้ดี ต้องมีประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านอะไรมาเยอะ การมองปมของประเด็น ปมของปัญหาในตัวละครแต่ละตัว เมื่อตัวละครนี้พบกับปัญหานี้ เขาจะแก้ไขปัญหาชีวิตเขาอย่างไร หรือเขาจะมีมุมมองต่อปัญหานั้นอย่างไร คนเขียนต้องเอาใจของเขาใส่ลงไปในตัวละคร แล้วทุกอย่างมันจะได้ ถ้าเขาเคยผ่านอะไรมาเยอะ เคยเห็นอะไรมาเยอะ เคยอ่านอะไรมาเยอะ
- ความรู้สึกแรกๆ ที่เริ่มงานเขียน ?
ยากมาก เราเกร็งเลยล่ะ ทำอย่างไรวะ เราจะทำได้เหรอ ... ผมโตมาในห้องอัดละครวิทยุ คณะเสนีย์ บุษปะเกศ คุณพ่อเป็นนักเขียนนักประพันธ์ แล้วเป็นเจ้าของละครวิทยุ คุณแม่คือ คุณรัชนี จันทรรังษี ถ้าคนวัยกลางคนในสมัยนี้ก็จะคุ้นเคย เพราะคุณแม่เล่นละครวิทยุ เล่นละครโทรทัศน์
ผมโตในห้องอัดละครห้องพากย์หนัง โตใต้โต๊ะเขียนต้นฉบับของพ่อ ที่พ่อเขียนนิยาย พ่อเขียนนิยายเสร็จก็จะโยนลงมา แม่ก็จะเอาไปพิมพ์ แม่เอาไปพิมพ์ เราก็จะเอาต้นฉบับนั้นมานั่งอ่าน ตั้งแต่สมัยอ่านหนังสือออก 8-9 ขวบ 10 ขวบ ก็นั่งอ่านเล่นแล้ว
- เรียกว่ามีพื้นฐานการอ่านและวรรณกรรมอยู่ในสายเลือด ?
ไม่รู้ว่ารัก หรือว่าไม่มีอะไรทำ ก็เลยนั่งอ่าน จึงเป็นประสบการณ์ที่ทำให้ทำอันนั้นได้ เลยได้เขียนมันขึ้นมา
พอไปทำงานเกี่ยวกับธุรกิจ ถึงจุดหนึ่ง มันไม่ใช่ มันเหมือนเพลงก่อนหน้านี้ที่เราร้องเพลงเล่นกัน เพลง Where I Belong จริงๆ ผมไม่ทราบ แต่ว่าคนที่อยู่ในวงการบันเทิง เด็กที่เกิดในวงการบันเทิง บางครั้งคุณพ่อคุณแม่ จะรู้สึกว่า มันเหนื่อยตรงนี้ อะไรอย่างนี้ แล้วเราก็จะได้รับการปลูกฝัง เราพยายามจะหนีตัวเอง เราไม่อยากทำ เราไปเรียนธุรกิจ เราไปอยู่เศรษฐศาสตร์ เราไปทำธนาคาร เราไปทำหน่วยธุรกิจบริษัทปูนซีเมนต์ไทย แต่ในที่สุด เราหนีตัวเองไม่พ้น
มันเหมือนกับเราแสวงหา where I belong อยู่ตลอด จนกระทั่ง พี่ตู่ นพพร โกมารชุน ซึ่งเป็นอาจารย์เขียนบทคนแรกในชีวิต พี่เขารู้จักกับครอบครัว ตอนนั้นคุณพ่อคุณแม่เสียชีวิตหมดแล้ว พี่ตู่บอกว่า “เฮ้ย ไม่มาลองเขียนบทโทรทัศน์เหรอ พี่ว่าหนึ่งทำได้นะ” ก็ดึงมาทำ “เป่าจินจง”
ตอนนั้นทำเรื่องแรกที่ช่อง 7 เรื่อง “หัวใจและไกปืน” ที่พี่หนุ่ย อำพล ลำพูน มาเล่นละครโทรทัศน์เรื่องแรก ในบทมือปืนที่จูงเด็กคนหนึ่งผลอดเวลา เด็กคนนั้นคือ อเล็ก เรนเดล ซึ่งตอนนี้กลายเป็นพระเอกช่อง 3 ไปแล้ว มันเริ่มต้นจากตรงนั้น เขาให้ความมั่นใจว่า เราทำได้ คนที่ให้กำลังใจ คือพี่ตู่ ถ้าทำได้ก็ทำไป แล้วก็มีการแก้ไข มีการ edit มีอะไรเรื่อยมา
