จากการเรียกร้อง 'ความเท่าเทียมทางเพศ' ผ่านคำว่าสิทธิสตรี วันนี้ เรากำลังถูกท้าทายอีกครั้ง เมื่อโลกนี้ไม่ได้มีแค่ 'หญิง-ชาย'
8 มีนาคม ค.ศ.1857, เมื่อกรรมกรหญิงในโรงงานทอผ้าที่กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ลุกขึ้นประท้วงนายจ้างเพราะสุดทนต่อการเอารัดเอาเปรียบ กดขี่ ทารุณ ใช้งานเยี่ยงทาส แลกกับค่าแรงอันน้อยนิด
...กรำงานวันละไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด ไม่มีสวัสดิการ ไร้ประกันการใช้แรงงานใดๆ แถมยังเตรียมตัวถูกไล่ออกได้เลยหากตั้งครรภ์
เหล่านี้คือความอัดอั้นที่พวกเธอกักกลั้นมานาน จนก่อเกิดเป็น 'พลัง' อันยิ่งใหญ่ในการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิอันชอบธรรมในฐานะ 'มนุษย์' คนหนึ่ง และได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพูดถึงสิทธิความเท่าเทียมระหว่างเพศอย่างจริงจังในเวลาต่อมา
ค.ศ.1908, พลังแห่งเพศหญิงได้ถูกประกาศก้องขึ้นอีกครั้งโดยผู้หญิงจำนวน 15,000 คน ที่ออกเดินขบวนทั่วกรุงนิวยอร์กเพื่อเรียกร้องการลดชั่วโมงการทำงาน ขอขึ้นค่าแรง และขอให้มีสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
ปีถัดมา คือ ค.ศ.1909 พรรคสังคมนิยมแห่งอเมริกา ได้ประกาศให้วันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนเป็นวันสตรีแห่งชาติ (National Woman's Day, NWD) ซึ่งพวกเธอได้ยึดเอาวันดังกล่าวมาร่วมกันฉลองและจัดกิจกรรมสำคัญๆ กระทั่งถึงปี ค.ศ.1913
ระหว่างนั้น ประเด็นสิทธิสตรีได้ถูกขยายไกลออกจากเขตแดนอเมริกันชน โดยในปี ค.ศ.1910 ได้มีการประชุมนานาชาติเกี่ยวกับแรงงานผู้หญิงที่เมืองโคเปนเฮเก้น 'คลาร่า เซทกิน' หัวหน้ากลุ่มพนักงานหญิงที่ทำงานให้กับพรรค Social Democratic ประเทศเยอรมนี ได้เสนอความคิดให้จัดตั้ง 'วันสตรีสากล' ขึ้น ในวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ.1911 และเปลี่ยนมาเป็น 8 มีนาคม ในปี ค.ศ.1913 ซึ่งเป็นวันที่สตรีทั่วโลกยึดถือและต่อสู้ร่วมกันมาจนถึงปัจจุบัน
- ก้าวข้ามคำว่า 'เพศ'
วันนี้เราได้เห็นผู้นำหญิงบริหารงานในหลายประเทศ ยังไม่รวมถึงซีอีโอหญิงอีกจำนวนไม่น้อยที่ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของโลกใบนี้อยู่ บ้านเราก็ไม่ต่างกัน ทั้งในภาคใหญ่ระดับชาติ จนถึงองค์กรธุรกิจทั้งไทยแท้ และที่ข้ามชาติมาเปิดกิจการในไทยอีกนับไม่ถ้วนที่มีผู้บริหารสูงสุดเป็น 'หญิง'
จะเห็นว่า ตลอดเวลากว่า 150 ปีของการฝ่าฟัน อันมี '8 มีนาคม' เป็นสัญญะในการต่อสู้ คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าภารกิจที่พวกเธอทุ่มเททำลงไปนั้นเห็นผลมากกว่าคำว่า 'ไม่เสียเปล่า'
ตรงกันข้าม ผลพวงจากการต่อสู้ของพวกเธอได้กลับกลายเป็นการตีกรอบความคิดที่บิดรูปจนเหมือนว่า จากการเรียกร้อง 'ความเท่า' กลับกลายเป็น พวกเธอกำลังร้องขอ 'สิทธิพิเศษ' โดยยกความเป็นหญิงเป็นเหตุผล
"ความไม่เป็นธรรมในเรื่องเพศมันเกิดขึ้นได้กับทุกเพศนะ ไม่ใช่แค่ผู้หญิงเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ เกย์ กระเทย ทอม ดี้ ก็โดนไม่ต่างกัน แม้กระทั่งผู้ชายเองก็ได้รับผลกระทบจาการถูกคาดหวังจากสังคม ให้ต้องเก่ง ต้องรวย ต้องเข้มแข็ง เป็นผู้นำ แล้วถ้าเกิดเขาทำไม่ได้ เขาก็ทุกข์เพราะโดนสังคมมองไม่ดี" นัยนา สุภาพึ่ง ผู้อำนวยการมูลนิธิธีรนาถ กาญจนาอักษร ซึ่งเป็นองค์กรที่ดำเนินงานส่งเสริมคุ้มครองสิทธิมนุษยชนด้านความเป็นธรรมทางเพศ กล่าว
หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า ประเทศไทยเราใกล้ที่จะมีกฎหมายเกี่ยวกับ 'ความเสมอภาคระหว่างเพศ' แล้ว ตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายนิติบัญญัติต่อรัฐสภาว่าจะออก พ.ร.บ. ความเท่าเทียมระหว่างเพศภายในปี 2557 (แถลงเมื่อปี 2554)
จนเมื่อ 2 เมษายน 2555 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ ฉบับของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) เตรียมส่งเข้ารัฐสภา (รอเข้าวาระ)
