พลิกโฉมโฮจิมินห์

พลิกโฉมโฮจิมินห์

วันที่นครโฮจิมินห์กำลังพลิกโฉม บรรดาลูกหลานของ "ลุงโฮ" ก็กำลังเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตตัวเองไปพร้อมกัน

ครั้งที่เท่าไหร่แล้ว ไม่แน่ใจ แต่มาทีไรภาพผู้คนใน สนามบินเติน เซิน เญิ้ด (Tan Son Nhat International Airport) ในความรู้สึกของ หว่าง หวู (Hoang Vu) มักคึกคักแบบนี้เสมอ

สนามบินนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเวียดนามแห่งนี้ได้กลายเป็นประตูบานสำคัญในการ "รับแขก" ให้กับนครโฮจิมินห์ หรืออีกนัยหนึ่งอาจหมายถึงเวียดนามก็ได้ เพราะสถานภาพความเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้บรรดานักธุรกิจต่างพากันหิ้วเงินมาที่นี่

หลังประตูทางออกสนามบินจึงเต็มไปด้วยป้ายขนาดต่างๆ เรียงรายต้อนรับผู้โดยสารกว่า 10 ล้านคนต่อปีที่เดินทางเข้าออกตลอดเวลา เหมือนอย่างที่ไกด์หนุ่มชาวดานังวัย 29 ปีรายนี้กำลังทำอยู่

"กาแฟหมดไป 2 แก้วแล้วครับ" เขาเผยรอยยิ้มหลังคำตอบ

แม้ส่วนต่อขยายของสนามบินจะเปิดใช้งานมาได้ระยะหนึ่ง เพื่อช่วยแก้ปัญหาความแออัดของสายการบิน และนักเดินทาง แต่อัตราการเติบโตของจำนวนผู้โดยสารในประเทศที่เพิ่มขึ้น 19 เปอร์เซ็นต์ และผู้โดยสารนานาชาติอีก 3 เปอร์เซ็นต์ จากผลสำรวจของท่าอากาศยานเมื่อปี ค.ศ. 2012 ทำให้เป้าหมายดังกล่าวดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ผลเท่าที่ควร

ถึงอย่างนั้น เมื่อเทียบกับการจราจรของชาวโฮจิมินห์ซิตี้ทั้ง 14 ล้านคนในชั่วโมงเร่งด่วนในแต่ละวันก็ดูจะเป็นคนละเรื่องกันเลยทีเดียว

ขณะรถยนต์กำลังไหลไปตามคลื่นมอเตอร์ไซด์ที่ล้อมหน้าล้อมหลังแทรกตัวอยุ่ทุกที่บนถนนสายหลักของเมือง หวู หรือ พายุ ในชื่อภาษาไทย บอกว่า มีอยู่ 3 สิ่งที่ทั่วโลกจะรู้จักเวียดนาม ไม่ใช่ทั้งเสียงแตรรถบนท้องถนน หรือการกินเนื้อสุนัข อย่างที่คนไทยหลายๆ คนเข้าใจ

"สงครามเวียดนาม ชุดอ๋าวหญ่าย และเฝ๋อครับ" เขาเฉลย

เติบโตและต่อเติม

หากความเปลี่ยนแปลงของเวียดนามตามแบบเรียนประวัติศาสตร์หมายถึงวันที่ประเทศสามารถรวมเป็นหนึ่งเดียว ในตำราเศรษฐศาสตร์อาจคิดถึง "นโยบายโด๋ยเม้ย" อันถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจเวียดนามใหม่

แต่สำหรับคนเวียดนามเอง ที่ชัดเจนที่สุดก็คือการขยายตัวนครโฮจิมินห์ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

"ถ้าคุณเคยมาที่โฮจิมินห์เมื่อปีที่แล้ว และกลับมาอีกในปีนี้คุณจะเห็นว่าเมืองนี้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนเลย" เหงียน ทาย ฮาว (Nguyen Thai Hong) หรือ สมพงษ์ ชาวเวียดเกียวที่กลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เมื่อ 30 ปีก่อนเปรียบเปรย

