ชาร์ลส..สะพานมีชีวิต

ชาร์ลส..สะพานมีชีวิต

ชาร์ลสคึกคึกสุดขีดในช่วงบ่าย ถึงแม้แดดจะจับจองทุกตารางนิ้วของสะพาน แสงอาบไล้วัลตาวาให้เปลี่ยนสี แต่ชาร์ลสแทบไม่มีที่ว่างให้ยืนทำโรแมนซ์

ทุกเที่ยวที่ท่องปราก คงจะมีอยู่มุมเดียวที่ฉันใช้ชีวิตป้วนเปี้ยนอยู่ด้วยมากที่สุด นั่นคือสะพานชาร์ลส

เรียกว่าเช้า สาย บ่าย เย็น ก็เดินไม่ห่างจากชาร์ลส แล้วก็พบว่าชาร์ลสคึกคึกสุดขีดในช่วงบ่าย ถึงแม้แดดจะจับจองทุกตารางนิ้วของสะพาน แสงอาบไล้วัลตาวาให้เปลี่ยนสี แต่ชาร์ลสแทบไม่มีที่ว่างให้ยืนทำโรแมนซ์

ผู้คนแน่นเอี้ยดเหมือนมีงานปิดทองฝังลูกนิมิตที่ฝั่ง Old Town หรือไม่ก็มีงานกาชาดอยู่ฝั่ง Little Town ทั้งเจ้าถิ่นและนักท่องโลกเลยออกมาเดินกินลมชมวิวแถวสะพานชาร์ลสอย่างมีความสุขกันถ้วนหน้า

เฉพาะพ่อค้าแม่ค้าที่เปิดแผงนั่งประจำการตลอดสองฝั่งสะพานก็เพียบแล้ว นี่ยังไม่นับพวกจิตรกรสมัครเล่น นักแสดงเร่หลากรูปแบบ นักดนตรีเปิดหมวกมีตั้งแต่บอยแบนด์ไปจนถึงชราแบนด์ ลูกหลานชาวปรากก็นำผลงานการประดิษฐ์มาวางขาย

สภาพตอนนี้ไม่ได้เรียกว่าเดิน แต่เป็นการไหลไปตามคลื่นนักท่องโลก ไม่มีจังหวะให้หยุด เพราะขืนหยุดอาจจะทำให้คนเดินตามเสียจังหวะ

มีนักดนตรีโป๊งชึ่งตรงไหน ก็ดูเหมือนมีแม่เหล็กอยู่ตรงนั้น ส่วนฉันไม่มีอะไรดึงดูดได้เท่าจิตรกรวาดภาพสีน้ำ ที่กำลังขะมักเขม้นกับการสะบัดพู่กันละเลงลงบนแผ่นกระดาษ สายตาและพู่กันจดจ้องบนภาพ ไม่สนใจคนรอบข้างที่มุงดูจนไม่ที่ว่าง ราวกับว่า เขากำลังวาดภาพอยู่บนสะพานชาร์ลสเพียงลำพัง

หากมีเครื่องมือวัดดัชนีความสุข ขอฟันธงว่า คนที่ใช้ชีวิตป้วนเปี้ยนบนสะพานชาร์ลสคงมีดัชนีความสุขพุ่งปรี๊ด ก็ภาพมันฟ้องอยู่เต็มตา คู่ไหนคู่นั้น โอบเอว จูงมือ กอดคอ โอ้ย..โรแมนติกเป็นบ้า

แต่ที่ไม่เกรงใจเพื่อนร่วมสะพาน คงเป็นคู่ที่ยึดราวสะพานนั่งพรมจูบกันอย่างดูดดื่ม มาคิดดูอีกที ถ้าสะพานพุทธ หรือสะพานซังฮี้มีชีวิตชีวาเหมือนชาร์ลสคงดี ฉันคนหนึ่งล่ะจะไปเตร็ดเตร่ให้หนำใจ อ้อ!ใครที่ต่อมโรแมนติกตายด้าน หรือไม่มีสีชมพูปะปนอยู่ในเส้นเลือดแล้วล่ะก็ สะพานชาร์ลสน่าจะช่วยเยียวยาอาการนี้ได้

