วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สูตร หา...สุข

ความสุขเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ทำไมคนถึงไม่ค่อยมีความสุข ลองฟังเรื่องราวของผู้หญิงคนนี้

แม้ความสุขจะเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็อยากได้ แต่นิยามความสุขของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน จึงมีคนเสนอเครื่องมือและเทคนิคในการรักษาสมดุลให้ชีวิตมีความสุข ขจัดความเครียด โดยการออกแบบและจัดกระบวนการเรียนรู้เชื่อมโยงกับด้านใน เพื่อพาไปรู้จักตัวเอง เพิ่มพลังชีวิต โดยมีการจัดคอร์สทั้ง สปาอารมณ์ ศาสตร์การดูแลจิต เพื่อเพิ่มพื้นที่ความสุขกายสบายใจ ,คอร์สสร้างสุขพัฒนาองค์กร สร้างรอยยิ้มและความสุขในการสัมมนาบริษัท เพื่อพัฒนาธุรกิจให้ยั่งยืน และคอร์สฝึกผู้นำสมบูรณ์แบบ

ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ พวงทอง เจริญไพโรจน์วงศ์ (โส่ย) ไม่ได้ทำเล่นๆ แต่เธอตั้งเป็นบริษัทสูตรคูณสุข จำกัด ธุรกิจเพื่อสังคมที่ไม่เหมือนใคร ด้วยการจัดคอร์สสร้างกระบวนการเรียนรู้ผ่านการพูดคุยเชื่อมโยงกับการภาวนา การเคลื่อนไหว ดนตรี กวีและศิลปะ รวมถึงการปรับสมดุลในร่างกาย ฯลฯ

ก่อนจะก่อร่างสร้างบริษัทที่มีชื่อชวนให้นึกถึงความสุข เธอเคยเป็นผู้บริหารในแวดวงออแกไนซ์กว่า 15 ปี แต่ที่สุดแล้วก็อยากทำในสิ่งท้าทายสำหรับตัวเอง จนมาลงตัวกับการจัดคอร์สด้านใน เพื่อให้คนที่เครียดและต้องการค้นหาตัวเอง มีเวลาจัดสมดุลให้ชีวิต

"ก่อนหน้านี้เราลองใช้แบบทดสอบสุดท้ายในชีวิต ลองใช้เงินวันเดียวซื้อของให้เยอะที่สุดหนึ่งแสนบาท ซื้อทุกอย่างที่อยากซื้อ ทั้งๆ ที่เราไม่ใช่ครอบครัวคนมีเงิน เราอยากทดสอบว่า ข้างในเราเป็นยังไง เแต่เมื่อซื้อแล้ว ก็นำมากองรวมกัน และในวันรุ่งขึ้น เรากลับรู้สึกว่างเปล่าเหมือนเดิม จึงมาถึงจุดตัดสินใจลาออกจากงาน" พวงทอง เล่าถึงจุดเปลี่ยนในชีวิต แม้จะรั้วตำแหน่งผู้บริหารหมายเลข 2 ที่ครั้งหนึ่งเคยชอบสังคม และเป็นนักต่อรองทางธุรกิจ แต่อีกด้าน รักธรรมชาติ ชอบเดินป่า และเป็นนักอ่านตัวยง

เมื่อทำงานมาถึงจุดที่เรียกว่า ชีวิตมั่นคงแล้ว ก็ต้องหาเป้าหมายใหม่ที่ท้าทายกว่า

"ไม่ใช่วันๆ ออกงานสังคม เที่ยว กิน ดื่ม เรารู้สึกว่าชีวิตไม่ได้มีแค่นี้ เราต้องกลับไปหาธรรมชาติอีกครั้ง หลังจากทิ้งเงินเดือนเป็นแสน เราเอาตัวเองเป็นห้องทดลอง " พวงทอง เล่าถึงสิ่งที่เธอหันหลังให้ นั่นเป็นจุดที่ทำให้เธอได้คิดว่า การเดินทางทั้งด้านในและการออกท่องโลก น่าจะเป็นอีกทางเลือก

