บุญ...ครอบจักรวาล

บุญ...ครอบจักรวาล

นอกจากพิธีเวียนเทียนในวันมาฆบูชา สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ การปฎิบัติตามคำสอนพระพุทธเจ้า แต่เหตุไฉนคนไทยเน้นแค่การทำบุญ...

ในปี 2554 พบว่า ประเทศไทยติดอันดับ 9 ของโลกในฐานะประเทศใจบุญมากที่สุดจาก 153 ประเทศ และติดอันดับ 1 ของโลกในแง่การบริจาคเพื่อการกุศล ส่วนการทำบุญด้วยการเป็นอาสาสมัครอยู่ในอันดับกลางๆ ค่อนไปทางท้าย
นี่คือข้อมูลเชิงรูปธรรม เพื่อให้เห็นว่า คนไทยไม่ว่ารวยหรือจน ชอบที่จะทำบุญ

ว่ากันว่า การทำบุญ จะทำให้จิตใจชุ่มชื่นเป็นสุข ปราศจากความเศร้าหมองขุ่นมัว คิดเฉพาะสิ่งที่ดี ที่ถูก ที่ควร ที่เป็นประโยชน์ พูดดี ทำดี ตามที่คิดนั้น โดยไม่จำเป็นต้องหวังผลตอบแทนใดๆ แต่ถ้าเมื่อใดทำบุญแล้วจิตขุ่นมัว นั่นไม่ใช่วิถีแห่งบุญ

“การทำบุญเป็นวัฒนธรรมและค่านิยมสำคัญที่มีพลังในการขับเคลื่อนสังคม แต่ทว่าความคุ้นชินของคนทั่วไป มักเข้าใจกันว่า ต้องเป็นเพียงการทำทานด้วยข้าวของเงินทอง และต้องทำกับพระสงฆ์เท่านั้น...” พระไพศาล วิสาโล ประธานเครือข่ายพุทธิกา กล่าว เพื่อให้เห็นว่า ยังมีการทำบุญมิติอื่นๆ อีก ล่าสุดได้จัดทำโครงการฉลาดทำบุญด้วยจิตอาสา ตอนทำบุญได้ปัญญาในวาระมาฆบูชา

บุญหลากมิติ
“จากข่าวที่ปรากฏทั่วไปว่า ประเทศไทยติดอันดับผู้บริจาคมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก น่าเสียดายว่า วัฒนธรรมการทำบุญซึ่งมีพลังที่จะสรรค์สร้างสังคมไทย โดยเฉพาะการมีสุขภาวะทางปัญญา กลับถูกจำกัด และตกร่องของการใช้ทุนตามค่านิยมของสังคมบริโภค” พระไพศาล กล่าว เพื่อให้ตระหนักรู้ว่า การเสียสละเวลา แรงกาย น้ำใจ ความรู้ความสามารถ ความเอื้ออาทรให้เพื่อนมนุษย์ด้วยการเป็นจิตอาสา ล้วนเป็นการทำบุญทั้งสิ้น ไม่ว่าการช่วยคน สัตว์ หรือแม้แต่การช่วยฟื้นฟูธรรมชาติที่เสื่อมโทรม
พระไพศาล มองว่า บุญมีหลายมิติ ไม่จำเป็นต้องทำบุญกับพระสงฆ์อย่างเดียว ยังมีคนในสังคมต้องการความช่วยเหลืออีกมากมาย เหมือนเช่นนักเขียนสารคดีคนนี้ อรสม สุทธิสาคร ให้ความช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก ซึ่งการทำบุญในมิติของเธอ มีทั้งการบริจาคทรัพย์ การให้ความรู้ ให้ความช่วยเหลือในเรื่องการศึกษาทั้งผู้ต้องขังและผู้ด้อยโอกาสทางสังคม

