Deep in Blue จิรายุ เอกกุล

Deep in Blue
     จิรายุ เอกกุล

ไม่ว่าจะเป็นมุมของช่างภาพ หรือนักเคลื่อนไหว สิ่งที่ผูกโยงตัวของ ทัวร์ - จิรายุ เอกกุล เอาไว้ตลอดมาก็คือ "สัตว์"

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเขาได้เข้ามาร่วมงานกับมูลนิธิรักสัตว์ป่า โดยขับเคลื่อนประเด็นการอนุรักษ์ให้เกิดขึ้น ตั้งแต่นิทรรศการภาพถ่ายขาวดำใต้น้ำ ถ่ายภาพรณรงค์หยุดกินเนื้อวาฬ หูฉลาม และโลมา


"สัตว์ควรได้รับสิทธิอยู่เท่าเทียมกับมนุษย์" เขาคิดแบบนั้น


ล่าสุด ทัวร์ ได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของงานนิทรรศการเพื่อการสงวนปลาฉลามในชื่อ "100% SHARK" โดยเขารับผิดชอบในส่วนของการสะท้อนภาพอันสวยงามของฉลามในภาวะปกติธรรมชาติออกมา เพื่อตัดอารมณ์กับ Paul Hilton ซึ่งนำเสนอภาพถ่ายกระบวนการทำหูฉลาม และภาพชุดครีบฉลามตากเเห้งกว่า 300,000 ครีบ บนหลังคาอาคารในฮ่องกง


นั่นคือหน้าที่ที่ "ต้องทำ" ในความรู้สึกของนักอนุรักษ์คนหนึ่ง แม้แต่ประเด็นเรื่องกระเบนราหูที่เขากำลังเตรียมข้อมูล เพื่อจะนำเสนอออกสู่สาธารณะต่อไป ก็ไม่ต่างกัน


"มันเป็นเรื่องที่ต้องทำตลอดชีวิตน่ะครับ" ช่างภาพใต้น้ำบอก


ภาพที่ไม่ได้ถูกสื่อความหมายเป็นเพียงภาพ หากแต่บอกเล่า รวมทั้งเรียกร้องการเข้าใจ และอยู่ร่วมในฐานะเพื่อนร่วมโลกเดียวกัน การพูดถึงโลกใต้น้ำ ภาพถ่าย และการอนุรักษ์จึงดูแนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกันไปตลอดใต้แสงนีออนสีขาวของห้องแสดงงานขนาดกระทัดรัด แห่งนี้

เล่าถึงแรงจูงใจ ไปจนถึงภาพรวมของงานที่เกิดขึ้นให้ฟังหน่อย ?


การทำงานของเราจะเน้นการเรื่องของฉลาม วาฬ เรื่องโครงการต่อต้านหูฉลาม สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทางทะเลอย่างวาฬและโลมา เราชอบดำน้ำมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว คุณพ่อคุณแม่ ครอบครัวเป็นนักดำน้ำ ก็ดำจนมาเป็นครู Instructor จนพ่อเริ่มมาเล่นกล้อง เราก็เบื่อไม่อยากสอนแล้ว เลยตัดสินใจเอากล้องลงน้ำ แล้วก็เริ่มถ่ายรูป ดำน้ำมาประมาณ 10 ปี ถ่ายรูปมาก็เกือบ 10 ปี แต่เอากล้องลงน้ำจริงๆ ก็ประมาณ 5-6 ปีได้ ส่วนใหญ่ก็จะถ่ายเป็นภาพสารคดี แล้วหลังๆ ก็ค่อยมาเป็นภาพข่าวซะเยอะ ซึ่งเซ็ตนี้ จริงๆ แล้วถ่ายมาจากประมาณ 2-3 ที่ เป็นภาพที่เก็บมาเรื่อยๆ ถ่ายที่ประเทศไทยทั้งหมด เป็นรูปของฉลามวาฬ

