ใต้ผืนน้ำ 9 มังกร

ใต้ผืนน้ำ 9 มังกร

ลืมเส้นแบ่งแดน และความเป็นเจ้าของประเทศไปก่อน เพราะความยิ่งใหญ่ของสายน้ำที่ลัดเลาะผ่านเกาะแก่งกลายเป็นสภาพภูมิศาสตร์เฉพาะทางตรงหน้า

ก็ทำให้รู้สึกถึงความอัศจรรย์ของธรรมชาติที่รังสรรค์เอาไว้เหนือกาลเวลาได้เป็นอย่างดี

ไม่ว่าจะเป็นความน่าเกรงขามของสายน้ำที่กระเพื่อมและเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ประโยชน์จากการเป็นเส้นทางการคมนาคมสำคัญ แหล่งเพาะปลูกอันอุดมสมบูรณ์ ความงามของรอยยิ้มจากผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ริมแม่น้ำ แม้แต่ความหลากหลายทางชีววิทยาอันถือเป็นคุณสมบัติที่ดีพร้อมสำหรับการเกษตร ทั้งหมดล้วนแล้วแต่สาธยายความยิ่งใหญ่ของแม่น้ำได้เพียงเสี้ยวส่วนหนึ่งเท่านั้น

มีคนเล่าว่า...

สายน้ำโขง มีต้นกำเนิดจากดินแดนหลังคาโลก ก่อนจะเดินทางผ่าน 4,900 กิโลเมตร กินพื้นที่ 6 ประเทศ เพื่อทะลุผืนดินออกสู่ทะเลตะวันออกที่อุษาคเนย์

เอกสารวิชาการหลายฉบับระบุว่า ตาน้ำของ "แม่โขง" อยู่บริเวณที่ราบสูงทิเบต แถบเทือกเขาตังกุลา (Tanggula) มณฑลชิงไห่ ประเทศจีน ไหลผ่านมณฑลยูนานและออกจากประเทศจีนที่เมืองเชียงรุ้งลัดเลาะเป็นเส้นแบ่งแดนระหว่าง จีน-พม่า, พม่า-ลาว, ไทย-ลาว แขนงออกสู่กัมพูชา และสุดสายที่ประเทศเวียดนาม

ลักษณะสำคัญของแม่น้ำโขงคือ มีตลิ่งที่สูงชันมากทั้งสองฝั่ง ไหลเลี้ยวเลาะไปตามไหล่เขา มีเกาะแก่งน้อยใหญ่กว่าหนึ่งร้อยแห่งเรียงรายตลอดสาย และได้รับการขนานนามว่า "แม่น้ำดานูบตะวันออก" จากการที่น้ำโขงไหลผ่านประเทศต่างๆ หลายประเทศเช่นเดียวกับแม่น้ำดานูบในยุโรปนั่นเอง

ขณะที่เอกสารตำนานก็เล่าว่า สายน้ำหลักแห่งอุษาคเนย์นี้ เกิดจากความเข้าใจผิดระหว่าง "สุทโธนาค" และ "สุวรรณนาค" อันนำไปสู่การแข่งสร้างแม่น้ำเพื่อจะได้ "ปลาบึก" มาขึ้นที่แม่น้ำของตน

ไม่ว่าอะไรจะ "จริง" กว่ากัน แต่ที่แน่ๆ ก็คือ สายน้ำนี้ได้ร้อยรัดผูกสัมพันธ์ รวมทั้งแตกแขนงกลายเป็นวิถีชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนเอาไว้อย่างหลากหลายที่สุดแห่งหนึ่งของโลกไปแล้ว

เส้นทาง 9 มังกร

นอกจากแม่น้ำโขงจะเป็นสายเลือดหลักที่หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนแถบนี้แล้ว อีกแง่หนึ่งยังผูกพันในระดับจิตวิญญาณด้วย

เมื่อต้นน้ำมีชีวิต ปลายน้ำก็คือความอุดมสมบูรณ์ สายเลือดหลักแห่งอินโดจีนก็อยู่ในความหมายเดียวกัน นอกจากผู้คนที่ร่วมทางบนลำน้ำเดียวกัน ยังหมายถึงเครือญาติที่ไม่ได้มีเส้นเขตแดนมาแบ่งสัดส่วน ยิ่งเมื่อถึงที่ราบลุ่มปากแม่น้ำ ผืนดินขจีที่มีสายน้ำแตกแขนงออกเป็น 9 สายที่ประเทศเวียดนาม "ซงกู๋ลอง" หรือแม่น้ำ 9 มังกร จึงมีความหมายไม่ต่างจากอู่ข้าวอู่น้ำของดินแดนสุดปลายทะเลตะวันออก

