'ออสเตรีย' ดินแดนแห่งดนตรีและสี่ขา

'ออสเตรีย' ดินแดนแห่งดนตรีและสี่ขา

หลังจากลืมตาตื่นขึ้นมากลางอากาศ เหนือน่านฟ้าตุรกี พร้อมจัดการมื้อเช้าเสร็จ ตามประสาคนอิ่มง่าย นอนสบายฉันก็เลยหลับตาลงอีกครั้ง

และมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่เครื่องวิ่งอยู่บนรันเวย์เรียบร้อย..

. . .

ณ ไทม์โซนที่ GMT+2 ในประเทศแสนสวยขึ้นแท่นระดับเวิลด์คลาสอย่าง 'ออสเตรีย' ความที่ทำการบ้านมาอย่างดี ทำให้เตรียมใจไว้แล้วว่า 'เวียนนา' ในยามต้นฤดูใบไม้ผลิ มีโอกาสที่ฝนจะปรอยลงมาให้ชุ่มฉ่ำได้เสมอ แต่ที่ผิดคาดก็คือ พยากรณ์อากาศ ที่บอกว่าในวันแรกของการเหยียบแผ่นดินออสเตรียนั้นพวกเราจะไม่เจอฝน

'พวกเรา' ในที่นี้หมายถึง คณะนักเรียน(โข่ง)ที่ยกโขยงกันมาดูงานด้านดนตรีถึงประเทศออสเตรีย หลังจากจบคอร์สอบรมนักวิจารณ์ดนตรี จัดโดยวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เปิดอบรมการวิจารณ์ดนตรีเพื่อหวังจะให้เป็นฟันเฟืองหนึ่งในการพัฒนาวงการ

ตลอดทั้งทริป 8 วันเต็มในออสเตรียของพวกเรา จึงเน้นไปที่การเยี่ยมๆ มองๆ ทั้งมหาวิทยาลัยดนตรี คอนเสิร์ตฮอลล์ โรงละครโอเปร่า ที่สำคัญคือการตามไปทำความรู้จักกับคีตกวีเอกของโลกอย่าง 'โมซาร์ท' และ ภาพยนตร์อมตะที่เปิดให้โลกได้รู้จักออสเตรียมากขึ้นกับ 'เดอะ ซาวด์ ออฟ มิวสิค'

ดนตรีในนาเกลือ

หลังจากจัดการธุระส่วนตัวอย่างรวดเร็ว พวกเราก็รีบไปขึ้นรถไฟออกจากสนามบินเวียนนา เพื่อต่อรถไฟอีกครั้งที่สถานี เวียน เวสบาห์นฮอฟ (Wien Westbahnhof) ซึ่งเป็นสถานีชุมทางสำหรับต่อรถไปทางตะวันตก คล้ายๆ ชุมทางหัวลำโพงของบ้านเรานี่แหละ

แม้จะแลนดิ้งที่เวียนนา แต่จุดหมายปลายทางของเราในวันแรก คือดินแดนแห่งเกลือสมกับชื่อ ซาลส์บวร์ก แปลตรงตัวก็คือ 'ปราสาทเกลือ' ซึ่งอยู่ไกลออกไปจากเวียนนากว่า 300 กิโลเมตร หรือ เกือบ 3 ชั่วโมงหากเดินทางโดยรถไฟ

ยิ่งได้รู้ว่า ในอดีตถิ่นนี้อุดมไปด้วยเกลือ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไม ซาลส์บวร์ก ถึงได้รุ่งเรืองและร่ำรวยไปด้วยทั้งดนตรี ศิลปะ ตลอดจนปราสาท หอคอย และป้อมปราการที่ยิ่งใหญ่ สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เนื่องจากในยุคก่อนเครื่องเทศ และ เกลือ มีค่าดั่งทอง