เธอเล่าว่า โดยส่วนตัวไม่ใช่คนปฎิบัติธรรม ไม่มีจริตน้อมไปทางนั้น แต่มีจริตชอบช่วยเหลือคนให้พ้นทุกข์ ช่วยตามกำลัง แรกๆ ก็แบ่งเงินส่วนหนึ่งเพื่อให้ทาน เริ่มจาก 5 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ปัจจุบันแบ่งไว้20 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ให้ทุนการศึกษาเด็กต่อเนื่องมากว่า 10 ปี ใครบอกบุญให้ช่วยบริจาคผ้าห่มให้คนบนดอยก็ทำ หรือไม่ก็เป็นสะพานบุญบอกเพื่อนๆ ให้ช่วย โดยต้องรู้ที่มาที่ไปของคนที่เราจะช่วย

“การช่วยเหลือคน ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเงินอย่างเดียว บางทีให้คำปรึกษา เวลาคนมีทุกข์ เพื่อนมีปัญหา ก็ไม่ทอดทิ้ง เรารู้สึกว่า เพื่อนมนุษย์ต้องดูแลกัน ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่” อรสม เล่า และยกตัวอย่างกรณีหนึ่ง ตอนที่เก็บข้อมูลเพื่อเขียนสารคดีเรื่อง "สงสัยตายเพราะหมอ" ตอนนั้นเธอรู้จักน้องคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้เสียหายทางการแพทย์ กลายเป็นผู้พิการ เนื่องจากแพทย์รักษาโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเองผิดพลาด จึงต้องออกจากงาน

“เมื่อฟังเรื่องราวของเธอ รู้สึกว่า มันไม่ใช่แค่การแสดงความเห็นใจ คนเราต้องสำเนียงความเดือดร้อนของคนอื่น ก็หางานให้เธอทำ ให้รับพิมพ์งานอยู่กับบ้าน แม้เธอจะไม่ได้ขอ แต่เธอลำบาก เราก็ช่วย และประสานให้เพื่อนที่สำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์รับเข้าทำงาน โดยไม่ต้องเข้าออฟฟิค ”

การทำบุญของเธอจึงเป็นอีกมิติหนึ่งในสังคม ล่าสุดเธอช่วยส่งเสียลูกศิษย์ ซึ่งเป็นผู้ต้องขังทั้งหญิงและชายในเรือนจำให้เรียนต่อมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

“เพราะเราก็เคยผ่านความทุกข์มา ก็อยากให้คนอื่นมีความสุขเล็กๆ ก้าวพ้นความทุกข์ไปได้ การให้กำลังใจก็สำคัญ อย่างน้อยๆ พวกเขาก็ได้รู้ว่า มีเพื่อนใส่ใจ เมื่อเขารับตรงนี้ ก็ทำให้เขามีจิตใจเข้มแข็ง อยากทำสิ่งดีๆ กับคนอื่นต่อไป”

ทำบุญให้ถูกวิธี
เหมือนเช่นที่กล่าวมา วิถีแห่งการทำบุญ ไม่ใช่แค่การบริจาคเงิน สร้างโบสถ์ วิหาร และตักบาตร เท่านั้น ยังมีการทำบุญวิธีอื่นๆ อีก พระชาย วรธัมโม วัดเขียนเขต จ.ปทุมธานี โยงว่า ยังไม่ครบองค์รวมของการทำบุญ ยังรวมถึงการพัฒนาด้านในด้วย และพระสงฆ์มีหน้าที่ทำให้ชาวพุทธเข้าใจวิธีการทำบุญ

"ส่วนใหญ่วัดทั่วไปไม่ให้ญาติโยมค้างคืนในวัดเพื่อปฎิบัติธรรม สังเกตได้จากวันพระจะมีโยมไปนอนวัดปฎิบัติธรรมไม่มาก ในวัดอาจขาดบุคลากรที่เข้าใจการปฎิบัติ ก็เลยมีผลทำให้ชาวพุทธเข้าใจเรื่องการทำบุญและการปฎิบัติธรรมน้อย สาเหตุที่ชาวพุทธบางส่วนไม่สามารถเข้าถึงคำสอนการปฎิบัติภาวนา เป็นเพราะปัญหาคณะสงฆ์ ณ วันนี้ต้องยกเครื่องใหม่ เพราะพระที่เป็นผู้นำวัดหรือเจ้าอาวาสสนใจแต่เรื่องการสร้างวัตถุ เพื่อให้ได้เลื่อนชั้นตำแหน่ง เมื่อพระสนใจเรื่องพวกนี้ ก็ไม่สนใจเผยแพร่ธรรม "

