วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เส้นทางดอกไม้ 'สกุล อินทกุล'

ไม่เพียงเป็นนักออกแบบและศิลปินนักจัดดอกไม้ฝีมือดีของเมืองไทยและมีผลงานโด่งดังไปไกลระดับโลกเท่านั้น

แต่ชายคนนี้ยังมีชีวิตการเดินทางที่น่าค้นหา รวมไปถึงวิธีคิดและแนวทางในการดำเนินชีวิตที่น่าสนใจ

จุดเริ่มต้นของการเดินทางในเส้นทางแห่งดอกไม้มาจากความชื่นชอบต้นไม้และดอกไม้ในวัยเด็ก บวกกับได้มีโอกาสลงคอร์สเรียนการจัดดอกไม้อย่างจริงจัง ตั้งแต่ระดับเบื้องต้น ชั้นกลาง และชั้นสูง เมื่อได้ทดลองเรียนและฝึกฝีมืออยู่ 2 ปี ทำให้ อ๋อง-สกุล อินทกุล ค้นพบสิ่งที่ตนเองรัก จึงลาออกจากงานประจำและเริ่มจับงานจัดดอกไม้เป็นอาชีพ

ด้วยฝีมือที่โดดเด่นกว่าใครจึงทำให้เขาก้าวขึ้นมาอยู่บนแถวหน้าของวงการนักจัดดอกไม้ และมีผลงานชื่อ Tropical Colors : The Art of Living with Tropical Flowers ออกมาเผยแพร่ จากจุดนั้นเองทำให้ชายคนนี้กลายเป็นศิลปินนักจัดดอกไม้ระดับนานาชาติได้ในที่สุด

แต่นอกเหนือจากการทำงานแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ศิลปินขาดไม่ได้คือการเดินทาง เพราะมันหมายถึงการค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ ความรู้ใหม่ๆ ที่จะนำมาใช้ได้ทั้งหน้าที่การงาน และใช้ปรับสมดุลชีวิต

ออกเดินทางท่องเที่ยวมานานหรือยังคะ

จริงๆ ชอบการเดินทางมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว คือคล้ายๆ กับว่าเราเริ่มเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกคือไปอเมริกา เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนทุน AFS ตอนสมัยม.ปลาย พอหลังจากนั้นก็เหมือนกับว่าพอเราได้เริ่มเดินทาง มันก็ทำให้เราได้เปิดโลกกว้าง ก็เลยสนใจเรื่องเที่ยว พอเริ่มทำงาน เก็บเงินได้ก็เลยอยากไปเที่ยว และก็เที่ยวมาโดยตลอด เที่ยวเยอะ ในเมืองไทยบ้าง ต่างประเทศบ้าง คือเป็นโปรแกรมที่เพิ่มเข้ามาในชีวิตว่าอย่างน้อยปีๆ หนึ่ง ต้องหาเวลาไปเที่ยว 2-3 ครั้ง

พอได้มาทำงานด้านนี้ หน้าที่การงานของเรามันก็พาให้ไปเที่ยวต่างประเทศด้วย ไปญี่ปุ่น บาหลี อินเดีย ภูฏาน สิงคโปร์ เบลเยียม ส่วนที่เราหาเวลาไปเที่ยวอยู่แล้วเราก็ได้เที่ยวอีก อย่างพาน้องๆ ไปทำงานด้วย พอเราเป็นคนชอบเที่ยวก็เลยพาคนอื่นเที่ยวด้วย ก็จะขอลูกค้าวันหนึ่งว่าคุณช่วยเซ็ทให้เราวันหนึ่งได้ไหม จัดรถให้พาไปเที่ยวแถวๆ นี้หน่อย คือชอบให้คนอื่นเที่ยวไปกับเรา เรารู้ว่ามันมีประโยชน์

ไปต่างประเทศบ่อยแค่ไหน

มันแล้วแต่นะ อย่างปีที่แล้วไปญี่ปุ่น แต่ก็แทบจะไม่ได้ไปเลยนะเพราะทำพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมดอกไม้ตรงนี้อยู่พอดี ซึ่งก็ยุ่งมาก เบื้องบนคงสั่งลงมาว่าปีนี้ไม่ต้องไปไหนหรอก ทำพิพิธภัณฑ์ไปก่อน(หัวเราะ) แต่ปีนี้ก็เริ่มๆ มีบ้าง ล่าสุดคือไปอินเดียเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไปเป็นที่ปรึกษาของโรงแรมในเครือเดอะปาร์คที่อินเดีย มี Crafts Council ของอินเดียเขารู้ว่าเราจะไป เขาก็ติดต่อให้ไปช่วยทำ Demonstration and Workshop อะไรพวกนี้ ซึ่งเราเป็นคนออกแบบการทำเวิร์คชอปอะไรต่างๆ เอง ก็ต้องไปจาร์กาต้า ไปเชนไน เพื่อไปดูตลาดดอกไม้ ส่วนคราวที่ไปญี่ปุ่นตอนนั้นก็ไปเป็นที่ปรึกษาเหมืนอกัน ไปทำเวิร์คชอป ตอนนี้ก็กำลังทำตำราเรียนให้กับลูกศิษย์ทางญี่ปุ่น ตำราเกี่ยวกับวัฒนธรรมดอกไม้ไทย งานก็จะเป็นลักษณะนี้