ข้ามไปที่ฝั่งภาคประชาชน พร้อมๆ กับการคัดค้านข้อยกเว้นมาตรา 3 ของร่าง พ.ร.บ. ความเท่าเทียมระหว่างเพศ ฉบับ พม. ภาคประชาชนก็ได้ขับเคลื่อนกฎหมายในทำนองเดียวกัน ในชื่อว่า 'ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมโอกาสและความเสมอภาคระหว่างเพศ พ.ศ. .... (ฉบับประชาชน)' โดยรวบรวมรายชื่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 15,636 คน เข้าชื่อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งขณะนี้ได้ผ่านขั้นตอนการตรวจสอบรายชื่อเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทางฟากคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ก็ได้เสนอความเห็นต่อรัฐบาลให้สนับสนุน พ.ร.บ. ส่งเสริมโอกาสฯ ที่มีผลคุ้มครองอย่างรอบด้าน และเสนอ 'ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมโอกาสและความเสมอภาคระหว่างเพศ พ.ศ. .... (ฉบับคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย)' โดยยึดร่าง พรบ. ฉบับประชาชนมาปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งร่างกฎหมายทั้งสามฉบับนี้ แม้จะต่างกันในรายละเอียด ตลอดจนความเปิดกว้างของผู้จัดทำ แต่ทั้งหมดก็ยืนอยู่บนเส้นทางเดียวกันที่มีปลายทาง คือ คำว่า 'เท่าเทียม'
- เสมอภาคอย่างเท่าเทียม
แต่ไม่ว่ากฎหมายนี้จะมาในชื่อใด หากเกิดขึ้นได้จริง นี่จะเป็น "ครั้งแรก" ที่เราจะได้มีการคุ้มครองความเสมอภาคทางเพศอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าที่บรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
รศ.วิระดา สมสวัสดิ์ กรรมการปฏิรูปกฎหมาย ได้ขยายความเพิ่มเติมว่า การขับเคลื่อนทางกฎหมายเกี่ยวกับความเสมอภาคทางเพศในบ้านเรา ที่ผ่านมามีแค่ประเด็นแยกย่อย อย่างเช่น ให้ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วใช้นางสาวได้ และสามารถเลือกใช้นามสกุลเดิมได้ นอกจากนี้ยังมีกฎหมายเรื่องการข่มขืน ซึ่งเดิมกำหนดให้การข่มขืนกระทำชำเรานั้นเกิดขึ้นได้เฉพาะกรณีชายข่มขืนหญิง ไม่ว่าจะเป็นหญิงอื่นที่มิใช่ภริยาตน หรือเด็กหญิงเท่านั้นที่ถือเป็นความผิดเกี่ยวกับการข่มขืนกระทำชำเรา แต่กฎหมายใหม่ที่ปรับแก้นั้น ได้กำหนดให้การข่มขืนกระทำชำเรา "ผู้อื่น" ไม่ว่าจะเป็น ผู้ชาย เด็กชาย และคู่สมรส ก็ล้วนแต่มีความผิดอาญาด้วยกันทั้งสิ้น
นี่ถือเป็นสัญญาณอันดีของความเท่าเทียม เพียงแต่ยังเป็นการแก้กฎหมายในข้อปลีกย่อย โดยยังไม่ได้ครอบคลุมความเสมอภาคทั้งหมด ซึ่งยังคงมีช่องว่างอีกไม่น้อยที่รอการเติมคำให้สมบูรณ์มากขึ้น และนั่นคือภารกิจของกฎหมายฉบับดังกล่าว
"ถ้ากฎหมายนี้เกิดขึ้นจริง นี่จะเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ชาติไทยเลยนะ" รศ.วิระดา เอ่ย
ไม่ต่างกันกับมุมมองของ อารีวรรณ จตุทอง อดีตรองนางสาวไทยผู้ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงจากสามีในขณะนั้น จนเธอต้องลุกขึ้นมาสู้ และวันนี้เธอเป็นนักกฎหมายมหาชนที่ต่อสู้เพื่อสตรีคนอื่นๆ ในฐานะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านเด็กเยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ และคนพิการ สภาทนายความ ซึ่งยืนยันว่า ไม่ใช่เพียงผู้หญิงเท่านั้นที่จะได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ เพราะไม่ว่าจะเป็นคนเพศไหน กลุ่มใด ต่างก็จะได้รับการคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกันทั้งสิ้น เพราะนี่คือ สิทธิในความเป็นมนุษย์ที่ทุกคนพึงมี
แต่ทั้งนี้ กฎหมายเองก็เป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น แต่ 'คน' ผู้ใช้เครื่องมือนั่นต่างหากที่จะเป็นตัวแปรสำคัญต่อเป้าหมายว่าจะบรรลุได้หรือไม่...
เหมือนอย่างที่นัยนาย้ำว่า นอกจากการแก้กฎหมายแล้ว ที่สำคัญกว่านั้นคือ เราทุกคนต้องก้าวข้ามกล่อง 2 กล่อง ที่ติดป้ายเพียง 'ชาย' หรือ 'หญิง'
... เพราะโลกเรายังมีคนอีกจำนวนมากที่ไม่อยากกระโดดเข้าไปอยู่ในกล่องสองใบนี้