- คุณมองการหยิบเอางานเก่าของคุณพ่อมาเล่าใหม่อย่างไร
เสน่ห์ของบทประพันธ์เก่า อย่าง “ตะวันยอแสง” “ฟ้าเพียงดิน” “แก้วลืมคอน” ทำมาไม่รู้กี่รอบแล้ว เสน่ห์ของบทประพันธ์เก่า จะมีครบ ถ้าพูดถึงเรื่องดราม่า ข้อคิด การใช้ชีวิตอะไรพวกนี้ มันครบมูล มันครบทั้งหมด บางครั้งผมไม่ได้หยิบมาเอง คนที่จำได้ ระลึกได้ เขาก็จะมาบอกว่าเรื่องนี้สนุก เอามาทำ แล้วมันจะโดนใจคน
- คนเขียนบทละครโทรทัศน์กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมาก ?
ขาดแคลนอยู่มาก เมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว เคยคุยกับผู้บริหารช่อง 7 คุณสุรางค์ เปรมปรีดิ์ (ณ เวลานั้น) ท่านบอกว่าปีหนึ่งทำละครกันเป็นร้อยเรื่อง เฉพาะช่อง 7 ยังไม่รวมช่อง 3 กับช่อง 5 และปัจจุบันมี Free TV ที่เป็นดาวเทียมเฉพาะออกมา คือช่อง 8 ซึ่งเป็น Satelite TV ที่ออกเฉพาะละคร แล้วต่อไปจะมีช่องดิจิตัล ซึ่งผมว่าในอนาคตช่องดิจิตัลของเมืองไทยจะต้องมีช่องละครแน่นอน มันมีปริมาณความต้องการผลิตละครอยู่เยอะ ในขณะที่คนเขียนบทมีอยู่แค่นี้ ก็ยังขาดแคลนกันอยู่ 100 เปอร์เซนต์
- คิดอย่างไรที่มองกันว่า น้ำเน่ากับละครไทยอยู่คู่กันตลอดเวลา
ผมขัดนิดหนึ่ง คำว่า “น้ำเน่า” มันไม่ได้มีแต่ละครไทย ลูกสาววัยรุ่นดูละครเกาหลี ผมบอกเลยว่า ละครเกาหลีก็น้ำเน่าพอกัน คือถ้าบอกว่า “น้ำเน่า” คืออะไร น้ำเน่าคือชีวิตจริง จริงๆ ชีวิตบางทีมันเน่ากว่านั้นอีก ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย ถามว่ามีเฉพาะเมืองไทยหรือไม่ ผมว่ามีทุกที่
ละครเกาหลีน้ำเน่าแน่นอน ถ้าสาวกเกาหลีมาบอกผมว่า ไม่เน่า ผมจะบอกว่า coffee prince ที่พระเอกจำนางเอกไม่ได้ว่าเป็นผู้หญิง คิดว่าเป็นผู้ชาย มันต่างจาก “ทัดดาวบุษยา” ตรงไหน แล้วถ้าไปดูในละครของอเมริกาใต้ ประเทศเม็กซิโก โอ้โฮ ยิ่งกว่าเราอีก แทบจะเอาหัวโขกพื้นกันเลยล่ะ
มันสำคัญที่ว่า น้ำเน่าแล้วได้อะไร ผมเคยเขียนบทความชิ้นหนึ่ง เมื่อสัก 10 กว่าปีที่แล้ว ว่า “น้ำเน่ายังมีเงาจันทร์” คือละครน้ำเน่า ใครจะเกลียดมัน หรือใครจะอะไรอย่างไร ผมว่าสิ่งหนึ่งที่ให้แก่คนดู คือมันให้ความหวัง มันให้ความสนุก ความสนุกต้องให้ได้อยู่แล้ว-หนึ่ง สอง-คือมันให้ความหวังต่อคน
จุดหนึ่งซึ่งละครน้ำเน่าทุกเรื่องมี เป็นเรื่อง “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ไม่มีพลิกไปจากนี้ ถ้าสมมติว่าเราจะเอาประโลมโลกย์กันตามที่ใครจะด่ากันนะ ‘‘ถ้าคุณเป็นผู้หญิงที่ดี ถ้าคุณเป็นคนซื่อสัตย์ ถ้าคุณยึดมั่นในคุณธรรม คุณจะได้กับพระเอกที่เป็นเจ้าชายที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจพันล้าน’’ มันส่งเสริมให้คนทำดี ผมรู้สึกอย่างนั้น ส่วนบริบทอื่นผมว่าคุณไปดูตรงไหน คุณไปจับจุดบริบทตรงไหน