แถมถึงบางอ้อมากขึ้น เมื่อไกด์หนุ่มประจำทัวร์ เดอะ ซาวด์ ออฟ มิวสิค เฉลยให้ฟังว่า เนื่องจากสมัยก่อนเขาจ่ายค่าแรงกันเป็นเกลือ ทำให้คำว่า Salary ที่แปลว่า เงินเดือน ก็มาจากรากศัพท์ว่า เกลือ หรือ Salz ในภาษาดอยช์นี่เอง

ลักษณะภูมิประเทศของซาลส์บวร์ก เป็นพื้นที่กึ่งภูเขากึ่งที่ราบ มีจุดเด่นคือ สายน้ำสีเขียวมรกตของแม่น้ำซาลสอัคซ์ (Salzach) หรือที่บางคนออกเสียงว่า ซาลส์ซักค์ ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักในประเทศออสเตรียไหลพาดผ่าน แถมด้วยวิวเทือกเขาแอลป์เป็นฉากหลัง และท้องทุ่งหญ้าเขียวชอุ่ม ที่สวยเสียจนไม่แปลกใจเลยว่า ทำไม โรเบิร์ต ไวซ์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง เดอะ ซาวด์ ออฟ มิวสิค ถึงได้สั่งให้ จูลี่ แอนดรูว์ หรือ 'มาเรีย' ไปวิ่งเป็นบ้าเป็นหลังอยู่ตั้งหลายตอน

หลายคนคงจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า ภาพยนตร์อมตะเรื่องนี้เขายกกองมาถ่ายทำที่ซาลส์บวร์กทั้งเรื่อง โดยสร้างจากหนังสือ "The Story of the Trapp Family Singers" เขียนโดย มาเรีย ฟอน แทรปป์ ซึ่งก็คือ นางเอกของเรื่อง และด้วยความน่ารักสดใสของจูลี่ แอนดรูว์ บวกกับมาดขรึมชวนฝันของกัปตันเรือพ่อหม้ายหนุ่มรูปหล่อ และยังแก๊งเด็กแสบที่นางเอกต้องกำราบด้วยเสียงเพลง แถมด้วยวิวทิวทัศน์ที่สวยเหมือนอยู่ในสวรรค์ ก็ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กวาดรายได้ถล่มทลาย แถมยังทำให้ออสเตรียกลายเป็นหมุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อย

โด เร มี ฟา 'ทัวร์'

แน่นอนว่า มาถึงถิ่น จะพลาดโอกาสตามรอยนางชีมาเรียได้อย่างไร ว่าแล้วชาวคณะก็ขึ้นรถไปกับคณะทัวร์ เดอะ ซาวนด์ ออฟ มิวสิค ที่เมื่อโผล่หน้าขึ้นไป สมองก็คูณตัวเลขฉับไว และฟันธงว่าอายุรวมกันเกินพันอย่างแน่นอน!

ยิ่งเมื่อทำนองดนตรีเพลง 'The Hills are Alive' เริ่มต้นขึ้น
...The hills are alive with the sound of music
With songs they have sung for a thousand years
The hills fill my heart with the sound of music
My heart wants to sing every song it hears...

ภาพมาเรียวิ่งกระโปรงบานไปตามทุ่งหญ้า กลายเป็นภาพที่แทบทุกคนบนรถนึกถึง ว่าแล้วก็ฮัมเนื้อตามกันไปอย่างอิน

ไม่รู้ว่า ภูเขา จะมีชีวิตจริงเหมือนอย่างในเนื้อเพลงจริงไหม แต่ที่แน่ๆ คือ ในวันนั้น มาเรียและเด็กๆ ได้กลับมาโลดแล่นในใจของผู้ใหญ่(วัยกลับ)หลายๆ คนอย่างเริงร่า