สายน้ำมังกรทั้ง 9 นี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำ หรือที่เรียกกันติดปากว่า แม่โขงเดลต้า (The Mekong Delta) ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ในสมัยโบราณเคยเป็นอาณาเขตของอาณาจักรขอม โดยมีหลักฐานเป็นวัตถุโบราณต่างๆ มีภูมิประเทศเป็นหนองบึง และป่าไม้ ก่อนที่ชาวอาณานิคมพวกแรกที่เข้ามาทางทะเลจะมาถึงในศตวรรษที่ 16 โดยได้มีการปรับสภาพพื้นที่ ขุดคลองเพื่อเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายมากมายอย่างที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน

ด้วยขนาดพื้นที่กว่า 39,000 ตารางกิโลเมตร ทำให้พื้นที่ตรงนี้ถือเป็นดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก อีกทั้งยังมีการศึกษาเรื่องการกระจายตัวของสิ่งมีชีวิตบริเวณนี้ โดยพบว่าเป็นแหล่งรวมสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่กว่า 10,000 สายพันธุ์ ทำให้บริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงนี้นอกจากจะมีความน่าสนใจในการศึกษาเกี่ยวกับลักษณะทางธรณีวิทยาแล้วยังมีความน่าสนใจเป็นอย่างมากในการศึกษาเกี่ยวกับระบบชีววิทยาของพื้นที่อีกด้วย

สำหรับคนเวียดนามเอง ตรงนี้ก็ถือเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญที่สุดของประเทศ เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของแร่ธาตุต่างๆ ที่กระแสน้ำพัดมามาทับถมไว้ ทำให้ที่นี่สามารถปลูกข้าวได้ปีละ 2 ครั้ง อันที่จริงแล้ว ตลอดเส้นทางจากนครโฮจิมินห์ลงมาทางฟากตะวันตกเฉียงใต้มุ่งหน้าสู่แม่โขงเดลต้านั้น ความเขียวขจีของท้องทุ่ง และวิถีเกษตรกรรมจะมีให้เห็นอยู่ตลอด

สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่า ไม่ว่าบ้านเมืองจะพยายามพัฒนาตัวเองให้กลายเป็นประเทศชั้นนำทัดเทียมกับนานาชาติอย่างไรก็ตามปากท้องของผู้คนก็ยังคงแอบอิงกับผืนดิน และลำน้ำอันถือเป็นปัจจัยพื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิตอยู่ พอๆ กับการรุกคืบของตึกรามบ้านช่อง สัดส่วนของพื้นที่สีเขียวเพื่อให้เป็นปอดของชุมชนก็ยังจำเป็น

แม้ว่า ปริมาณข้าวที่เวียดนามใช้บริโภคในประเทศ หรือส่งออกไปขายยังตลาดต่างๆ ทั่วโลก จะมาจากอาณาบริเวณนี้เสียส่วนใหญ่ก็ตาม แต่แม่โขงเดลต้าก็ปฏิเสธความเปลี่ยนแปลงที่เดินตามติดการพัฒนามาไม่ได้

วงล้อมของอุตสาหกรรมที่กำลังเดินเข้ามาครอบพื้นที่เว้นวรรคระหว่างที่อยู่อาศัยกับแปลงนาให้ห่างออกไป ตรงนี้น่าจะเป็นทั้งคำถาม และความท้าทายสำคัญของการขยับตัวของสายน้ำทั้ง 9 ที่พาดผ่าน แต่อย่างไรก็ตาม ซงกู๋ลองก็ยังละเลียดเลื้อยอย่างสงบนิ่งเพื่อนำพาและหล่อเลี้ยงชีวิต เหมือนอย่างเช่นเดิมที่เคยทำมานับตั้งแต่น้ำหยดแรกที่ผุดขึ้นมา

เบ๋นแจ - หมีทอ
ปากประตูสู่วิมานมะพร้าว

ทางด่วนที่สร้างขึ้นเป็นสะพานเชื่อมระหว่าง 2 เมืองสำคัญ สำหรับใครที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมที่ราบลุ่ม (และชุ่มน้ำ) แบบนี้ น่าจะไม่ควรพลาด นั่นก็คือ หมีทอ และ เบ๋นแจ

