ผู้กำกับภาพยนตร์"ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง"ยันเนื้อหาหนังไม่ได้แตะสถาบันเบื้องสูง วอนหากดูหมดรู้เจตนาต้องการสร้างความสมานฉันท์
สถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี รายการสยามสาระพา ได้สัมภาษณ์นายนนทวัฒน์ นำเบญจพล ผู้กำกับภาพยนตร์ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง และนายสุภาพ หริมเทพธิป บรรณาธิการ หนังสือไบโอสโคป ถึงกรณีที่คณะอนุกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ เรื่องฟ้าต่ำแผ่นดินสูง ไม่อนุญาตให้เผยแพร่ในราชอาณาจักรไทย ด้วยเนื้อหาที่ขัดต่อความมั่นคงของชาติ และความสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ
นายนนทวัฒน์ กล่าวว่า หลังจากที่กองเซ็นเซอร์ได้คำสั่งให้หนังของตนไม่ผ่านการเซ็นเซอร์ โดยถึงขั้นห้ามฉายในประเทศเลยนั้น ตนก็ยังมีความสงสัยและเกิดความไม่เข้าใจอย่างยิ่งกับความเห็นของอนุคณะกรรมการที่ระบุออกมา โดยเฉพาะกรณีที่มีการพูดถึงว่าหนังเรื่องนี้มีการพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์ ตนยืนยันว่าหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะเนื้อหาของตัวหนังไม่มีความเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์เลย ส่วนประเด็นที่คณะอนุกรรมการกล่าวอ้างนั้น ตนยืนยันว่าน่าจะเป็นเพียงประเด็นเดียวมีการพูดถึงพระมหากษัตริย์เท่านั้น สำหรับชื่อหนังฟ้าสูงแผ่นดินต่ำนั้น ตนก็ไม่ได้มีเจตนาและไม่รู้เรื่องคำว่าฟ้านั้นหมายถึงพระมหากษัตริย์ตามที่มีการตีความกันไป ส่วนชื่อหนังที่นำมาตั้งนั้นตนได้นำมาจากเพลงฟ้าต่ำแผ่นดินสูง ที่เป็นเพลงภาพยนตร์เรื่องโทนในอดีตที่ผ่านมา สำหรับความหมายของหนังเรื่องนี้ ที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องของเขตแดน แต่ความจริงแล้วตามความคิดของตนได้หมายถึงเขตแดนตามความคิดของชาวบ้านในพื้นที่ ที่ต่างคนต่างมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ดังนั้นการนำเสนอของตนในตัวภาพยนตร์แล้วจะพยายามนำเสนอให้รอบด้านให้มากที่สุด ให้ตัวละครแต่ละคนได้มีโอกาสมากที่สุด
นายนนทวัฒ์ กล่าวว่า ไม่ได้คิดเลยว่าการนำภาพยนตร์ของตนเข้าไปตรวจการพิจารณาของกบว.แล้วจะถูกแบนเช่นนี้ เพราะเมื่อมาทราบหนังตนถูกสั่งห้ามออกฉายแล้ว ตนงงและตกใจอย่างมาก ส่วนข้อคิดเห็นของกองเซ็นเซอร์ที่ระบุว่าเป็นจุดที่ทำให้หนังถูกแบนนั้น ส่วนตัวแล้วคิดว่าคงจะไม่สามารถทำได้ทุกข้อตามที่มีการให้ข้อสังเกต ส่วนชื่อเรื่องของตัวหนังนั้นคิดว่าคงจะไม่มีการเปลี่ยน เนื่องจากประเด็นสำคัญตัวเนื้อหาของตัวหนังไม่มีส่วนได้ที่จะพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว และฉากที่มีการต่อสู้รบกันของกองกำลังทหารของทั้งสองประเทศตามแนวชายแดนนั้น ตนคิดว่าเป็นจุดที่มีความสำคัญที่ไม่อยากจะตัดออก นอกจากนี้่ภาพดังกล่าวที่ตนนำมาเสนอนั้นก็ภาพที่มีคนนำไปลงเอาไว้ในยูทูบ ซึ่งใครก็สามารถจะค้นหาได้อยู่แล้ว ไม่มีการปิดกั้นแต่อย่างใด ดังนั้นตนมีความสงสัยว่าในยูทูบก็หาดูได้ แต่เมื่อตนมาลงไว้ในหนังทำไม่สามารถดูได้ ดังนั้นถ้าจะมีการปรับแก้หนังเรื่องนี้ใหม่ตนก็คงจะปรับแก้ในบางจุดที่คิดว่าสามารถทำได้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของตัวหนังทั้งเรื่อง
เมื่อถามว่า การที่ถูกแบนในครั้งนี้ส่วนตัวคิดว่ามาจากปัญหาเรื่องการเมืองในตัวหนัง หรือมาจากปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นายนนทวัฒน์ กล่าวว่า ตนพยายามนั่งคิดและดูในมุมมองของคณะกรรมการที่พิจารณา ซึ่งคิดว่ากรรมการอาจจะมองว่าหากปล่อยหนังเรื่องนี้ให้ออกไปแล้วอาจจะมีปัญหาในภายหลังได้ จึงสั่งห้ามไปเลยดีกว่า แต่ในขณะเดียวกันหนังสือเรื่องนี้มีเจตนาที่ไม่ต้องการให้มีปัญหา แต่กลับอยากจะให้เกิดความสันติภาพให้เกิดขึ้น
นายสุภาพ กล่าวว่า หลังจากที่ตนได้ดูหนังเรื่องนี้ก่อนที่จะมีการยื่นขอการพิจารณาของกองเซ็นเซอร์นั้น ตนมีความคิดว่าหนังเรื่องนี้จะต้องถุกแบนอย่างแน่นอน เพราะจุดหนึ่งในการพิจารณาของกรรมการตรวจพิจารณา หากเห็นว่าเข้าข่ายอาจจะมีปัญหาเรื่องของความละเอียดเกี่ยวกับความรู้สึกขึ้น กรรมการตรวจก็มักจะใช้วิธีการหนีปัญหาด้วยสั่งห้ามไปเลยดีกว่า ซึ่งถือว่าเป็นการตัดสินที่ง่ายที่สุดที่ไม่ต้องทำให้เกิดปัญหาในภายหลัง ส่วนที่นายนนทวัฒน์อาจจะมีการขออุทธรณ์ในการพิจารณาหนังเรื่องนี้ใหม่อีกนั้น ตนมั่นใจว่าหากอุทธรณ์ไปก็คงจะไม่ผ่านการพิจารณาอย่างแน่นอน เพราะหากอุทธรณ์แล้วผ่านขึ้นมาจริง ก็เป็นไปได้ว่าหลักคิดและการพิจารณาของคณะอนุกรรมแรกกับชุดที่อุทธรณ์ใหม่นั้น มีบรรทัดฐานในการพิจารณาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะเราอย่างลืมว่าหลักคิดในการพิจารณาของคณะกรรมการก็มักจะมีกรอบคิดที่เหมือนๆกัน ไม่แตกต่างกัน นอกจากคำตัดสินใจคณะกรรมการชุดแรกออกมาแล้ว หลักการคิดของคณะกรรมการชุดที่สองก็จะถูกบีบจากคำตัดสินของคณะกรรมการชุดที่แรกไปโดยปริยาย