แต่สำหรับใครที่เคยฝันหวานกับเรื่องรักโรแมนติกในหนังเรื่องนี้อาจต้องช็อกสนิท หากได้รู้ว่า ในชีวิตจริงนั้น มาเรีย ฟอน แทร็ป หรือชื่อเดิมคือ มาเรีย ออกัสต้า คุตเชอร่า (Maria Augusta Kutschera) ไม่ได้ตกหลุมรัก จอร์จ ลุดวิก ฟอน แทร็ป กัปตันมาดขรึมสุดเท่ในทันที โดยเธอได้เขียนหนังสืออัตชีวประวัติในภายหลัง บอกไว้ชัดเจนเลยว่า อันที่จริง เธอตกหลุมรักเด็กๆ มากกว่า โดยในตอนที่ตัดสินใจแต่งงานกับจอร์จนั้น เธอไม่ได้รักเขาเลย

ฟังแล้ว อย่าเพิ่งรู้สึกแย่ เพราะเธอยังอุตส่าห์ปลอบใจบรรดาแฟนๆ ด้วยการตบท้ายว่า.. หลังจากได้ใช้ชีวิตคู่ด้วยกันแล้ว เธอก็หลงรักคู่ชีวิตของเธอในที่สุด นอกจากนี้ ครอบครัว ฟอน แทร็ป ก็ไม่ได้ปีนข้ามเทือกเขาแอลป์เพื่อหนีนาซีเหมือนในเรื่อง เพราะพวกเขานั่งรถไฟไปอย่างชิลๆ ต่างหาก

ไม่เพียงเท่านั้น อีกหนึ่งความจริงที่คนละเรื่องกับหนังเลยก็คือ กัปตันสุดหล่อไม่ได้มีลูกแค่ 7 คนอย่างในหนัง เพราะจริงๆ พวกเขามี ฟอน แทร็ป ตัวน้อยถึง 11 คน ซึ่งก็พอเข้าใจได้ เพราะ 11 คนมันไล่โน้ตยากนี่เนอะ

หมุดหมายสำคัญของทัวร์ตามรอย เดอะ ซาวด์ ออฟ มิวสิค เริ่มจาก สวนมิราเบล แสนสวย ซึ่งเป็นสวนที่ออกแบบในรูปทรงเรขาคณิต และโด่งดังในฐานะฉากสำคัญของเพลงที่ฮิตติดหูชาวโลกอย่าง 'โด-เร-มี' ซึ่งออกจะผิดหวังนิดหน่อยเมื่อต้องเจอกับสวนมิราเบลในวันที่ไม่มีดอกไม้ เพราะอยู่ระหว่างนำไม้ดอกชุดใหม่มาลง ดอกไม้ในมิราเบลวันนั้นเลยผลุบๆ โผล่ๆ มีบ้างไม่มีบ้าง

นอกจากนี้ก็ยังมี ป้อมปราการโฮเฮนซาลส์บวร์ก (Festung Hohensalzburg) ที่โดดเด่นเป็นสง่า มองเห็นได้ไม่ว่าจะอยู่ในมุมไหนของเมือง การจะขึ้นไปยังป้อมนี้ต้องนั่งเคเบิลคาร์ขึ้นไปด้วยความชันที่ประเมินด้วยสายตาเกิน 50 องศาเห็นจะได้ ความสำคัญของป้อมนี้ ถ้ามองในสายตานักปกครอง ป้อมปราการนี้แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ โดยเป็นที่พำนักของอาร์ชบิชอปผู้ครองนคร ซึ่งเดิมทีซาลส์บวร์กเป็นรัฐอิสระปกครองด้วยอาร์ชบิชอป ซึ่งเป็นตำแหน่งของพระในศาสนาคริสต์นิกายแคทอลิก และมีความสำคัญในฐานะศูนย์กลางของศาสนาทางตอนเหนือของเทือกเขาแอลป์

แต่สำหรับนักท่องเที่ยวแล้ว ดูเหมือนว่าเป้าหมายในการขึ้นมาที่ป้อมนี้ จะเพื่อการถ่ายรูปในระดับ 'เบิร์ด อาย วิว' เสียมากกว่า เพราะภาพเมืองซาลส์บวร์กจากมุมมหาชนที่เห็นกันจนชินตานั้น ก็ถ่ายจากป้อมนี้นี่เอง