แต่คืองานนี้เราเป็นผู้อำนวยการโครงการด้วย ก็ได้เชิญ Paul Hilton ที่เขาทำเรื่องหูฉลามที่ฮ่องกงเข้ามา ซึ่งที่นั่นจะถือเป็นฮับของหูฉลามที่แลกเปลี่ยนและส่งออก จริงๆ บ้านเราไม่มีนะ เทียบเป็นสัดส่วนแล้วน้อยมากกับพวกล่าเอาหูฉลาม แต่ทีนี้เราก็มองว่าจะทำยังไงให้มันสอดคล้องกัน ก็... เออ เราเอาฉลามไทยนี่แหละ ที่มันผูกพันกับคน คือฉลามวาฬเป็นปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลกแล้วแหละ นักดำน้ำไทย หรือใครที่คุ้นเคยกับทะเล มีความผูกพันอยู่ด้วย เราก็เลยเลือกที่จะเป็นฉลามวาฬมาลง ท้ายที่สุดมันก็ตรงกับบ้านเรา เพราะถ้าเราไปเอาฉลามเมืองนอกมาคนก็ไม่รู้จัก

ไปตระเวนถ่ายที่ไหนบ้าง

เกาะเต่า และแถวทะเลอันดามัน ก็คือแถวทะเลหมู่เกาะสิมิลัน ที่เกาะตาชัย


ที่เลือก 4 ภาพนี้ก็เพราะ ?


เพราะภัณฑรักษ์เป็นคนเลือก (หัวเราะ) คือ... เรามีภาพประมาณ 10- 20 ภาพ แต่เราเอาเซ็ตนี้ก็เพราะมันดูเป็นธรรมชาติที่สุด คือ ทาง Paul เขาเป็นรูปของลักษณะการจับ และล่า ในขณะเดียวกันฝั่งตรงข้ามก็คือ ความสวยงามที่เขาอยู่กับธรรมชาติ ในลักษณะว่า นี่คุณจับมาเป็นสภาพนี้ แต่คุณดูสิ ในธรรมชาติมันสวยงาม และไม่มีความดุร้ายเลยด้วยซ้ำ เพราะในท้องทะเลมีฉลามหลายๆ ชนิดที่ไม่ใช่สัตว์กินเนื้อ อย่างพวกนี้ก็จะกินแพลงตอน ไม่ใช่เป็นสัตว์ที่ล่า หรืออะไร


อย่างใบแรกเลยนี่ก็ลงไปตั้งแต่เช้า มีแค่ผมกับฉลามอยู่กัน ไม่มีคนอื่นเลย (รู้ได้อย่างไรว่าจะเจอ ?) ไม่รู้ ดำพวกนี้ไม่รู้หรอก เรารู้แค่ว่าจุดนี้ เขาโผล่บ่อย เราก็ไป แต่เราเลือกไปในเวลาคนอื่นเขาไม่ไป ภาพนี้ลงตี 5 แล้วก็รอให้พระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งถ้าคนเยอะก็จะเป็นลักษณะของผู้คนพลุกพล่าน เราก็จะไม่ได้ภาพ แต่เราก็จะสุ่มโดยการที่หาช่วง หาเวลา ถ้าเราไปบ่อย เราก็จะรู้ว่าช่วงไหนที่เขาขึ้นเยอะ ไปลงช่วงนั้น แต่ถามว่าร้อยเปอร์เซ็นต์เจอไหม ไม่เจอ สมมติ มีเรืออยู่ 5 ลำ ลำหนึ่งมี 10 คน อาจจะเจอแค่ลำเดียว มันเป็นการสุ่ม


หรืออย่างอีกใบหนึ่งที่เขาโผล่มา แล้วตรงนั้นมันตื้น เราก็ไม่รู้จะถ่ายยังไง ก็ลองครึ่งๆ ดู เราก็จะเห็นฟองอากาศของคนที่ดำอยู่ตรงนั้นเยอะเลย แล้วก็ได้เห็นบรรยากาศ ถือเป็นภาพที่ดีมากใบหนึ่ง มีชีวิตเคลื่อนไหวอยู่ แล้วเขาก็เฟรนด์ลี่มากนะ มาว่ายข้างๆ เขาก็จะคิดว่าฉลามอันตราย จะกินคนอะไรอย่างนี้ จริงๆ ไม่ใช่เลย ยิ่งฉลามวาฬยิ่งเป็นสัตว์ที่ไม่ทำร้ายมนุษย์เลยด้วยซ้ำ แล้ววันหนึ่งฉลามอาจจะเหมือนเสือโคร่งก็ได้ ที่เหลือน้อยลงจนเกือบจะสูญพันธุ์ คนเราชอบรู้สึกตัวช้า แล้วอีกหน่อยมันก็ไม่เหลือ ก็คิดว่าภาพที่เลือกมาจะสามารถสะท้อนใจให้คนดูเห็นได้