"ทำงานมานาน 15 ปี ชีวิตจะอยู่ในโลกแบบเดิมๆ คำถามเดิมๆ ต่อไปหรือ แม้จะมีงานทำ มีคนเสนอโครงการในต่างประเทศให้ แต่เรารู้สึก ชีวิตมันมากกว่านั้น ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าคืออะไร แต่ต้องออกจากตรงนี้ก่อน ตอนที่ออกมาก็คิดว่า ต้องเริ่มจากศูนย์ ลองดูสิถ้าไม่มีเงินเดือน ชีวิตจะเป็นอย่างไร เมื่อไม่มีเงินเดือน มันหวั่นไหวนะ ในช่วงสองปีก็รู้สึกแย่ เหมือนตกสวรรค์ มันเปลี่ยนทุกอย่างในเรื่องมุมมองการใช้ชีวิต ตอนแรกๆ ก็โหยหาอยากกลับไปทำงาน ถ้าจะกลับไป ก็ทำได้ แต่เรารู้สึกว่า เลือกแล้ว คงไม่กลับไปทำงานแบบนั้นอีก”

เมื่อสถานะภาพเปลี่ยน ไร้ซึ่งงานประจำ และชื่อเสียงใดๆ ในปีแรกเธอเปิดใจไปเรียนรู้วิถีสีเขียวกับกลุ่มตลาดสีเขียวและสุนทรียะสนทนากับสถาบันขวัญเมืองที่เชียงราย รวมถึงการภาวนา

“พอได้เรียนรู้หลายกลุ่ม แรกๆ ก็เหมือนหลอกตัวเองว่า เส้นทางนี้กระทบกระเทือนความรู้สึก เราไม่เคยเห็นมาก่อนว่า ตัวเองเป็นคนที่นำพาทุกอย่างออกมา เมื่อก่อนเรารู้สึกว่าคนนั้นคนนี้กระทำต่อเรา และสังเกตเห็นว่า คนที่คิดว่าตัวเองเป็นคนดีมากๆ จะตื่นรู้ได้ช้า จะคิดว่า ตัวเองดีขนาดนี้ ทำไมคนอื่นมาทำเราขนาดนี้ เวลาเรามีปัญหา เรามักจะโทษคนอื่น แต่ไม่ได้มีการเชื่อมร้อยด้านในว่า เราสร้างโลกเพื่อบดบังความจริง เมื่อรู้สึกสะเทือนมาก เราก็เลยต้องหาทางตื่นรู้"

ด้วยบุคลิกส่วนตัว ไม่เชื่อใครง่ายๆ ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเป็นครูบาอาจารย์หรือภิกษุสงฆ์ พวงทอง บอกว่า รับฟังครูบาอาจารย์ แต่ไม่เชื่อ เราจะคิดต่อว่า สิ่งที่เขาสอนเรา จริงๆ แล้วมันเหมาะกับเราหรือเปล่า ไม่ว่าจะเรียนรู้การภาวนาหรือสุนทรียะสนทนา เธอตั้งคำถามว่า วิธีการแบบนั้น มันสุนทรียะจริงๆ หรือ แล้วสิ่งที่เขาสอนเป็นความรู้ที่พวกเขาจำมาหรือเปล่า