อันที่จริงแล้ว ป้อมปราการแห่งนี้ ยังมีเรื่องราวน่ารู้จำนวนมาก มีทั้งนิทรรศการหุ่นชักใยซึ่งเป็นอีกหนึ่งศิลป์ที่เก่าแก่ของออสเตรียก็ถูกจัดแสดงไว้ที่นี่ นอกจากนี้ภายในตัวป้อมซึ่งถูกยกให้เป็นป้อมขนาดใหญ่ที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุดในโลกแห่งนี้ยังมีสิ่งน่าสนใจอื่นๆ โดยเฉพาะคุกใต้ดิน ห้องทรมานนักโทษที่ทางเจ้าบ้านปูกระจกไว้ให้ส่องมองลงไปด้วย

เมื่อรถวนออกนอกเขตตัวเมือง วิวท้องทุ่งหญ้าเขียวขจีก็มีให้เห็นจนหายตื่นเต้น ทัวร์นี้มีจุดหมายทั้ง Leopoldskron Palace ซึ่งตามท้องเรื่องถูกใช้ให้เป็นคฤหาสน์ของตระกูลฟอน แทร็ป โดยพระราชวังแห่งนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบโรโคโคที่สวยงามและขรึมน้อยๆ ไม่ถึงกับข่มให้ผู้พบเห็นดูต่ำเตี้ยเสียทีเดียว

และอีกหนึ่งโลเคชันสำคัญที่นักท่องเที่ยวไม่ยอมพลาด นั่นคือ Hellbrunn Palace ซึ่งเป็นฉากที่ใช้ในเพลง '16 going on 17' แต่นั่นยังไม่เท่ากับภารกิจตามหาศาลาลูกกรงสีขาว ที่มองดูแล้วฉันว่าคล้ายๆ กับกรงนกอยู่เหมือนกัน

ส่วนความสำคัญของศาลากรงนกอันนี้ ก็เนื่องจากที่นี่แหละ คือ เฟิร์สท์ คิส ของพระเอกนางเอกของเรื่องนั่นเอง

แต่ศาลากรงนกไม่ได้เป็นไฮไลต์เดียวของปราสาทแห่งนี้เท่านั้น เพราะจริงๆ นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ เขามาสนุกกับ Hellbrunn Trick Fountain หรือ น้ำพุซ่อนกล ซึ่งวางกลไกซ่อนน้ำพุไว้ตามที่ต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวได้คอยระแวดระวังและหลบกันให้ดี

ดนตรี คู่ สี่ขา

อันที่จริงตลอดเวลาราว 240 นาที ในทัวร์เดอะ ซาวด์ ออฟ มิวสิค ยังมีอีกหลายสถานที่ที่ไกด์พาไป แต่ขอละไว้เพราะเป็นการชะโงกทัวร์เสียส่วนใหญ่ หลายๆ ที่ไกด์หล่อแต่เคี่ยวให้เวลาแค่ 5 นาทีสำหรับการลงไปถ่ายรูป!

สำหรับใครที่อยากตามรอยอย่างจริงจัง แนะนำให้เลือกดูโปรแกรมชนิดจัดเต็ม ถ้าเป็นแบบเต็มวันจะยิ่งดี แต่ราคาก็สูงขึ้นตามได้ด้วย

แต่ถ้าใครชอบเดินเที่ยว ดูเมืองเอง เชื่อเถอะว่า ต้องตกหลุมรักเมืองเล็กๆ แห่งนี้อย่างแน่นอน

หลักเขตสำคัญ ที่ทำให้รู้สึกเหมือนเดินย้อนเวลากับไปหา 'โมซาร์ท' ก็คือ สะพานล็อกรัก The Makartsteg ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำซาลส์อัคซ์ เพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองเก่า ความสำคัญของสะพานแห่งนี้ซึ่งตั้งชื่อตามจิตรกรผู้ยิ่งใหญ่ในยุคศตวรรษที่ 19 นามว่า Hans Makart แต่สำหรับนักท่องเที่ยวแล้ว ดูเหมือนจะสนใจสะพานแห่งนี้ก็แค่เพราะที่ด้านข้างของสะพานซึ่งขึงด้วยกรงลวด กลายเป็นที่คล้องกุญแจสาบานรักกันจนเป็นจุดขายของการท่องเที่ยวที่ดูจะประสบความสำเร็จทีเดียว เห็นได้จากสารพัดแม่กุญแจที่คล้องอัดแน่นเต็มไปหมด