และมักจะได้ยินบ่อยๆ ว่า ทำบุญแบบไหนได้บุญมากกว่ากัน พระชาย บอกว่า อยากให้ทำทุกวิธี แต่ละวิธีเป็นการสนับสนุนเราในแต่ละเรื่อง การให้ทาน ทำให้เราไม่ยึดติดสิ่งของ การถือศีลช่วยในเรื่องกายและวาจา ไม่ว่าการพูดดี ทำดี ไม่ใช้วาจาส่อเสียด ส่วนภาวนาได้ในเรื่องจิตใจ ถ้าจิตใจดี ก็ส่งผลถึงกาย ทั้งหมดเป็นองค์รวมของการพัฒนาทุกอย่างในตัวเรา

“อาตมาว่า การลุ่มหลงในเรื่องการพนันน่าจะเลิกๆ กันบ้าง ไม่ว่าจะขูดเลขต้นไม้ การให้พระใบ้หวย ถ้าละความโลภออกไป ความเข้าใจพุทธศาสนาที่เพี๊ยนๆ ก็หลุดไป เพราะความโลภทำให้หูตามืดบอด”

นั่นเป็นการทำบุญในมุมของพระสงฆ์ ส่วนการทำบุญของ ปราณี สืบวงศ์ลี นักธุรกิจ เจ้าของบอดี้ เชฟ ในช่วงแรกๆ ก็ไม่ต่างจากคนอื่น

เธอบอกว่า ก่อนหน้านี้ ทำบุญทำทาน สร้างวัด บริจาคเงินช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ซึ่งเป็นการทำทานอย่างหนึ่ง แต่ยังมีการทำบุญอีกรูปแบบไม่ต้องใช้เงินคือ การถือศีล 5 ไม่ให้พร่อง อันนี้เป็นกองบุญใหญ่ และการเจริญสมาธิวิปัสสนาอย่างสม่ำเสมอ อันนี้เป็นมหาทานที่ยิ่งใหญ่

"ก่อนหน้านี้ไปวัดธรรมกายมาสามปี ไม่ได้อะไร ได้แต่เรื่องทำบุญอย่างเดียว มาวัดนาป่าพงแค่เดือนเดียว รู้เรื่องคำสอนพระพุทธเจ้า หลังจากนั้นก็ปฎิบัติตามคำสอน ตอนแรกเดินจงกรมและดูลมหายใจไม่เป็น พระอาจารย์สอน จนทำได้"

เมื่อนำคำสอนพระพุทธเจ้ามาใช้กับชีวิต การทำบุญทำทานทำให้มีสติมากขึ้น เธอบอกว่า การแห่ไปทำบุญสร้างโบสถ์ใหญ่โต เราคิดว่าได้อานิสงค์ แต่พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัส พระองค์ตรัสว่า ได้ทรัพย์มาให้แบ่งเป็นสี่ส่วน ส่วนหนึ่งใช้เองและครอบครัว อีกส่วนแบ่งปันให้ผู้ด้อยกว่า ข้าทาสบริวาร อีกส่วนเอาไว้สำหรับประเทศชาติ และอีกส่วนเก็บไว้ทำบุญ

นอกจากหันมาทำบุญด้วยการปฎิบัติธรรมรักษาศีล เธอ บอกว่า ชีวิตคนเรา แม้จะหาเงินมาได้เยอะ แต่เมื่อตาย สลึงเดียวก็เอาไปไม่ได้