ในความหมายของเขา นั่นเป็นผลจากการที่นครโฮจิมินห์ กลายเป็นศูนย์กลางด้านการคมนาคมตอนใต้ของเวียดนาม อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางด้านการค้า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยวของประเทศ ด้วยลักษณะพิเศษดังกล่าวทำให้การพัฒนา และผู้คนต่างหลั่งไหลมารวมกันที่นี่

"หลังจากการรวมประเทศ การขยายตัวของเมืองมีมากขึ้น คนอยู่ต่างจังหวัดก็เข้ามา คนอยู่นครโฮจิมินห์โตขึ้นมา เมื่อก่อนจากที่เคยเป็นทุ่งนาก็กลายเป็นเมือง จากเดิมที่โฮจิมินห์เคยมี 16 เขตแต่วันนี้เพิ่มขึ้นมาเป็น 20 เขตแล้ว"

เหมือนอสังหาริมทรัพย์อย่างคอนโดมิเนียม ที่วันนี้มองไปทางไหนก็เจอ

"เขต 7 พื้นที่ประมาณ 1,600 เฮกต้า (ราว 9,600 ไร่) สร้างเป็นคอนโดทั้งเขตเลย" สมพงษ์บอก

สำหรับมุมของนักวิชาการ มรกตวงศ์ ภูมิพลับ อาจารย์อาเซียนศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เล่าว่า ความเปลี่ยนแปลงของเวียดนามนั้นล้วนถูกผูกเข้ากับประวัติศาสตร์อย่างแนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกันในทุกระดับ

"อย่างที่ทราบกันดี หลังจากที่เวียดนามรวมประเทศก็ได้ลองผิดลองถูกกับระบบการบริหารประเทศแบบสังคมนิยมทั้งทางการเมือง และเศรษฐกิจ สังคมนิยมเป็นเพียงวิธีการที่ทำให้เวียดนามปลดแอกและรวมประเทศได้ แต่ไม่ใช่ในการบริหารประเทศ ภาพรวมของเวียดนามโดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจเกิดขึ้นตามนโยบายปฏิรูปโด๋ยเม้ย เวียดนามถูกกระแสเศรษฐกิจถาโถมเข้าประเทศรวดเร็ว ทศวรรษที่ 1995-2005 เวียดนามเป็นประเทศที่เนื้อหอมมากเพราะต่างชาติแห่เข้ามาลงทุน สิ่งที่ตามมาคือในระดับโครงสร้าง ก่อให้เกิดสิ่งก่อสร้างทันสมัยขึ้นมากมาย บริษัท โรงงาน เขตอุตสาหกรรม เขตเศรษฐกิจ ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน" เธออธิบาย

ทั้งหมด ถูกประติดประต่อจนกลายเป็น เวียดนามยุคใหม่ผ่านมหานครอย่าง โฮจิมินห์ วันนี้

ต้นไม้ใหญ่กลางสวนสาธารณะที่แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงากับลูกหลานชาวเวียดรุ่นใหม่ที่แวะมาหาที่หย่อนใจระหว่างวัน ขณะที่โครงการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน และตึกรามบ้านช่องก็กำลังกลบที่ดินชานเมืองออกไปเรื่อยๆ เพื่อรองรับปริมาณความต้องการของระบบเศรษฐกิจที่นับวันจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น

ไซง่อน (new)style

ไม่เฉพาะนักท่องเที่ยวที่เดินสะพายกล้องเก็บบรรยากาศรอบๆ วิหารดึ๊กบา หรือ โบสถ์นอเทรอดาม (Notre Dame Cathedral) และ อาคารไปรษณีย์กลางนครโฮจิมินห์ แต่แลนด์มาร์กกลางใจเมืองแห่งนี้ยังติดอันดับสถานที่ถ่ายภาพพรีเวดดิ้งยอดนิยมของคู่รักชาวเวียดนามอีกด้วย