กว่าจะข้ามจากฝั่งหนึ่งไปสู่อีกฝั่งหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องง่ายเอาซะเลย เพราะสองฟากฝั่งสะพานมีอะไรต่อมิอะไรที่คอยรบกวนให้ใจวอกแวกได้ตลอดทาง

เห็นสะพานชาร์ลสมีชีวิตชีวาแบบนี้ แค่หลับตาก็นึกถึงย่านเมืองเก่าที่เมื่อเช้าก็เงียบเป็นป่าช้าเหมือนกัน ป่านนี้คงคึกครื้นไม่แพ้สะพานชาร์ลส

แทนที่ลงสะพานได้แล้วจะเดินดิ่งไปย่านเมืองเก่า แต่ฉันกลับเลาะเลี้ยวไปหา ชุมชนชาวยิว (Jewish Quarter) หนึ่งในย่านเก่าแก่ในกรุงปราก
ไม่ต้องตีตั๋วเครื่องไปถึงอิสราเอล ก็สัมผัสกลิ่นอายความเป็นยิวได้จากใจกลางปราก เพราะชาวยิวเคยเข้ามาลงหลักปักฐานที่นี่ ช่วงหนึ่งพวกเขาเคยเป็นฮีโร่ช่วยชาวเชคขับไล่กองทัพสวีเดนที่สะพานชาร์ลส แถมยังเคยหนุนหลังราชวงศ์ฮับสเบิร์กด้วยการให้เงินต่อสู้กับกองทัพของจักรวรรดิเติร์ก
แต่ก็เป็นเรื่องเศร้าที่ เมื่อนาซีบุกกรุงปรากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวยิวจำนวนมากถูกสังหารหมู่ จากตัวเลขก่อนสงครามมีชาวยิวในปรากหลักแสน แต่หลังสงครามเหลือแค่หลักพัน

ทุกวันนี้ แม้โฉมหน้าชุมชนโบราณของชาวยิวจะเปลี่ยนไปจากเดิมมาก แต่ร่องรอยอารยธรรมและกลิ่นอายแห่งประวัติศาสตร์ยังคงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นอาคาร สุสานเก่า และทาวน์ฮอลล์ของชาวยิว

ทิ้งความรู้สึกว่างโหวงวังเวงเอาไว้ที่ชุมชนชาวยิว ฉันบ่ายหน้ากลับไปหาชาร์ลสอีกรอบ

บนเก้าอี้ไม้ตัวเดิมริมแม่น้ำวัลตาวาในช่วงโพล้เพล้ ฉันกลับมานั่งเอนหลังมองชาร์ลส อีกครั้ง นี่ถ้าไม่เกรงใจเจ้าถิ่น จะนอนเลื้อยเอกเขนกดูชาร์ลส์อีกอิริยาบถ ยิ่งแดดร่มลมตกแบบนี้ ชาร์ลสเหมือนคนอารมณ์ดี หน้าเข้าใกล้

ดูเหมือนไม่เคยมีสะพานแห่งไหนในโลก ที่ทำให้ฉันเบิกบานและมีความสุขเท่านี้มาก่อน การได้นั่งมองผู้คน สะพาน และสายน้ำ รสชาติดีกว่าจิบไวน์เยอะเลย

ฉันไม่รู้หรอกว่า วันนี้เดินสวนทางกับคนบนสะพานชาร์ลสไปกี่คน รู้แต่ว่า ทุกชีวิตที่เดินสวนทางกัน เราต่างเป็นคนแปลกหน้า หากแต่เราต่างมีรอยยิ้มในหัวใจที่เหมือนๆกัน

ยอดสูงเสียดฟ้าของปราสาทปรากทอดตัวอยู่ตรงหน้า มีแค่วัลตาวาเท่านั้นที่คั่นเราไว้ ชีวิตที่อยู่ใกล้สะพานมีชีวิตและสายน้ำมีชีวา ได้กัดกินความสุขอย่างเอร็ดอร่อยแบบนี้นี่เอง

หากปรากเต็มไปด้วยศิลปวัฒนธรรมอันล้ำค่า แต่ปราศจากสะพานชาร์ลสและสายน้ำวัลตาวา ปรากคงกลายเป็นเมืองที่แห้งแล้งความสุนทรีย์สิ้นดี