วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

บทสนทนาระหว่างศรัทธากับความกลัว

ณ ตำบลมะนังดาลำ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ภายในบ้านชั้นเดียวเล็กๆ ท่ามกลางสวนยางรกครึ้ม

คืนนั้นฉันนอนหลับๆ ตื่นๆ เพราะแปลกที่แปลกทาง เมื่อนาฬิกาปลุก ตี 5 กว่าๆ แสงไฟในบ้านเริ่มสว่างขึ้น เสียงก๊อกน้ำกำลังทำงาน เพราะแต่ละคนเริ่มทยอยอาบน้ำละหมาด วิถีชีวิตของมุสลิมเริ่มต้นแต่เช้าก่อนตะวันจะโพล่พ้นขอบฟ้า เพื่อละหมาดในเวลาย่ำรุ่ง หลังจากนั้น“แบมะ”สามีของ“กะอ๊ะ”ได้เวลาออกไปกรีดยางในสวนกว่าจะกลับเข้าบ้านอีกทีกว่า 8 โมงเช้า นี่คือวิถีชีวิตการทำมาหากินของชาวบ้านส่วนใหญ่ในมะนังดาลำ

เช้านี้มีข้าวยำ ข้าวเหนียวคลุกมะพร้าวกับปลาทอดวางอยู่ตรงหน้าพร้อมกับกาแฟร้อน 1 แก้ว เจ้าของบ้านถามว่า“นอนหลับสบายไหม”

“คืนแรกไม่ค่อยหลับ แถมยังมีเสียงบางอย่างร้องเป็นระยะๆ” ฉันตอบ กะอ๊ะ ร้องอ๋อ!ทันที

“เสียงกบ” พร้อมสำทับว่า“วิถีชีวิตที่นี่อยู่แบบเรียบๆ ง่ายๆ มีความสุขแบบบ้านๆ”

ฉันจึงตอบกลับไปว่า “ตัวเองก็เป็นประเภทอยู่ง่ายกินง่ายเหมือนกัน” เพราะไหนๆ ก็รักการเดินทางแล้วจะทำตัวเองให้อยู่ยากไปทำไม สักพัก“แบมะ”กลับมาจากสวนยางได้ยินเราคุยกัน เลยถามว่า“กลัวหรือเปล่า?”

“ไม่ได้กลัวค่ะ แต่แปลกที่เท่านั้นเอง เดี๋ยวคืนพรุ่งนี้รับรองหลับสนิท” ฉันหวังว่าอย่างนั้น

คำว่า “กลัว” เป็นคำถามที่ฉันมักได้ยินบ่อยครั้ง เมื่อมีเพื่อนฝูงรู้ว่าจะเดินทางมา 3 จังหวัดภาคใต้ แม้กระทั่งคนท้องถิ่นเองก็อยากรู้ว่าคนต่างถิ่นรู้สึกอย่างไร?

ภาพด่านตรวจที่มีเป็นระยะตามเส้นทางที่ฉันผ่านมา รวมถึงด่านยุทธศาสตร์ของตำรวจ และฐานทหารในพื้นที่ตำบลมะนังดาลำ เป็นเหมือนฉลากติดว่าพื้นที่นี้ต้องเฝ้าระวัง

“ตอนที่ไปประชุมแถวโคราช แถวนครนายก เขาก็ถามเราว่าอยู่กันแบบไหน อยู่ยังไง มียิงกัน เราก็บอกว่า เราก็อยู่แบบเรา ใช้ชีวิตประจำวันปกติ เวลาที่มีการยิงกันทุกวันมันไม่ใช่พื้นที่ของเรา ภาพรวมพอพูดถึงปัตตานีจะมองรวมหมด คนข้างบนไม่รู้จักพื้นที่ก็เหมารวมหมด ก็เลยไม่กล้าลงมา” ก่อนหน้านี้ พอยัน สาและ เจ้าหน้าที่อบต. เล่าให้ฟังบนเส้นทางจากสนามบินสู่มะนังดาลำ

แน่นอนเสียงเล่าลือเกี่ยวกับความรุนแรงได้ส่งผลกระทบทำให้คนต่างถิ่นไม่กล้ามาเยือนแผ่นดินปลายด้ามขวานแห่งนี้ ระหว่างดื่มกาแฟยามเช้า กะอ๊ะคุยให้ฟังถึงความเปลี่ยนแปลงของที่นี่

“ผลไม้ในพื้นที่นี้ส่วนใหญ่จะปลูกกิน แต่ถ้ามีมากพอจะมีพ่อค้ามาเหมาตีราคา แล้วเขาตัดเอง เมื่อก่อนพ่อค้าที่มาเหมาจะเป็นคนไทยพุทธนั่นแหละ แต่ 2-3 ปีมาแล้วที่ไม่มีใครกล้ามา จะมีก็แต่พ่อค้าในพื้นที่แล้วไปส่งอีกที เมื่อก่อนพ่อค้าจากภาคกลางจะมาถึงที่เลย พอเขาดูในข่าวเขาเลยไม่กล้า

ครูก็เหมือนกัน สมัยก่อนจะมีครูนอกพื้นที่ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว โรงเรียนที่นี่จะเป็นครูในพื้นที่หมดเลย ครูในพื้นที่เด็กไม่ค่อยกลัว พอมีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นในสามจังหวัดโรงเรียนก็ปิดบ่อย เด็กก็เรียนอ่อนไม่สามารถไปแข่งขันกับเขา”