ไลฟ์สไตล์รุ่นใหม่แบบนี้ เดินตามติดมาพร้อมๆ กับย่านเกิดใหม่หลายๆ ย่าน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่ง สภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (World Travel and Tourism Council : WTTC) พยากรณ์ว่าเวียดนามจะเป็น 1 ใน 10 ของประเทศที่การท่องเที่ยวเติบโตเร็วที่สุดในโลกในช่วง 10 ปี คือ ระหว่างปีพ.ศ. 2549-2558 โดยจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 7.8-9.9 ต่อปี ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเดินทางเข้ามาทางนครโฮจิมินห์ก่อนมุ่งเข้าสู่จังหวัดอื่นๆ

นั่นทำให้โรงแรม 1-5 ดาว ศูนย์การค้า และฟรีไวไฟ ทยอยเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมาย (ร้อยละ 60 เป็นกลุ่มนักธุรกิจ) หรือที่ ตลาดเบิ๋น ถั่น (Ben Thanh Market) นอกจากเสื้อผ้าแบรนด์เนม - โนเนม - ก็อปปี้เนม พ่อค้าแม่ค้าที่ภาษาอังกฤษไม่ค่อยแข็งแรงก็พยายามสื่อสารกับนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ตลอด

พอๆ กับ เทรนด์แฟชั่น นอกจากจะมีแบบที่เป็นแบรนด์สากล ร้านรวงของดีไซเนอร์เวียดนามเองก็มีให้เดินเลือกอยู่ไม่น้อย หรือแม้กระทั่งบนท้องถนน

เปล่า... ไม่ใช่รอยถลอก หรือ "ทรง" ของรถจักรยานยนต์กว่า 25 ล้านคัน (อย่างน้อย) ที่เป็นสีสันของถนนเมืองลุงโฮ แต่เรากำลังหมายถึง หมวก(คล้าย)กันน็อก แว่นตา ผ้าปิดจมูก ปลอกแขน ถุงมือ หรือแม้กระทั่งผ้าคลุมขา ที่มีเป็น "คอลเล็คชั่น" ออกมาให้เลือกใช้

"แฟชั่นล่าสุดถุงมือต้องเจาะรูตรงนิ้วโป้งนะ" ใครบางคนให้ข้อสังเกต

จริงอยู่ที่ ไม่ว่าจะนุ่งยีนส์ขาสั้น เสื้อแขนกุด หรือชุดเดรสจัดเต็ม แฟชั่นนิสต้าทั้งหลายก็ยังสามารถซ้อนเบาะมอเตอร์ไซด์ได้ไม่เคอะเขิน แต่เรื่องของ เสื้อผ้า หน้า ผม หรือผิวพรรณ คนรุ่นใหม่ก็ไม่เคย "เอาท์"

"เราติดตามแฟชั่นผ่านออนไลน์เป็นส่วนใหญ่ค่ะ" เหงียน ธิ คิม อันห์ (Nguyen Thi Kim Anh) ดาราสาวชาวเวียดนามมองในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่

เธอบอกว่า ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา ทรวดทรง หรือผิวพรรณ วัยรุ่นเวียดนามวันนี้หันมาให้ความสนใจแฟชั่นมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

"ตอนนี้พอเศรษฐกิจดีขึ้น เขาก็เริ่มจะหาสิ่งที่เป็นดีไซน์ และไลฟ์สไตล์ก็จะเริ่มเยอะขึ้น เสื้อผ้าแบรนด์ดังๆ ก็จะเห็นว่าเข้ามาเยอะ" รัตนา จงเจริญพรสุข เจ้าของร้าน It's happened to be a closet ในเขต 1 นครโฮจิมินห์ เสริมภาพไลฟ์สไตล์ที่เกิดขึ้น

รวมทั้งผลิตภัณฑ์ และสถาบันเสริมความงามที่เริ่มมีให้เห็นเยอะขึ้น แน่นอนว่า เทรนด์ยอดนิยมวันนี้ก็คือ "เกาหลี"