แสดงว่า คุณเชื่อว่า ภาพเกี่ยวกับการอนุรักษ์มันจะเกิดผลกระทบกับสังคมได้


เกิดได้ การถ่ายภาพเชิงอนุรักษ์ก็มีหลายแบบ ด้านบวก ก็คือเห็นในลักษณะที่สวยงามตามธรรมชาติ แต่เราในฐานะช่างภาพก็จะถ่ายภาพอีกด้านหนึ่งเก็บไว้ด้วย เพื่อให้คนได้เห็น บางครั้งโหดไปบางคนก็ไม่อยากดู รับไม่ได้ แต่มันก็จะเกิดการเปรียบเทียบ สวยงามเกินไปคนก็อาจจะรู้สึกว่า เออ มันก็ดีนี่ ไม่เห็นจะต้องไปอะไรกับมันเลย แต่พอเห็นภาพอีกด้าน เขาก็สามารถตระหนักและมีจิตสำนึกได้

ในสายตาช่างภาพ คุณมองเห็นธรรมชาติของฉลามแบบไหนบ้าง


แต่ละตัว แต่ละสายพันธุ์ไม่เหมือนกันเลย บางตัวอยู่กันเป็นฝูง บางตัวอยู่ในมหาสมุทรใหญ่ บางตัวอยู่สันโดษ ฉลามวาฬเมืองไทยอาจจะเห็นแค่ตัวเดียว หรือสองตัว แม่กับลูก จะเห็นการดูแลกันไปจนถึงโต ฉลามขาวก็จะค่อนข้างดุร้ายและหากินในทะเลเปิด ไม่เอาใคร คาแร็กเตอร์ของเขามี แต่ที่สำคัญพวกเขาก็ไม่ควรได้รับการปฏิบัติอย่างนี้ หลายๆ ที่ฉลามที่ว่ายน้ำอยู่ในธรรมชาติก็ถูกจับเอามาจัดแสดงในที่เลี้ยงแคบๆ อีกคำถามที่คนถามบ่อยมากก็คือ อ้าว มันฟาร์มได้ไม่ใช่เหรอ ฉลามไม่สามารถเลี้ยงในที่จำกัดได้ เลี้ยงได้ก็เฉพาะตัวเล็กๆ คือฉลามกบ ซึ่งเขาไม่กินหูกัน มันไม่สามารถเพาะได้ เอามาอยู่ในที่กักขังก็ตาย เพราะฉะนั้น ทุกอย่างมันควรอยู่ในที่ที่มันควรจะอยู่ ในบ้านของมัน

ภาพฉลามแบบไหนที่ยากที่สุด


ยากหมดนะ บทจะเจอก็เจอ แต่ถ่ายยังไงจะให้ออกมาสวย ให้มันสามารถปลุกจิตสำนึกคนได้ คนถ่าย ถ่ายยังไงก็ถ่ายได้ แต่จะถ่ายยังไงให้สื่อถึงคน อันนั้นน่ะยาก ให้ทุกคนอิมแพคน่ะยาก ให้ปลูกจิตสำนึกคนได้ด้วยตัวมันเอง โดยไม่ต้องมีถ้อยคำอะไรเลย มันต้องใช้เวลาในการสั่งสมประสบการณ์