“น้องตี้” ฐิติชญา สานิ บัณฑิตอาสาซึ่งกลับมาทำงานในพื้นที่ รู้สึกเหมือนกันว่าความไม่สงบใน 3 จังหวัดทำให้ครูต่างพื้นที่ไม่กล้าเข้ามา เฉพาะครูในพื้นที่เรื่องของวิสัยทัศน์อาจจะยังไม่กว้าง คนบ้านเรามีอยู่แค่นี้ การศึกษาบ้านเราเลยแคบลงไม่พัฒนาเท่าที่ควร คนที่อื่นเขาไม่กล้าเข้ามา คนที่เคยอยู่ก็ย้ายออก แต่ตอนนี้ก็มีการเข้ามาสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐในการให้ทุนเพิ่มมากขึ้น

ขณะที่ “โรส” ไพรูซ อับดุลราฮิม น้องบัณฑิตอาสาอีกคน เห็นด้วยว่าถ้าทุนเปิดโอกาส มีโควตาเพิ่มมากขึ้น เด็กบ้านเราคงได้รับโอกาสนี้บ้าง ทุนยังไม่ทั่วถึง จะให้เขาไปเรียนเองรายได้ครอบครัวอาจไม่พอ คนในพื้นที่ถ้าร่ำรวยมีน้อยมาก ส่วนใหญ่ยากจนถึงปานกลาง ไม่มีที่ทำกินก็มีรับจ้างกรีดยาง ใครที่มีสวนยางก็พอไปได้ เด็กเรียนดีก็มี แต่โอกาสมันน้อย

ฉันถามกลับบ้างว่า อยู่กันแบบนี้มีเหตุการณ์รุนแรงในพื้นที่สามจังหวัด “กลัวไหม?”

“น้องนา” รุสรีนา ดอเลาะ เพื่อนร่วมทีม ยอมรับว่าช่วงที่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น กรณีระเบิดที่สายบุรีแรกๆ ก็กลัวบ้าง ไม่กล้าออกไปไหน แต่พออยู่ๆ ไปเราจำเป็นต้องออกไปโน้นไปนี่ วิถีชีวิตก็กลับมาเป็นปกติ

“ที่นี่ก็มีผู้หญิงที่สามีเสียชีวิตและได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ประมาณ 3 คน ตอนเกิดจากเหตุการณ์ยิงกัน แต่เราก็ไม่รู้ว่าสาเหตุเกิดจากเรื่องอะไร แต่ตอนนี้เขาได้รับการเยียวยา ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ ได้รับเงินและโอกาสให้มีงานทำ ลูกได้ทุนการศึกษา ด้านจิตใจได้รับผลกระทบแต่สังคมให้โอกาสเขาก็คลายความรู้สึกตรงนั้น แรกๆ ก็แย่เหมือนกัน”

ผลกระทบด้านจิตใจไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์เท่านั้น ผู้ช่วยโต๊ะครูด๊ะฮารี ยูโซ๊ะจากสถาบันปอเนาะบือแนราเมาะห์ ปอเนาะหนึ่งในสี่แห่งของพื้นที่นี้สะท้อนให้ฟังว่านักเรียนปอเนาะที่นี่สะเทือนใจไม่ต่างกัน

“ผมได้มีโอกาสไปกรุงเทพฯ ตอนที่ศึกษาธิการเชิญสถาบันศึกษาปอเนาะไปคุย ผมได้เล่าให้เขาฟังว่า น้องๆ ที่นี่ก็รู้สึกว่า น้องเป็นผู้ที่รับบาป เวลามีคนกล่าวหาปอเนาะไปในทางผิดๆ ว่ามีการสร้างเยาวชนไปก่อเหตุที่โน้นที่นี่ เวลาที่น้องได้ยินแบบนี้ บางทีถึงกับร้องให้ เพราะมันไม่จริง เราไม่รู้ว่าใครทำเพราะเราไม่ได้ทำ”

หลังจากบทสนทนาสิ้นสุดลง ค่ำวันนั้นหลังกินข้าวเย็น อาบน้ำอาบท่าเสร็จ “น้องโรส” อาสาพาฉันขี่มอเตอร์ไซค์ไปตระเวนดูวิถีชีวิตของคนบ้านมะนังดาลำ ช่วงเวลานี้ตรงกับเวลาของการละหมาดอีซา หรือการละหมาดยามค่ำคืนในช่วงสุดท้ายของวัน เสียงอาซานดังกังวานท่ามกลางความเงียบสงบ

มอเตอร์ไซค์วิ่งผ่านสองข้างทาง มีแสงสว่างแทรกอยู่เป็นระยะๆ จากบ้านเรือนและเสาไฟฟ้าริมถนน บางช่วงก็มืดสนิท รถราบนถนนนานๆ จะผ่านมาคัน แต่ร้านน้ำชาข้างๆ มัสยิดยังคงคึกคักเมื่อพิธีละหมาดเสร็จสิ้น คืนนั้นไม่ได้ลิ้มรสชาติชาปักษ์ใต้ เพราะท้องไม่เหลือที่ว่างแล้ว

ระหว่างซ้อนมอเตอร์ไซด์กลับบ้านพัก ฉันถามโรสว่า “ขี่มอเตอร์ไซด์กลางคืนแบบนี้ไม่กลัวหรือ?”

เธอตอบว่า “มุสลิมเราสอนว่าอยู่ที่ไหนก็ต้องตายเหมือนกัน เราก็มอบหมายแล้วต่อพระเจ้า”

วันนี้ ยังคงมีความไม่ปกติเกิดขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ แต่ชีวิตสามารถเป็นปกติได้ถ้าเรามี “ศรัทธา” ...คืนนั้นฉันนอนหลับสนิท