“ตอนนั้นเราก็คิดว่า สิ่งที่เขาพูด มันงดงามเกินไปหรือเปล่า เมื่อไปเรียนรู้ร่วมกัน ก็ไม่เห็นว่าเขาจะมีความสุขอะไรมาก มันไม่ใช่แบบนั้น หลังจากนั้นมาเจอพี่ประชา หุตานุวัตร และณัฐฬส วังวิญญู ก็เรียนรู้ไปเรื่อยๆ จนได้รู้ว่า ถ้าเรากลับมาที่ตัวเอง เรานิ่งพอ ก็จะเห็นตัวเองทั้งหมด เพราะเราคิดเยอะ เราคิดแบบเดิมๆ พอรู้สึกสะเทือนด้านใน ซึ่งในจุดหนึ่งเราเริ่มรู้ว่า ที่ผ่านมา เพราะเราไปตัดสินคนนั้นคนนี้ เราไปคิดว่า ถ้าคุณยังทุกข์อยู่ คุณไม่ใช่แล้ว ถ้าคิดอย่างนั้นแสดงว่าเราไม่ได้ทำงานด้านในเลย เราตัดสินทุกอย่างที่มันเป็นไป เราลืมไปว่า สิ่งที่เขาเป็นอยู่ตอนนั้น เขาก็ต้องเดินทางด้านในเหมือนกัน"

นั่นเป็นจุดผันแปร ซึ่งทำให้เธอเห็นว่า การภาวนา เป็นส่วนหนึ่งของการเปิดการรับรู้
"เราต้องปิดเสียงสนทนาด้านใน เพื่อที่จะรับรู้สิ่งที่อยู่ตรงหน้า ธรรมชาติคือการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนผ่าน ซึ่งคนเราต้องเรียนรู้มากขึ้น ชีวิตคนเรามีการเปลี่ยนแปลงเป็นพลวัตร วาระของแต่ละคนไม่เท่ากัน”
เมื่อเข้าใจมากขึ้น ก็ถึงเวลาก้าวออกมายืนด้วยตัวเอง เพื่อทำธุรกิจเพื่อสังคมเช่นที่กล่าวมา พวงทอง บอกว่า หลังจากทำงานในวิถีสีเขียวและการเป็นกระบวนกรเพื่อพัฒนาด้านในของมนุษย์ทั้งเยาวชนและคนทั่วไป การเป็นกระบวนกร ทำให้ได้เรียนรู้ชัดขึ้น

"คือเมื่อปีที่แล้วพี่สาวเป็นมะเร็ง เครียด กังวล ทำให้เกิดสภาวะต่างๆ เราก็คุยกันว่า อยากจะทำอะไรสักอย่าง เขาบอกว่าชีวิตของเขาไม่อาจเริ่มต้นใหม่ได้แล้ว แต่อยากเห็นเรื่องดีๆ เราก็เตรียมเปิดบริษัท เพื่อให้คนเห็นว่าสุขภาพกายและใจต้องไปด้วยกัน แค่เชื่อมโยงกับคนที่อยู่ตรงหน้าก็มีความสุขแล้ว เมื่อวางใจก็จะรู้สึกผ่อนคลาย เปิดการรับรู้"

แต่อย่างไรก็ตาม เธอ ย้ำว่า คนเรายังมีหมวดปกป้องตัวเอง เป็นเรื่องของธรรมชาติ แต่กระบวนการเรียนรู้พวกนี้จะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย และไม่จำเป็นต้องตัดสินใคร แค่มองคนที่อยู่ตรงหน้า เปิดพื้นที่ วางใจคนอื่นก่อน อย่างการพูดคุยกับเด็กๆ เราจะวางใจและรู้สึกปลอดภัย เพราะเรารู้สึกว่า เด็กๆ ไม่ทำร้ายเรา

"แต่ทำไมบางคนคุยด้วยแล้วเหนื่อย กระบวนกรจึงมีหน้าที่ทำให้คนร่วมคอร์สรู้สึกผ่อนคลาย เพื่อให้พวกเขาเห็นตัวเอง"

หากถามว่า การจัดคอร์สสไตล์สูตรคูณสุขเป็นอย่างไร พวงทองบอกว่า จะไม่ใช้ความรู้เยอะ เพราะบางครั้งเรารู้สึกว่ามันไม่จริง ไม่เชื่อมโยงกัน ถ้าสามารถเปิดพื้้นที่ไว้วางใจซึ่งกันและกันแล้ว ก็จะเห็นเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่มีความโลภ โกรธ หลง