สำเนียงอาจจะไม่คุ้นเคย เสียงอาจจะออกเสียงยากสักหน่อย แต่เชื่อเถอะว่าไม่ใช่เรื่องยาก หากจะทำความรู้จัก เพราะทั้ง 2 เมืองนี้ถือเป็นแหล่งเที่ยวเชิงนิเวศที่สำคัญสำหรับใครที่อยากมาสัมผัสธรรมชาติของเวียดนามใต้

หมีทอ หรืออีกชื่อหนึ่งที่ใช้เรียกกันก็คือ ปากประตูสู่แม่โขงเดลต้า เมืองหลักของจังหวัดเตียงซาน ตั้งขึ้นราว ค.ศ.1680 ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 เมืองนี้ได้กลายเป็นศูนย์กลางการค้าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในบริเวณเวียดนามใต้

บรรยากาศของเมืองโดยทั่วไปจะถูกโอบล้อมด้วยสายน้ำหนึ่งใน 9 สาย และด้วยสภาพพื้นที่ที่มีเกาะแก่งเยอะ ทำให้หมีทอค่อนข้างจะโดดเด่นในเรื่องของการล่องเรือชมเกาะต่างๆ จากฝั่งเมืองหมีทอประมาณ 30 นาที จะถึงเกาะยูนิครอน เป็นเกาะขนาดใหญ่กลางแม่น้ำโขงมีผู้คนอาศัยอยู่

ขณะที่ เบ๋นแจ ได้ชื่อว่า เป็นเมืองมะพร้าว เพราะถือเป็นจังหวัดที่มีการส่งออกมะพร้าวทั้งในประเทศ และต่างประเทศมากที่สุดถึงปีละ 500,000 ล้านลูกต่อปี

ลักษณะของพื้นที่โดยทั่วไปของเบ๋นแจจะยาวเรียบไปกับแม่น้ำโขง จังหวัดนี้เป็นจังหวัดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับ เพราะอยู่ไม่ไกลจากโฮจิมินห์มากนัก กิจกรรมที่มักนิยมทำกันนอกจากมาชิมมะพร้าว และชมความงามของทัศนียภาพความสงบของเมืองที่ถูกโอบล้อมไปด้วยต้นมะพร้าวไกลสุดลูกหูลูกตาแล้ว ทัวร์สวนมะพร้าว ก็จัดเป็นอีกโปรแกรมสำหรับคนที่ต้องการมาดูเบ๋นแจให้ครบรส

ทัวร์มะพร้าว สามารถเลือกชมได้หลายเจ้า โดยจะมีรอบการจัดแสดงเป็นรอบๆ และมีรายละเอียดในการเที่ยวแตกต่างกันไปตามโปรแกรม โดยส่วนใหญ่ลักษณะการทัวร์พื้นฐานจะประกอบไปด้วยการพาลงเรือชมความงามของแม่น้ำ ก็แวะเข้าไปยังสวนมะพร้าว เพื่อชมกรรมวิธีการแปรรูปมะพร้าวในลักษณะต่างๆ รวมทั้งการผลิต "ลูกอมมะพร้าว" ของฝากขึ้นชื่อ

หลังจากนั้นจะเป็นการนั่งรถม้าเพื่อชมวิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่บนเกาะ ก่อนไปพักแวะชิมผลไม้ และชาน้ำผึ้งคลายร้อน พลางฟังดนตรีพื้นเมืองเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ และตบท้ายรายการด้วยการล่องเรือลัดเลาะตามป่าจาก เพื่อไปต่อเรือล่องทวนสายน้ำชมวิถีชีวิตของผู้คนริม 2 ฝั่งแม่น้ำกลับขึ้นท่า เป็นอันจบทริป

แต่ต้องขอเตือนสำหรับนักท่องเที่ยวต่างถิ่นว่า ควรตรวจสอบเวลา และรายละเอียดในการออกทริปแต่ละครั้งให้ดีก่อน เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว นอกจากเวลาในการทัวร์จะไม่ได้แล้ว อาจต้องน้ำตาร่วงเพราะราคาค่าทัวร์ก็เป็นได้

เหมือนมะพร้าวเบ๋นแจ ที่อาจจะดูลูกกะทัดรัดเหมาะมือกำลังดี แต่บางลูกก็รสเปรี้ยวนำออกมาให้ฝืดลิ้นได้เหมือนกัน

