วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รีวิว : Across The Imaginary Divide ดนตรีเหนือจินตนาการ

อนันต์ ลือประดิษฐ์ เขียนถึงผลงานใหม่ของ เบลา เฟล็ค และ มาร์คัส โรเบิร์ตส์ ทริโอ

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน เนชั่นสุดสัปดาห์

ตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมานี้ ผมใส่ซีดีชุด Across The Imaginary Divide ไว้ในเครื่องเล่นซีดีมาโดยตลอด เพราะมันให้ความเพลิดเพลินในการฟัง ฟังได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่รู้เบื่อ ก่อนจะตัดสินใจเขียนถึงผลงานชุดนี้ในสัปดาห์นี้
บางทีนี่อาจจะเป็นตัวอย่างรูปธรรมของผลงานร่วมสมัย ที่จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์สามารถก้าวข้ามเส้นแบ่งที่ขีดคั่นไอเดียใหม่ๆ กับความซ้ำซากจำเจน่าเบื่อไปได้ แม้เราจะอยู่ในยุคสมัยของภาวะการตีบตันทางความคิดก็ตาม

อัลบั้มที่ว่า เป็นผลงานออกมาเมื่อปีกลาย โดยค่าย Rouder Records ถือเป็นการโคจรมาพบกันของสุดยอดฝีมือดนตรี นำโดย เบลา เฟล็ค (Bela Flack) มือแบนโจร่วมสมัยที่หาตัวจับยาก ร่วมกับ มาร์คัส โรเบิร์ตส์ (Marcus Roberts) นักเปียโนนัยน์ตาพิการที่บรรเลงเพลงได้สว่างไสวและเต็มด้วยชีวิต

งานนี้ มาร์คัส มาพร้อมกับวงทริโอของเขา มี ร็อดนีย์ จอร์แดน (Rodney Jordan) เล่นเบส และ เจสัน น้องชายคนเล็กของตระกูล มาร์แซลิส (Jason Marsalis) เป็นมือกลอง ทั้งคู่ถือเป็นกลไกการขับเคลื่อนวงที่อุดมด้วยพลังงานอันล้นเหลือ

ดูเผินๆ พวกเขาทั้งสี่ ก็เหมือนการประสมวงแบบ “ควอร์เทท” (วง 4 ชิ้น) ทั่วไป แต่มองลึกลงไปในอณูเนื้อของดนตรี นี่คืองานที่เชื่อมผสานความเป็นวงดนตรี (แบนด์) ที่หลอมรวมวิญญาณ ความคิดและความรู้สึกของนักดนตรีแต่ละคนได้อย่างใกล้ชิด คงไม่ผิดนัก หากจะกล่าวว่าพวกเขาบรรเลงกันได้อย่างเมามัน กระทั่งความมหัศจรรย์ได้บังเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ณ ขณะเวลานั้น

ระหว่างฟังไป ก็ได้แต่นึกขอบคุณวิทยาการด้านการบันทึกเสียงไว้ในใจ เพราะสามารถเก็บตกกระแสธารของตัวโน้ตที่เชี่ยวกรากที่กังวานผ่านเครื่องดนตรีชิ้นนั้นๆ ได้อย่างครบรสจริงๆ

อันที่จริง เบลา เฟล็ค เคยมีโอกาสร่วมบรรเลงกับวงทริโอของ มาร์คัส โรเบิร์ตส์ มาครั้งหนึ่งแล้ว ในงานเทศกาลดนตรีซาวันนาห์ เมื่อปี ค.ศ. 2010 จากมิตรภาพและความประทับใจจากการแจมดนตรีในครั้งนั้น ทำให้ทุกคนย้อนกลับมาพบกันอีกครั้ง

“(คราวนั้น) ผมคิดว่าเราเล่นเพลงบลูส์ในคีย์จีนะ หรืออะไรสักอย่าง แต่มันเป็นเพราะพลังของการปฏิสัมพันธ์ ฟิลลิ่ง และปฏิภาณที่พวยพุ่งออกมา ซึ่งน่าตื่นเต้นมาก” มาร์คัส เล่าให้ฟังก่อนจะเสริมต่อว่า

“โชคไม่ดีที่เราต่างถูกจำกัดโดยค่ายโดยสังกัด พูดอย่างจริงใจก็คือผมคิดว่านักดนตรีแจ๊สถูกทำลายจากแง่มุมนี้ คุณวางตัวอยู่ในมุมๆ หนึ่ง อย่างที่ ดุ๊ก เอลลิงตัน เคยพูดวลีอันโด่งดังเอาไว้ มันไม่มีกล่องหรอก การแบ่งแนวเพลง เป็นการจำกัดความเข้าใจในสิ่งที่ผู้คนกำลังทำอยู่ ผมได้แต่หวังว่า โปรเจ็คท์แบบนี้จะเผยตัวออกมาให้ผู้คนได้หันมาให้ความสำคัญแก่เสียงดนตรีมากขึ้น รับฟังจังหวะต่างๆ แนวของเสียงประสาน และปล่อยให้มันพูดคุยด้วยตัวมันเอง”