"เคยไปวัดนั้น วัดนี้ ก็ไม่ค่อยได้คำตอบ จนได้มาเจอคำสอนพระพุทธเจ้า คำของพระองค์เป็นจริง สอนให้เห็นความจริง และปฎิบัติได้จริง ทำให้ดำเนินชีวิตง่ายขึ้น ต่างจากเมื่อก่อนไม่เคยนำคำสอนมาใช้ จะวิตกกังวล ทำอะไรก็ต้องเน้นฮวงจุ้ย ชีวิตอยู่กับหมอดูบ้าง ซินแสบ้าง วิตกว่า คนอื่นทำแล้วเราต้องทำตามไหม กระทั่งได้พบว่าคำสอนของพระพุทธเจ้า จริงแท้แน่นอนที่สุด ต่างจากเดรัจฉานวิชา พระพุทธเจ้าไม่ได้สรรเสริญให้ทำ "


ผลของบุญ
เมื่อปราณีนำคำสอนมาใช้กับชีวิต ก็ปล่อยวางได้มากขึ้น เธอบอกว่า อิสลามใช้คำสอนอัลเลาะห์อย่างเดียวนำทางชีวิต พระอัลเลาะห์ไม่มีตัวตนมีแต่คัมภีร์ อิสลามละหมาดวันละห้ารอบ คริสต์นับถือพระเยซูอย่างเดียว คัมภีร์เล่มเดียว แล้วชาวพุทธ ทำไมไม่เอาคำสอนพระพุทธเจ้ามาใช้ ทำไมเราต้องเอาพราหมณ์ ขงจื้อ เจ้าแม่นั้นนี้มานำทาง

"หลังจากที่เราเข้าใจตรงนี้ ชีวิตง่ายเลย ทุกวันนี้ ถ้าไม่รีบเกินไป ก็นั่งสมาธิ เจริญอานาปานสติ การนั่งสมาธิทำให้ได้อยู่กับปัจจุบัน และเป็นการสะสมธรรม เพื่อเข้าสู่วิมุตติ (ความหลุดพ้น) สิ่งที่เราได้คือ พลังใจ บางทีเหน็ดเหนื่อย จิตฟุ้งหดหู่ ก็กลับมาที่ลมหายใจ พระพุทธเจ้าใช้ลมหายใจก่อนและหลังตรัสรู้ เป็นวิหารแห่งธรรม ถ้าเราใช้วิหารธรรม เครื่องอยู่ของพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง เราจะกลัวอะไรอีกในโลกนี้"

นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เธอหันมาทำโครงการชวนน้องท่องพุทธวจนะ เนื่องจากโครงการนี้เริ่มต้นจากการมองเห็นปัญหา เพราะเยาวชนสมัยนี้ มีการดำเนินชีวิตที่ต้องแข่งขัน ไต่เต้าตามที่พ่อแม่อยากให้เป็น เส้นทางที่พ่อแม่วางไว้ให้เป็นเรื่องความรู้ทางวิชาการ แม้ต้องสนับสนุน แต่สิ่งที่หนึ่งที่เธออยากให้เกิดคือ การสร้างความสมดุลในชีวิต

"โครงการนี้เป็นการสร้างกองบุญ ไม่ใช่การทำบุญ ถ้าเยาวชนมีธรรมะเป็นหลักยึดทางจิตใจ อย่างน้อยๆ เวลาเด็กๆ ได้ยินคำพระพุทธเจ้า ก็ทำให้ผ่อนคลายความรู้สึก ถ้าถามว่าเด็กๆ จะเข้าใจพุทธวจนะไหม ในช่วงแรก ไม่ต้องสนใจ เหมือนการท่องสูตรคูณ เด็กจะจำได้ การประกวดครั้งนี้เราให้ท่องการทดแทนบุญคุณพ่อแม่ แล้วท่องแบบนี้มีหรือ พ่อแม่จะไม่ปลื้ม"