ขอยกตัวอย่างละครที่คุณบอกว่าเน่ามากเลย “แรงเงา” เมื่อปีที่แล้ว คนหลายๆ คนดูแล้วบอกว่า มันเน่าขนาดนี้ มันแย่ ผมกลับไม่เห็นอย่างนั้น ผมกับเห็นว่า “แรงเงา” สะท้อนอะไร สะท้อนปัญหาครอบครัว เห็นว่าถ้าพ่อทำตัวอย่างนี้แล้ว ที่บ้านจะเกิดอะไรขึ้น เห็นว่าถ้านางเอกแค้นไม่เลิก อะไรจะเกิดขึ้น
ผมว่ามันคลุมนะ ในฐานะที่มีครอบครัว ผมดูแล้วผมสะท้อนใจว่า ถ้าคุณพลาด คุณทำอะไรในสิ่งที่ดี ถ้าคุณเจ้าชู้ มันจะเป็นลูกโซ่กันกับมา ใครว่าแรงเงาน้ำเน่า แล้วไม่ให้อะไรต่อสังคม ผมบอกเลยว่าละครเรื่องนี้ให้อะไรต่อสังคมมากเลย สำคัญที่ว่าคุณดูด้วยอคติ หรือคุณดูด้วยความบันเทิง และพร้อมที่จะสนุกไปกับมัน
- ถึงอย่างไรนักเขียนบทก็ควรมีความรับผิดชอบ ?
ควรจะรับผิดชอบ และผมมั่นใจว่านักเขียนบทโทรทัศน์ทุกคนทำอย่างนี้อยู่แล้ว คือเรามีลูก เรามีหลาน เราไม่คิดจะใส่ยาพิษให้ลูกให้หลาน ไม่ได้ด่านะครับ แต่พูดตามความเป็นจริงว่า ผู้ใหญ่ในหลายๆ คน มักจะตัดสินแทนเด็กว่า พฤติกรรมอันนี้ จะทำให้เขาลอกเลียนแบบ
ตอนเราเด็กๆ เราดูละคร ดูไอ้มดแดง เราอยากเป็นอะไร เราอย่างเป็นไอ้มดแดง เราไม่เคยอยากเป็นไอ้ตัวช็อคเกอร์ ไอ้ตัวสัตว์ประหลาด ที่จะมาทำลายล้างคน เราดูละคร เราอยากเป็นอะไร เราอยากเป็นพระเอกนางเอง ทำไมคุณมักจะคิดว่า เด็กจะเลียนแบบตัวโกง จะเลียนแบบตัวร้าย จะตบตี ทำไมคุณไม่คิดว่าเขาจะเรียนแบบ “พจมาน สว่างวงศ์” เขาจะเลียนแบบพระเอกคุณชายพุฒิภัทร
- อย่างนั้น ถ้าเลียนแบบพระเอกตบแล้วจูบ หรือกลวิธีเพื่อให้ได้นางเอกมา ยอมรับได้ไหม
อันนี้ผมยอมรับไม่ได้นะ ผมว่าปัจจุบันบริบทของสังคมไทยยอมรับไม่ได้ด้วย และละครไทย ณ ปัจจุบัน ผมว่าไม่ทำกันแล้วด้วย มันเลยจุดนั้นมาแล้ว คือผมเอง ถ้าผมทำผมไม่ทำ ผมเคยจะต้องเขียนละครอะไรอย่างนี้ แล้วสมมติว่าในบทประพันธ์เอง เป็นบทประพันธ์เก่า เขามีบทข่มขืนนางเอก แล้วตอนหลังมารักกันอะไรอย่างนี้ ผมก็จะคุยกับผู้จัดโดยตรงว่า ถามจริงเหอะ ถ้ามีใครมาข่มขืนคุณ แล้วคุณจะรักเขาได้หรือ ผมก็จะไม่ทำ ผมว่าในปัจจุบันไม่มีแล้ว คือไม่ทำ เราจะ Soft ลง คือทำไปตามเนื้อบทประพันธ์เก่า แต่ทำในลักษณะที่มันSoft ลง
- แต่การทำให้ละครมีสีสัน มีการปรุงแต่ง ถือเป็นเรื่องปรกติในการเรียกเรตติ้ง ?