เมื่อข้ามสะพานเข้าสู่ตัวเมืองแล้ว จะยิ่งพบว่าถนนเล็กๆ ที่เชื่อมโยงต่อกันเป็นตรอกซอยยิบย่อยน่าเดินมากจนถึงมากที่สุด ทั้งตัวอาคารบ้านเรือน การประดับประดาตกแต่งต่างๆ บวกกับสถานที่แม่เหล็กอย่างบ้านเกิดของโมซาร์ท ที่พ่วงด้วยช็อกโกแลตโมซาร์ทที่แสนหวาน และยังมีของที่ระลึกแปะหน้าโมซาร์ทอีกมากมาย

แต่ของที่ถูกอกถูกใจฉันกลับเป็น บรรดาของที่ระลึกซีรีส์ ..No Kangaroos in austria มุกตลกที่แม้จะมีให้เห็นทั่วไปตามร้านขายของที่ระลึก แต่ไม่รู้ทำไมเห็นทีไร ก็นึกชอบใจทุกครั้งไป อาจเป็นเพราะมันโดนใจ เนื่องจากทุกครั้งที่จะเสิร์ชหาข้อมูลอะไรก็ตามเกี่ยวกับประเทศนี้ คำว่า 'ออสเตรเลีย' มักจะต้องเจ๋อขึ้นมาแซงหน้าเป้าหมายอยู่เสมอ ถ้าดูไม่ดี ก็จะคลิกผิดคลิกถูก กว่าจะรู้ว่าท่องเน็ตไปผิดประเทศ ก็เสียเวลาอยู่นานจนแทบจะอยากเขกหัวตัวเองจริงๆ

งานนี้เจ้าบ้านเขาเลยต้องออกมาย้ำนักย้ำหนา ว่า เขามีสินค้าขายดีเป็นเทน้ำเทท่าอย่าง โมซาร์ท และ เดอะ ซาวนด์ ออฟ มิวสิค อยู่แล้ว อย่ามายัดเยียดสัตว์สี่ขา แต่ใช้งานแค่สองขาอย่างจิงโจ้ให้เขาโดยเด็ดขาด!

โดยเฉพาะตามที่เคยได้ยินว่า ออสเตรีย เป็นแดนสวรรค์ของคนแก่ และ สุนัข ดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริง เพราะไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็มักจะได้เห็นคุณหมาๆ เชิดหน้าชูตาเดินห้าง ขึ้นรถไฟ หรือจะไปรถเมล์ คุณๆ เขาไปได้ทั้งนั้น

ก็ขนาดโรงพยาบาลสัตว์ถูกออกแบบโดยทำขั้นบันไดเตี้ยกว่าปกติ เพื่อให้สี่ขาซอยเท้ายิกขึ้นได้โดยไม่ลำบาก ส่วนรถโดยสารสาธารณะก็มีโซนคุณหมาจัดเตรียมไว้ให้ ไม่เพียงเท่านั้น

สิ่งที่แทบไม่เชื่อสายตาเลยก็คือ ที่ออสเตรีย เขามี 'สนามหมาเล่น' ให้คุณๆ สี่ขาได้วิ่งเล่น พบปะเพื่อนฝูง แวะทำเครื่องหมายทิ้งไว้สักหน่อย หรือจะนอนกลิ้งเกลือกกับสนามหญ้า ก็ทำได้เต็มที่

งานนี้ ยิ่งสังเกต ก็ยิ่งอดคิดไม่ได้ว่า หรือหมาที่นั่นจะคุณภาพดีกว่าคนบ้านเราหรือเปล่านี่...