เหมือนเช่นที่เธอบอก การทำความเข้าใจกับคำสอนพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องสำคัญ สิ่งที่เธอทำได้เวลานี้ คือ ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

"เมื่อก่อนโกรธก็โกรธเลย แต่หลังจากเข้าใจคำพระพุทธเจ้า รู้จักวางอารมณ์ ความหงุดหงิดและทุกอย่างจะถูกวางโดยอัตโนมัติ ความอยากและการโกรธก็ลดลง อันนี้เป็นอานิสงค์ ส่วนการนั่งสมาธิปฎิบัติธรรมก็คือการสะสมกำลัง พระพุทธเจ้าบอกว่าให้ดูจิต เพราะจิตเกิด ดับ เร็วยิ่งกว่ากระพริบตา ถ้าเรานั่งสมาธิวิปัสสนาบ่อยๆ จะเกิดความชำนาญในการดูจิต"

เหมือนเช่น โอวาทปาฎิโมกข์ ข้อหนึ่งบอกไว้ว่า ให้ทำความดี ละความชั่ว ทำจิตใจให้ผ่องใส ซึ่งเป็นหนทางของพุทธศาสนา เพราะในชีวิตประจำวันของมนุษย์มีความทุกข์ ความยุ่งเหยิงในการปฎิสัมพันธ์กับผู้คน และเวลาสัมพันธ์กัน ก็ไม่ได้มีสติในการดูแลอารมณ์ตัวเองตลอดเวลา

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ในบ้านหรือที่ทำงาน พระชาย บอกว่า จุดหมายปลายทางของคำสอน คือ การทำจิตใจให้เบิกบาน

"การไปวัดเป็นการพักผ่อนอย่างหนึ่งเป็นการเจริญภาวนาด้านใน เพราะวัดเงียบ ทำให้คนได้ผ่อนคลาย เมื่อเห็นใบไม้ ลมพัด และชีวิตคนเรามีขึ้นมีลง ถ้าได้เข้าวัดบ่อยๆ ก็ได้เรียนรู้เรื่องการถือศีล เพื่อทำให้จิตใจสงบ"

มาฆบูชาที่เวียนมาถึงในปีนี้ พระชายแนะว่า ควรปฎิบัติธรรมตามสมควร ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น ถ้าทำได้มากกว่านั้น ก็ควรจะทำ นอกจากเวียนเทียน ลองถือศีล ไม่นินทา ไม่พูดโกหก ไม่พูดส่อเสียด ทำบุญในบ้านด้วยการพูดคุยกับลูกๆ ด้วยวาจาที่ไพเราะ

"เพราะคนที่มีอายุในบ้านชอบตะคอกใส่เด็ก ลองเอาจิตมาภาวนาที่บ้าน ลดความรุนแรงในบ้าน เปิดใจ ลองใช้ธรรมะรับฟังผู้อื่น ถ้าเอาตัวเองเป็นใหญ่ไม่ฟังคนอื่น ก็ทำให้เกิดความขัดแย้ง ในวาระที่เป็นวันสำคัญทางศาสนา ก็น่าจะเรียนรู้การรับฟังกันมากขึ้น ถือเป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง "
นี่แหละบุญ...นำพาให้จิตใจชื่นบาน

..........................................
หมายเหตุ : งานฉลาดทำบุญด้วยจิตอาสา ตอนทำบุญได้ปัญญาในวาระมาฆบูชา จัดขึ้นที่วัดสุทัศนเทพวราราม (ตรงข้ามเสาชิงช้า ศาลาว่าการกรุงเทพฯ )ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 09.00-18.00 น. มีการนำเสนอเรื่องฉลาดทำบุญผ่าน 9 กิจกรรมบุญอาสา อาทิ อาสาทำดินกระดาษ อาสาถุงชายผ้าเหลือเติมใจผู้ป่วย ฯลฯ สนใจสอบถามได้ที่เครือข่ายพุทธิกา เบอร์ 0 2882 4387 และ 08 6300 5458