มันเป็นละคร ขึ้นอยู่กับว่าคุณดูละครโทนไหน คือถ้าคุณดูละครคุณธรรมยามเย็น “ธรรมะติดปีก” มันก็คงจะไม่มีอย่างนั้น แต่ว่าถ้าอยู่ในช่วงของไพรม์ไทม์ prime time มันก็จะมีเขาเรียกสีสัน สาดสีให้หวือหวา
เรตติ้งสำคัญไหม ในอดีตจำเป็นนะ แต่ในปัจจุบันก็ยังจำเป็นอยู่ เพราะว่าโทรทัศน์อยู่ได้ด้วยเม็ดเงินโฆษณา เพียงแต่ว่ามันจำเป็น แต่มันไม่ได้ทั้งหมด ณ ปัจจุบันที่ผมทำงานอยู่เจ้านายพูดว่า ไม่ต้องดูเรตติ้ง เรตติ้งเป็นเรื่องของการตลาด เราทำในส่วนของเราให้ดีที่สุด เราทำให้มันสนุก แล้วมันจะมาเอง แต่เรตติ้งมันเป็นสิ่งเดียวที่ Agency โฆษณาใช้สำหรับซื้อเวลา ทุกคนเลยต้องดูกัน
ณ ปัจจุบัน หน่วยงานที่ผมสังกัดอยู่ ไม่ได้ให้ความสำคัญตรงนี้ เราให้ความสำคัญกับเนื้อหา กับความสนุก กับความชมชอบและกระแสที่สังคมมีต่อละครเรื่องนั้น
- โดยส่วนตัว คุณชอบผลงานเรื่องไหนของตัวเอง
รักทุกเรื่อง เพราะว่ามันเป็นงานของเรา เรารักทุกเรื่อง ในงานของเรา เหมือนเป็นลูก แต่ทุกครั้งที่เราทำออกไปแล้ว คนจะยอมรับหรือไม่ยอมรับ เป็นอย่างไรเท่านั้นเอง แต่ละเรื่องก็จะชอบในแต่ละอย่าง ชอบ “คมแฝก” เพราะมันเป็นบทประพันธ์ของคุณพ่อด้วย ชอบ “คมแฝก” ในเรื่องทำให้คนรักชาติรักแผ่นดิน ทำให้คนรู้จัก “คมแฝก” วันที่ “คมแฝก” ยังไม่ On Air คนยังไม่รู้จักเลยว่าคมแฝกคืออะไร ยังนึกว่าเป็นแฝกที่มุงหลังคาบ้าน คมแฝกคืออะไรทุกคนหันมาถามหมด แต่ถามว่า ณ ชั่วโมงนี้ วันนี้ ใครไม่รู้จัก คมแฝก อันนี้คือสิ่งที่ภูมิใจ
เราภูมิใจใน “อุ่นไอรัก” ที่ตอนนั้นได้ทั้งเรทติ้ง ได้ทั้งกล่อง ในเรื่องของการสะท้อนปัญหาชีวิตครอบครัว แต่ละเรื่องก็จะมีความภูมิใจแตกต่างกันไป
- กรณี “เหนือเมฆ” คุณยืนยันว่าไม่ใช่การเมือง ?