เกิ่นเทอ กลางน้ำ

หากถนนทุกสายมุ่งหน้าสู่กรุงโรม คำพูดที่ว่า สายน้ำทุกสายต่างมุ่งหน้าสู่เกิ่นเทอก็ไม่คงผิดนัก เพราะที่นี่คือชุมทางการคมนาคมทางน้ำที่สำคัญที่สุดของสายน้ำ 9 มังกร หรือถ้าเรียกให้ดูโก้ขึ้นอีกหน่อย ก็บอกได้เต็มปากเหมือนกันว่า เกิ่นเทอนี่แหละ คือศูนย์กลางของแม่โขงเดลต้า เมืองหลวงแห่งเวียดนามตะวันตก

ตามตำราบอกว่า ที่นี่เป็นเมืองใหญ่อันดับ 4 ของประเทศเวียดนาม ตั้งอยู่ริมฝั่งใต้ของแม่น้ำเหิ่ว ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง ห่างจากนครโฮจิมินห์ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 169 กิโลเมตร อะไรที่โฮจิมินห์มี เกิ่นเทอก็มีไม่ต่างกัน เพราะขนาด และความสำคัญระดับมหานคร

สำหรับนักธุรกิจ เกิ่นเทอถือเป็นแหล่งศูนย์รวมของสินค้าเกษตรนานับชนิด และขึ้นชื่อระดับที่มีคำเล่าขานสืบต่อกันมาว่า

"เกิ่นเทอนั้นมีข้าวขาวและน้ำบริสุทธิ์ ซึ่งยากที่ผู้คนมาเยือนต้องจากไป"

หรืออีกนัยหนึ่ง...

"สาวงามเมืองเกิ่นเทอ" ก็ถือเป็นไฮไลต์สำหรับหนุ่มๆ ต่างถิ่นที่มักมาหลงเสน่ห์สาวลูกครึ่ง "เขมรญวน" บางนี้ก็หลายคน

ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองน้ำ ชีวิตของคนเกิ่นเทอจึงผูกกับแม่น้ำจนเรียกได้ว่า แนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการสัญจร หรือทำมาค้าขาย โดยเฉพาะ "ตลาดน้ำเกิ่นเทอ" ที่เรียกว่า คนละอย่างกับตลาดน้ำเมืองไทยอย่างสิ้นเชิง

ตลาดน้ำที่เกิ่นเทอนั้น จะเริ่มกันตั้งแต่หัวรุ่ง โดยบรรดาพ่อค้าแม่ค้าจะพากันนั่งเรือขนสินค้ามาชุมนุมกันอยู่บริเวณท่าน้ำ ลอยลำติดกันเป็นแนวยาวกว่า 2 กิโลเมตร โดยส่วนใหญ่คนที่มาค้าขายนั้นจะบรรทุกสินค้ามาครั้งละมากๆ ใส่เรือโยงติดเครื่องมาเต็มลำ ลอยน้ำขายของกันเป็นสัปดาห์ หรือจนกว่าของจะหมด จึงค่อยกลับไปขนมาขายใหม่ ซึ่งโดยทั่วไปมักเป็นสินค้าเกษตร พืชผัก ผลไม้ ใครมีอะไรมานำเสนอก็จะหยิบสินค้าเหล่านั้นแขวนพวงติดเสากระโดงเรือเอาไว้เป็นสัญลักษณ์ พอให้มองเห็น จากนั้นเมื่อเรือเทียบเรือการต่อรองราคาจึงค่อยเริ่มขึ้น

ความแตกต่างอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ นอกจากที่นี่จะเป็นตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนามใต้แล้ว แต่ก็แบ่งพื้นที่ให้กับลูกค้าขาจรด้วยเหมือนกัน เพราะชาวเวียดถือว่า จะเล็กจะน้อยเท่าไหร่ก็เป็นเงินกลับคืนเข้ากระเป๋าไปเท่านั้น

ระหว่างเสียงลอยลำของเรือนักท่องเที่ยว และแสงแฟลซวิบวับ เสียงเครื่องยนต์แหลมสูงก็ดังขึ้นใกล้ๆ ไม่ห่างกัน หันตามต้นเสียงไปถึงเห็นว่า เป็นเรือขายกาแฟ เครื่องดื่มดับกระหาย เข้ามาจอดเทียบเรือด้วยรอยยิ้ม และนัยน์ตาเป็นประกาย

"คอฟฟี่ โคล่า วอเตอร์ ?" ภาษาอังกฤษสำเนียงเวียดดังขึ้น และชูรายการเครื่องกระป๋องที่โฆษณาไว้ในมือ
หลังจากชี้ชวนอยู่นาน แม้ได้รับการปฏิเสธด้วยรอยยิ้มอยู่พักหนึ่ง จนในที่สุด...