พวกเขาแบ่งปันวัตถุดิบที่มีอยู่ นำบทเพลงทั้งเก่าและใหม่มาเรียบเรียง เพื่อให้สอดรับกับรูปแบบของการประสมวง ทั้งบทบาทของแบนโจและเปียโนที่รับบทบาทนำ ทำหน้าที่รับส่งกันและกัน ซึ่งทั้งคู่ต่างประคับประคอง เอาข้อจำกัดในการทำงาน และลักษณะเฉพาะตัวของเครื่องดนตรีมาเป็นจุดเด่น

โดยภาพรวมเป็นการคลี่คลายออกมาในรูปของ เทรดิชั่นนอล แจ๊ส ที่มีทั้งกลิ่นอายของโฟล์ค บลูกราส นิวออร์ลีนส์ สวิง และเมนสตรีม คลุกเคล้าเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน จนกลายเป็นสุ้มเสียงแบบใหม่ขึ้นมา

เปิดตัวอย่างหนักแน่น ใน Some Roads Lead Home ที่หยิบเอาไลน์เฉพาะของแต่ละคนออกมาแผ่หราให้คนฟังได้เห็นปฏิสัมพันธ์ที่ดำเนินไปด้วยกันอย่างมีชีวิต โดยภาคจังหวะมีการปรับเปลี่ยนเฉดสีให้หลากหลาย และเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหว

ตามด้วย I'm Gonna Tell You This Story One More Time เพลงเด่นที่เริ่มด้วยไลน์เบสนำเข้าเป็นกรู้ฟ หรือชีพจรหลักของเพลง บนท่วงทำนองอันอ่อนหวาน จากนั้นปล่อยให้แต่ละคนปล่อยของอย่างเมามัน เริ่มจาก มาร์คัส กับลีลาพรมนิ้วลงบนคีย์บอร์ดอย่างพลิ้วไหว ต่อด้วย เบลา เฟล็ค กับโน้ตซ้ำๆ เพียงไม่กี่ตัว ทว่า สะกดคนฟังได้อยู่หมัด

Across the Imaginary Divide เป็นไตเติลแทร็คที่ขับเคลื่อนไอเดียด้วยแพทเทิร์น call & response ที่แม้จะเก่าแก่ แต่ก็ยังนำมาใช้ได้อย่างไม่รู้เบื่อในวันนี้ ต่อด้วยเพลงสนุกๆ อย่าง Let Me Show You What to Do ที่เริ่มต้นด้วยการดวล ระหว่างดับเบิลเบสตัวใหญ่ กับ แบนโจตัวเล็ก ก่อนจะพลิกผันไปสู่บีบ็อพไลน์อันลื่นไหล

คราวนี้มาถึงลีลาแบบบลูกราส ใน Petunia ราวกับแบนโจจะทำหน้าที่พระเอก ชิงนำหน้าไปก่อน แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ด้วยการจัดวางอย่างเหมาะสม ทำให้เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นโชว์ฟอร์มแตกต่างอย่างพลิกความคาดหมาย

ในบางเวลาของการฟังเพลง เรามี Topaika เป็นบอสซาโนวาที่แปลงโฉมมาใหม่ เพื่อเปลี่ยนมุมมองเดิมๆ เสียบ้าง ขณะที่ One Blue Truth เป็นลายเซ็นต์ชัดเจนของ เบลา เฟล็ค ในห้วงอารมณ์เศร้าเหงา โดยแต่ละคนต่างช่วยกันต่อเพลงกันคนละประโยคอย่างน่าฟัง ต่อด้วย Let's Go ที่กระโดดออกมาเป็นบีบ็อพไลน์ที่บ่งบอกถึงความคล่องแคล่วและเจนจัดยิ่งนัก

ช่วงท้ายอัลบั้มยังมีเพลงน่าฟัง อย่าง Kalimba; The Sunshine and the Moonlight; That Old Thing และเมื่อถึงโน้ตสุดท้ายของ That Ragtime Feelin’ ที่คุณอาจจะตกใจเล็กน้อย เมื่ออัลบั้มนี้จบลงโดยไม่รู้ตัว

การโคจรมาพบกันของ มาร์คัส โรเบิร์ตส์ ทริโอ กับ เบลา เฟล็ค ยังไม่สิ้นสุดแต่เพียงเท่านั้น พวกเขาออกปากยืนยันอย่างนั้น เพราะเมื่อทุกอย่างคลิก และเปิดประตูออกสู่โลกกว้างเหนือจินตนาการแล้ว ทั้ง 4 คนย่อมมีปรากฏการณ์ดนตรีที่ไม่ธรรมดา ให้เราติดตามอีกอย่างแน่นอน.