ให้เกียรติผมเกินไป ผมไม่เคยทำละครการเมือง และไม่เคยคิดจะทำด้วย อันนั้นมันแค่ละครที่มีบริบทการเมืองเกี่ยวข้องอยู่เล็ก ๆ น้อย ๆ เหมือนกับ Twentyfour ของเมืองนอกแค่นั้นเอง ผมเคยพูดเล่น ผมทำละครปล่อยแสง ไม่ใช่ละครการเมือง ผมยังไม่ได้สะท้อนปัญหาสังคมหนักๆ อย่าง “เขาชื่อกานต์” ผมไม่ตั้งใจจะทำอย่างนั้น เพราะว่าทำไม่ถึงด้วย ผมไม่สามารถเทียบงานชั้นครูอย่างนั้น
- มีละครแนวไหนที่อยากจะเขียนเป็นพิเศษ
จริงๆ เขียนครบหมดแล้ว สิ่งหนึ่งที่คิดว่าอยากจะทำและคุยกับเพื่อนๆ ในกลุ่มคนเขียนบท ว่าเราอยากจะทำละครที่เหมือนซีรีส์อเมริกา ซีรีส์อังกฤษ คือ ไม่มีจบ เป็นจบปลายเปิด เป็น Twentyfour , Supernatural อะไรที่ออกมาแต่ละปี แต่ละปี เป็นจบแบบปลายเปิด เป็นซีซั่น 1 ซีซั่น2 รู้สึกว่าอยากทำแต่ยังไม่มีโอกาส
- เคยคิดจะทำบทภาพยนตร์หรือไม่
เป็นเรื่องที่อยากทำ เคยมีคนชวนๆ อยู่ อยากทำอยู่เหมือนกัน สนุกดี หนึ่ง-คืออยากทำ สอง-คือเป็นเรื่องปมอยู่ในหัวใจว่า คนภาพยนตร์มักจะดูถูกละคร เรารู้สึกอย่างนั้น เป็นปมส่วนตัวเลย เขามักจะดูถูกละคร เพราะฉะนั้น เราจะรู้สึกว่า ผมจะไปทำให้คุณดูว่า ผมทำได้ สิ่งที่คุณทำ ผมทำได้
- อะไรทำให้เขาดูถูกคนวงการละคร
เขาคงคิดว่างานเราเป็นงานพาณิชย์ศิลป์มากกว่าเขา ในอดีต คนหนังเขาดูถูกละครมาก แต่เดี๋ยวนี้คงดีขึ้นมากแล้วล่ะ เพราะคนหนังก็มาทำละครกันเยอะ แต่ว่ามันเป็นปมตั้งแต่อดีต เรารู้สึกว่า ทำได้ไม่เห็นจะยากเลย
ทั้งที่ในแง่ตัวเงิน ละครมากกว่าหนังด้วยซ้ำมากกว่า ตัวค่าบทหนัง เอาเข้าจริงๆ ค่าบทละครมากกว่าเยอะ
- อะไรคือสิ่งที่ท้าทายชีวิตต่อจากนี้
งานทุกงานเป็นงานที่ท้าทาย แล้วเราไม่เคยคิดจะแข่งกับใคร เราไม่เคยคิดจะแข่งกับฝั่งตรงข้าม เราแข่งกับตัวเราเองว่า ในอดีตที่ผ่านมา เคยทำอะไรสำเร็จแค่ไหน อยากทำอะไรที่มันดีขึ้น มันน่าสนใจขึ้น มันน่าติดตามขึ้น และความสนุกของคนอยู่ตรงไหน
สิ่งหนึ่งซึ่งผมอยากทำ ผมอยากให้ความบันเทิงที่เราทำ ได้ทั้งความบันเทิงและข้อคิด ส่วนเขียนไปแล้วเขาจะคิด-ไม่คิด ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ขอให้ได้อะไรแก่สังคมบ้าง.