ประสบการณ์เกี่ยวกับฉลามโดยส่วนตัวของคุณ เป็นอย่างไร

เยอะ (ตอบทันที) มีทั้งดี และไม่ดี ดีก็คือดีมากๆ เราอยู่กับเขาตลอด ส่วนที่ไม่ดีก็คือ สัก 4-5 ปีที่แล้ว ที่พม่า ฝั่งทะเลอันดามันขึ้นไปทางเหนือชายแดนพม่า ตอนที่ไปเนี่ย เราเจอเขาในสภาพแบบ... ติดอวนอยู่เลย แล้วก็มีประเภทตัดแล้ว ไม่มีครีบ ยังหายใจอยู่ใต้น้ำ ทรมานมาก แล้วที่ไปเจอนั่นไม่ได้มีแค่ตัวเดียว เหมือนกับทั้งลานทรายน่ะ ไม่รู้ ไม่ถึงร้อยตัวมั้ง แต่นั่นแหละ อยู่อย่างนี้ไม่มีครีบ พะงาบๆ นั่นคือประสบการณ์ที่เลวร้ายมากในชีวิต เพราะตอนนั้นพม่าเขาไม่มีกฎเกี่ยวกับการประมง หนักที่สุดของเขาก็คือ การระเบิดปลา เยอะมาก แต่เดี๋ยวนี้ลดน้อยลง เพราะหาไม่ได้แล้ว ฉลามส่วนใหญ่ที่ทำกันในลักษณะอุตสาหกรรมจริงๆ ฮ่องกงเป็นศูนย์รับ แต่ส่วนใหญ่ก็จะทำกันที่อเมริกาใต้ และแอฟริกา


แล้วประเทศไทย ?


เป็นผู้บริโภค ปลายทาง ทุกอย่างส่วนใหญ่จะส่งตรงเข้าฮ่องกงก่อน เหมือนกับที่เห็นในภาพนั่นก็คือ แปรรูปแล้ว ไทยก็เป็นผู้บริโภค กับจีน เป็นกลุ่มที่กินหูฉลามรุนแรงที่สุดแล้ว เพราะมันคือวัฒนธรรม และความเชื่อของคนภูมิภาคนี้


เมื่อคู่ต่อสู้ของเราคือวัฒนธรรม จะทำอย่างไร


เราก็ต้องเปลี่ยนความเชื่อนั้นสิ แต่มันไม่ง่ายนะ ค่อนข้างที่จะ... เขากินกันมานาน เป็นพันๆ ปีน่ะ อย่างงานของเพื่อนผมอีกกลุ่มข้างบน เขาไปทำรีเสิร์ซ มันเป็นอาหารของราชวงศ์ใช่ไหม กินตั้งแต่กษัตริย์ลงมา เป็นอาหารที่กินแล้วจะมีพลัง เป็นเมนูจักรพรรดิ์ ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่มีอะไรเลย มีสิ่งหนึ่งที่เป็นสารอาหารก็คือ คอลาเจน แต่ก็เป็นคอลาเจนที่ปนเปื้อนด้วย เพราะมันคือฉลาม ฉลามมีสารปรอทเยอะมากๆ เขาอยู่ในห่วงโซ่อาหารด้านบน เป็นผู้บริโภค มันคือการสะสมของปลาเล็กทั้งทะเล มีสารเคมีครับ แต่ทำไมเรากินปลาเล็กได้ เพราะสารเคมีน้อย มันเป็นต้นตอ มันก็ยังไม่สะสม แต่การที่เขากินไปเรื่อยๆ เขาก็จะมีระดับความอันตรายสูง แล้วก็จะไม่มีอะไรเลย


ความอร่อยของหูฉลามอยู่ที่ตัวน้ำซุป ซุปไก่ หรือซุปวัว อย่างเดียว แต่ตัวหูฉลามเองไม่มีรสชาติ ผมแนะนำให้ดูสารคดีของ กอร์ดอน แรมซี่ย์ (Gordon Ramsey) เชฟที่ดังมากๆ คนหนึ่งของโลก เขาออกไปเลยนะ ประมาณ 2-3 เดือน มาฮ่องกง มาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาหาเมนูนี้ แล้วเขาบอกเลยว่า มันไม่มีอะไรเลย


เคยกินไหม


ไม่เคย บ้านไม่ใช่คนจีนถึงหน้าตาอย่างนี้ ไม่เคยได้กินมาตั้งแต่เด็กๆ ไม่เคยได้รับแต๊ะเอียด้วย (หัวเราะ) เป็นคนไทยแท้ๆ ครับ