ที่ไหนที่ประทับใจเป็นพิเศษ

เราโชคดีนะที่ได้ไปในเมืองที่มีวัฒนธรรมดอกไม้ที่สวยงามและมีลักษณะเฉพาะ เช่น บาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย ซึ่งมันมีวัฒนธรรมดอกไม้ที่ชัดเจน มีรากเหง้า โดดเด่น ดำรงอยู่อย่างสวยงาม ไปตลาดดอกไม้ก็ชื่นใจแล้ว ถ้าให้เลือกก็เลือกไม่ได้นะ มันต่างกันคนละfeel เลย ไปบาหลีมันก็จะมีเสน่ห์เหมือนบ้านเราในสมัยก่อน มีความเป็น Community ความเป็นหมู่บ้าน สมัยก่อนคนไทยจะเป็นแบบนั้น เวลามีงานบุญก็มาช่วยๆ กัน ส่วนอินเดียก็จะมีการโปรยดอกไม้ในหลายๆ งาน และเขามีความรุ่มรวยทางวัฒนธรรม มีแบบแผนประเพณี มีพิธีกรรม แต่ญี่ปุ่นก็จะออกแนวความสวยงามที่เป็นระเบียบเรียบร้อย มีรูปแบบของการจัดดอกไม้ซึ่งมีการพัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะของญี่ปุ่นเองเรียกว่าอิเคบานะ(Ikebana) มันก็จะมีความแตกต่าง มีความหลากหลายไป ดูออกได้ชัดเจนเลยว่าอันนี้เป็นแบบญี่ปุ่น บาหลี อินเดีย หรือแบบไทยของเรา ซึ่้งก็มีความชัดเจนมากเช่นกัน

นอกจากไปเที่ยวชมดอกไม้ต่างแดนแล้ว มีไปเที่ยวชมในแง่อื่นๆ ไหม

ส่วนใหญ่ก็ชอบไปดูเรื่องศิลปวัฒนธรรมของเขานะ ธรรมชาติด้วย เพราะอยู่กรุงเทพฯ มันห่างธรรมชาติเยอะ เมื่อปีใหม่ก็เพิ่งไป Trekking ที่อันนาปุรณะ (Annapurna)เป็นยอดเขาอยู่ในหิมาลัย ประเทศเนปาล ที่นั่นออกซิเจนน้อย แล้วไต่ขึ้นไปสูงด้วยประมาณ 3,000-4,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ไปอยู่ 8-9 วัน ตื่นเช้ามาก็เดิน ทริปนี้ชอบมาก มันเป็นภูเขาเต็มไปหมด มีชาวเขาอาศัยอยู่จริงๆ แต่ละวันเราก็จะเข้าไปพักที่โรงเตี๊ยมเล็กๆ ที่กระจายกันอยู่ตามจุดพักในระหว่างทางที่เดิน ไปชมธรรมชาติอย่างเดียวเลย มันไม่มีความวุ่นวายเหมือนปลีกวิเวก เหมือนไปเดินธุดงค์ คล้ายๆ อย่างนั้นเลย

ได้เห็นเทือกเขาหิมาลัย เห็นวิถีชีวิตของชาวเขาว่ามีความเป็นอยู่ยังไง ตอนนั้นหนาวมากประมาณ 4- 5 องศา ตอนกลางคืนก็ติดลบ หนาววว..(ลากเสียง) แต่ตอนกลางวันโอเคหน่อยเพราะมีแดด แล้วมีอยู่วันหนึ่งต้องเดินไต่ความสูงขึ้นไปอีก 500 เมตร เทียบเท่าตึกสูง170-180 ชั้นนะ เท่ากับเราเดินขึ้นตึกสูงแบบนั้น ใช้เวลา 7-8 ชม. เดินวันหนึ่งเต็มๆ

แล้วถ้าไปเที่ยวเองล่ะคะ ชอบไปที่ไหนเป็นพิเศษ

ก็ปรากฎว่าชอบไปในที่ที่เราต้องไปทำงานนะ อย่างญี่ปุ่นก็ชอบ เนปาล อินเดีย คือถ้าไม่ไปทำงานก็ยังไปเที่ยวประเทศเหล่านี้บ่อยๆ ไปจอดปูร์, ไจเปอร์, อัครา, แคชเมียร์, ศรีนาคา ส่วนใหญ่จะชอบเที่ยวเอเชีย ถ้าเป็นฝั่งยุโรปจะไม่ค่อยอินนะ ไปเอเชียเราอินมากกว่า ไปเอเชียนี่เหมือนเราเดินเข้าไปใน Living Museum เลยนะ ผู้คนยังแต่งตัวแบบดั้งเดิมกันอย่างจริงๆ จังๆ แต่งเป็นวิถีชีวิตของเขาอยู่แล้ว อย่างบาหลี อินเดีย เขาก็ยังใส่ส่าหรี ญี่ปุ่นก็ยังใส่กิโมโน เขาไม่ได้ใส่ให้นักท่องเที่ยวดูอย่างเดียว คือชอบไปหมดน่ะ ถึงแม้บางที่จะสกปรกบ้างแต่ก็ยังชอบ