"ไทยแลนด์ๆ" ใครบางคนเอ่ยขึ้น

เหมือนรู้ความหมาย เจ้าของเรือได้แต่ส่งยิ้มพลางถอน "สมอ" เทียบเรือทิ้งพร้อมกับเร่งเครื่องเบนหัวเรือไปหากลุ่มเป้าหมายลำอื่นต่อ

ระหว่างนั้น...

"ตะขอเกี่ยวไว้ตอนไหนเนี่ย นี่กะไม่ให้หนีเลยเหรอ" ใครอีกคนได้แต่ยืนงง ยังไม่ทันขาดคำหลังเรือลำนั้นไป "เกาะ" ลำอื่นต่อแล้ว

ลำน้ำที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผืนดินและมอบชีวิตแก่ผู้คนได้พึ่งพิงกันมา วันที่เวียดนามกำลังพัฒนาตัวเองให้กลายเป็นจักรกลเศรษฐกิจแห่งอาเซียน ที่ราบลุ่มแห่งนี้น่าจะถือเป็นอีกระนาบคู่ขนาน รวมทั้งเป็นสิ่งสะท้อนความงาม และความจริงของผู้คนที่ถูกมังกรที่ชื่อว่าแม่น้ำโขงตัวนี้เกาะเกี่ยวเอาไว้มาตั้งแต่ครั้งอดีต

--------------------------

การเดินทาง

ประเทศเวียดนามสามารถเดินทางได้หลายวิธี คือ

ทางรถยนต์

เส้นทางสายหลักในเวียดนามมีทั้งสิ้น 7 เส้นทาง โดยมี เส้นทางหมายเลข 1 เป็นเส้นทางสายหลักของประเทศ และมีความยาวที่สุดในเวียดนามจาก ภาคเหนือจรดภาคใต้ระยะทาง 2,289 กิโลเมตรเชื่อมระหว่าง Lang Son-ฮานอย-ดานัง-นครโฮจิมินห์-Minh Hai

ทางรถไฟ

ทางรถไฟเป็นเส้นทางที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการขนส่งสินค้าภายในประเทศ ทั้งนี้ เส้นทางสำคัญส่วนใหญ่เชื่อมระหว่างเมืองหลวงฮานอยซึ่งตั้งอยู่ทางภาคเหนือกับเมืองสำคัญในภาคต่างๆ อาทิ ฮานอย-นครโฮจิมินห์ (เชื่อมระหว่างภาคเหนือและภาคใต้) ระยะทาง 1,726 กิโลเมตร, ฮานอย-ไฮฟอง (ภาคเหนือ) ระยะทาง 102 กิโลเมตร, ฮานอย-Lao Cai (ภาคเหนือ) ระยะทาง 296 กิโลเมตร, ฮานอย-Lang Son (ภาคเหนือ) ระยะทาง 148 กิโลเมตร, ฮานอย-Thai Nguyen (ภาคเหนือ) ระยะทาง 75 กิโลเมตร

ทางอากาศ

เวียดนามมีสนามบิน นานาชาติ 3 แห่ง คือ Noi Bai International Airport ตั้งอยู่ทางตอนเหนือห่างจากกรุงฮานอย ประมาณ 30 กิโลเมตร Da nang International Airport ตั้งอยู่ทางภาคกลาง ห่างจากใจกลางนครดานังไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 2.5 กิโลเมตร Tan Son Nhat International Airport เป็นสนามบินที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ตั้งอยู่ห่างจากนครโฮจิมินห์ ประมาณ 7 กิโลเมตร

ทางน้ำ

เวียดนามมีท่าเรือพาณิชย์ทั้งหมด 17 ท่า รองรับสินค้าได้ประมาณ 15 ล้านตันต่อวันและสามารถรองรับเรือระวางบรรทุกสูงสุด 1 หมื่นตันได้ ท่าเรือสำคัญ ได้แก่ ท่าเรือไซ่ง่อน ดานัง ไฮฟอง คามรานห์ ฮาลอง นาจราง วินห์ หวุงเต่า เป็นต้น

นอกจากนี้ เวียดนามยังทดลองสร้างท่าเรือนอกชายฝั่งของจ่าวินห์เพื่อรองรับเรือสินค้าขนาด 2 หมื่นตัน รวมทั้งสร้างท่าเรืออีก 4 แห่ง ในจ่าวินห์ ซกจาง เบ๋นแจ และเกี่ยนยางเพื่อกระจายปริมาณการขนส่งสินค้าจากท่าเรือไซ่ง่อน