"คนที่เอาใจใส่ดูแลตัวเองส่วนใหญ่ก็เป๊ะนะคะ" ดาราสาวคนเดิมยืนยันพร้อมรอยยิ้ม

ความท้าทายที่รออยู่

แผ่นสังกะสีกั้นแผงเป็นแนวก่อสร้างที่เป็นอีกหลักฐานหนึ่งในการบอกถึงการพัฒนากำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โครงการขยายเมืองแบบใหม่ รวมทั้งวิถีชีวิตคนเมืองที่เป็นเหมือนจุดร่วมระหว่างเวียดนามทศวรรษก่อน และทศวรรษหน้า

เมื่อนึกถึงการ "ถาโถม" อย่างที่นักวิชาการสาวจากรั้วท่าพระจันทร์บอกเอาไว้ ก็คงไม่อาจมองข้ามเหรียญอีกด้านของการพัฒนาไปได้

จำนวนประชากร 90 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในช่วงวัยทำงาน แง่หนึ่งคือศักยภาพด้านแรงงานที่มีอยู่อย่างเต็มที่ แต่อีกด้านการแข่งขันของแรงงานก็สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว หรือปัญหาสังคมของเวียดนามที่ มรกตวงศ์ คิดว่ายังปรับตัวให้เข้ากับความเจริญทางวัตถุได้ไม่ดีนัก และนั่นยิ่งจะทำให้เวียดนามเดินไปสู่สังคม "ปากกัดตีนถีบ" มากขึ้น

"ลองนึกภาพช่วงที่ชาวบ้านตามต่างจังหวัดแห่เข้ามาทำงานในกรุงเทพมหานคร หรือพวกนิคมอุตสาหกรรมหรือเมืองใหญ่ๆ อยู่ช่วงหนึ่ง บรรยากาศแบบเดียวกับเลยค่ะ" เธอวิเคราะห์

ด้วยศักยภาพทางเศรษฐกิจของเมืองที่โฮจิมินห์มีความหนาแน่นของประชากรมากที่สุดในประเทศ มีรายได้ต่อหัวสูงที่สุดในประเทศ การแข่งขัน และความกดดันสำหรับผู้คนในการใช้ชีวิตที่นี่จึงต้องแบกเอาไว้มากกว่าพื้นที่อื่นๆ ไปโดยปริยาย

"ที่นี่ค่าแรงถูก แต่ค่าครองชีพแพงครับ" พายุยอมรับถึงความยากในการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่

นั่นทำให้ภาพของเวียดนามเปลี่ยนจาก "นักต่อสู้"/"นักชาตินิยม"แบบสังคมนิยม ไปสู่ "มือใหม่ทางเศรษฐกิจ" แทน

"เวียดนามรุ่นใหม่ให้ความสำคัญเชิงเศรษฐกิจมาก เห็นได้จากสาขาวิชาที่เป็นที่นิยมในเวียดนามตอนนี้เป็นพวกบริหาร วิศวกรรม รวมไปถึงพวกมัคคุเทศก์ การโรงแรม ทัวร์ เพราะคิดว่าทำเงินได้ดีกว่าค่ะ" อาจารย์ธรรมศาสตร์คนเดิมบอก

ยังไม่นับ กระแสการตื่นตัวด้านเทคโนโลยี ที่ "สู้ตาย" กับ มือถือใหม่ กล้องใหม่ คอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ หรือของแบรนด์เนมจากเมืองนอกทั้งที่ยังมีรายได้น้อย

หากใช้คำถามที่ว่า วันนี้เวียดนามไม่ต้องการอะไร ในสายตาคนรุ่นก่อนอย่าง เหงียน ทาย ฮาว สามารถตอบได้ทันทีว่า การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และการพัฒนาที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

"ง่ายๆ วันนี้เราสร้างคอนโดมากขึ้น แต่คนที่เข้าไปอยู่ยังน้อย ก็ทำให้เกิดปัญหา"

หากจะตีความที่ซ่อนอยู่หลังฉากของการเดินหน้าสู่ยุคสมัยใหม่ "ความสมดุล" ระหว่างค่านิยม และการพัฒนาน่าจะเป็นเรื่องสำคัญ

รวมทั้งเป็นโจทย์สำหรับลูกหลานลุงโฮในวันพรุ่งนี้อีกด้วย