บางคนเขาคงไม่อินมากขนาดนี้มั้ง มันก็แล้วแต่คนน่ะ อย่างเราก็ชอบอะไรแบบนี้ ไปแล้วแฮปปี้ ส่วนญี่ปุ่นก็คล้ายๆ กัน ชอบศิลปวัฒนธรรม ชอบสวน ชอบดีไซน์ ชอบความเป็นระเบียบ ชอบ Contrast ระหว่างความใหม่กับเก่า เพราะมันมีทั้งเทคโนโลยีล้ำสมัย มีทั้งความเก่าแก่ดั้งเดิมผสมๆ กัน ไปมาหลายเมืองเหมือนกัน ทั้งโอกินาวา นาโกยา ฮอกไกโด เซนได นิกโก คามาคุระ มัตสึโมโตะ นากาโน ทาคายามา นอกนั้นก็เคยไปอียิปต์ ตุรกี อันนี้ก็ชอบเหมือนกัน
นิยามการท่องเที่ยวสไตล์ของตัวเอง คือแนวไหน

จริงๆ เราเป็นประเภทที่เที่ยวด้วยแล้วก็ทำงานไปด้วย งานมันก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตนะ เหมือนกับซีรีย์หนังสือที่กำลังจะทำเป็น Floral Journey ไง เส้นทางสายดอกไม้ เป็นการท่องเที่ยวพาไปดูซากุระบานอะไรอย่างนี้ ได้ชมดอกไม้ขณะเดียวกันก็เที่ยวอย่างแฮปปี้ด้วย คือถ้าไปหนาวๆ ก็จะไม่ค่อยแฮปปี้นะ อย่างไปแคชเมียร์ ในหนังสือก็จะไกด์ว่าให้ไปช่วงเมษายน ดอกไม้จะบานเต็มไปหมด สวย ไปไหนก็เจอดอกไม้ คือชอบธรรมชาติดอกไม้ สวน วิถีวัฒนธรรม สีสันของสถาปัตยกรรม เสียงดนตรี นี่ยังอยากไปศรีลังกา ไปเวียดนาม อยากไปซื้อชาดอกบัวที่นั่น เขามีชื่อเสียงมาก อย่างตอนนี้ที่พิพิธภัณฑ์ฯ เราจะมีชากุหลาบเสิร์ฟ หิ้วมาเองจากตลาดที่นิวเดลี ทำจากกุหลาบธรรมชาตินะ หอมชื่นใจ ไปเที่ยวทีไร สิ่งที่ต้องไปดูทุกครั้งคือไปดูดอกไม้ ตลาดดอกไม้ ดูชาต่างๆ ของท้องถิ่น และร้านขายซีดีเพลงที่เป็น Traditional ของท้องถิ่นนั้นๆ จะชอบซื้อมาฟัง ไปที่ไหนก็จะต้องหาซื้อทุกครั้ง

มองว่าการเดินทางให้อะไรบ้าง

มีคนบอกว่าคนที่ทำงานด้านศิลปะ ไม่ว่าจะแขนงใด ต้องเดินทางให้ครบหมื่นลี้ ต้องอ่านหนังสือให้ครบหมื่นเล่ม เพราะฉะนั้นมันก็คือการไปท่องเที่ยว ไปศึกษาหาความรู้ ได้รับความเพลิดเพลิน ได้ไปสัมผัสกับวัฒนธรรมใหม่ๆ กินอาหารใหม่ๆ เจอผู้คนอีกวัฒนธรรมหนึ่ง ได้ยินอีกภาษาหนึ่ง ได้เห็นชุดเครื่องแต่งกายที่แปลกตาและผลัดเปลี่ยนกันไปในแต่ละที่ ก็คือได้เห็นโลกกว้าง ใครที่อยากเดินทางแต่ยังกล้าๆ กลัวๆ ก็อยากให้เริ่มเดินทางเลย ไม่ต้องคิดเยอะ แค่นั้น จบ ชีวิตนี้ไม่มีการซ้อมใหญ่ เราต้องแสดงเลย เราต้องไปข้างหน้า

เราไม่มีทางรู้หรอกว่าจะเจออะไรในการเดินทางครั้งนั้น แต่ถ้าได้ไปแล้วมันอาจจะทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปเลยก็ได้