“ถ้าปรับสมดุลได้ ชีวิตก็จะกลับมาเป็นปกติ นำสิ่งที่ดีที่สุดมาปรับใช้กับชีวิต เราต้องฟังร่างกาย ไม่ปล่อยให้บอบช้ำ สิ่งที่เราทำตรงนี้เป็นเรื่องยาก คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่าบริษัทของเราทำอะไร "

แล้วกระบวนการแบบนี้ จำเป็นต่อชีวิตมากน้อยเพียงใด
พวงทอง บอกว่า จำเป็นในส่วนที่ทำให้ชีวิตขับเคลื่อน มีพลังชีวิต เราใช้ชื่อว่าสปาอารมณ์ เพื่อให้คนได้เรียนรู้เรื่องอารมณ์และความผ่อนคลาย

“นอกจากสุขภาพใจ ยังมีสุขภาพกาย เราเรียนรู้ที่จะเป็นหมอรักษาตัวเองก่อนที่จะมีโรคภัยไข้เจ็บ ถ้าเครียดเกินไป โรคจะสะสมในลำไส้ จึงต้องปรับสมดุลธาตุ จุดประกายให้สังเกตตัวเอง เวลาเป็นหวัด ตัวร้อน ไม่จำเป็นต้องกินยา พักผ่อนกายใจ ดื่มน้ำอุ่นก็จะดีขึ้น คอร์สที่เราทำ อยากให้คนช้าลง ไม่อยากให้ด่วนสรุปตัดสิน อีกอย่างเราจะให้เห็นว่า การเชื่อมโยงธาตุต่างๆ ของเรามีความสำคัญ ไม่ใช่ว่าเราเกิดมาโดดเดี่ยวและแบ่งแยก ธาตุในร่างกายก็คือ ธรรมชาติที่เชื่อมโยงกัน "

นอกจากนี้ เธอยังมีข้อแนะนำว่า เวลาเครียดมากๆ ลองใช้ธาตุลมที่หมุนเวียนในร่างกาย หายใจลึกๆ แล้วผ่อนคลาย เพื่อทำให้เรารู้สึกว่า แค่ลมหายใจเดียวที่ลงไปถึงท้อง สามารถช่วยได้เยอะ และจิตของเราก็จะช้าลง
ซึ่งการทำคอร์สลักษณะนี้ เพื่อให้คนมาชาร์ตพลัง

"บางคนไม่เคยคิดมาก่อนว่า การดีท็อกซ์อารมณ์ มันทำได้จริงๆ แค่เรากลับมามองตัวเอง แล้วช้าลง ธุรกิจของเราเป็นทางเลือกในการดูแลชีวิต เราพยายามทำให้เป็นของจริง ถ้าไม่ได้รู้สึก ไม่ได้มีความสุขเอง แล้วเราจะให้คนอื่นมาเห็นและใช้เครื่องมือนี้ได้อย่างไร สิ่งสำคัญของการเรียนรู้ สุดท้ายต้องกลับมาด้านใน สัมผัสกับความจริง สภาวะด้านในที่ปั่นป่วน เราจะทำอย่างไรให้ปกติสุข จริงๆ แล้ว ความสุขเข้าใจง่าย ไม่ใช่ความสุขเฉพาะการเสพอย่างเดียว คุณไม่จำเป็นต้องดีเลิศ แต่คุณใช้ชีวิตอย่างปกติได้ และต้องเข้าใจว่า ชีวิตคนเรามีหมวดปกป้องและหมวดความกลัวเหมือนกัน"

แต่อย่างไรก็ตาม เธอย้ำว่ า ความสุขอยู่ตรงหน้า ถ้าเชื่อมโยงกันได้ แล้วมีความสบายใจที่จะอยู่ตรงนั้นด้วยกัน ก็คือสิ่งดีๆ ของชีวิต และมากกว่านั้นคือการแบ่งปัน
..............................

หมายเหตุ : บริษัทสูตรคูณสุข www.sootkoonsook.com