หนองคาย...ซ้ายมือ

หนองคาย...ซ้ายมือ

โดยส่วนตัวผมชอบทิวทัศน์ริมแม่น้ำโขงมาก หนองคายเป็นหนึ่งในนั้น คราวนี้จะพาท่านผู้อ่านไปดูหนองคาย ทางซ้ายมือกัน

เหตุที่ว่า หนองคายทางซ้ายมือเพราะว่า ถนนหมายเลข 2 ที่เราคุ้นเคยกันนั้นจะตรงเข้าไปสุดที่ตัว เมืองหนองคาย ทางขวาก็จะไปบึงกาฬ ส่วนทางซ้ายนี่แหละจุดหมายปลายทางของเราในครั้งนี้ ซึ่งอยู่เขตชุมชนโบราณที่ชื่อ เมืองพานพร้าว เมืองเวียงคุก และเมืองปะโค ซึ่งในอดีตบางแห่งเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญ

ผมปูพื้นแบบคร่าวๆ (ออกจะค่อนข้างหยาบๆ ด้วย) ตามข้อจำกัดของหน้ากระดาษ คือดินแดนแถบนี้ ในอดีตอยู่ในอิทธิพลของล้านช้าง ยิ่งมาในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช พระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของล้านช้าง สามเมืองโบราณ รวมทั้งเมืองอื่นๆ ที่ใกล้เคียงก็ล้วนมีอิทธิพลของล้านช้างปกคลุม การย้ายเมืองหลวงจากหลวงพระบางมาเวียงจันทร์ การขัดแย้งทั้งในล้านช้างเอง หรือขัดแย้งกับสยาม การจะกู้เอกราชของเจ้าอนุวงศ์ การก่อกบฏของฮ่อ ทำให้มีการโยกย้ายของผู้คน หลายเผ่าพันธุ์มาอยู่ทางฝั่งไทยในปัจจุบัน รวมทั้งส่งผลให้เมืองเหล่านี้ลดบทบาทตัวเองมาเป็นหมู่บ้าน เป็นตำบล อย่างในปัจจุบัน

แต่การเดินทางทักทายเมืองหนองคายคราวนี้ เราเริ่มต้นออกจากเมืองหนองคาย ขับรถเลียบแม่น้ำโขงไปทางท่าบ่อ ราว 10 กม. จะมีทางเข้าพระธาตุบุ หรือ โพนจิก เวียงงัว ผ่านหน้าโรงเรียนบ้านปะโค ไปตามทางเรื่อยๆ ผ่านวัดธาตุโพนจิกเวียงงัวไ/ปก่อน ก็จะถึงทางเลี้ยวเข้าไปดู วังบัวแดง แห่งหนองคายกันก่อน

วังบัวแดงแห่งนี้เป็นบึงสาธารณะ เนื้อที่ราวสองพันกว่าไร่ ในช่วงตั้งแต่เดือนตุลาคมเรื่อยไปจนถึงเดือนเมษายน จะมีบัวสายที่ออกดอกสีชมพูและสีแดงเบ่งบานสะพรั่งตา แต่จะดูละลานตาในช่วงธันวาคม-มกราคม และการดูบัวนั้นท่านต้องไปช่วงเช้า ก่อนเที่ยง เพราะพอสายๆ แดดเริ่มแรง บัวก็จะหุบ ที่นี่แม้บึงจะไม่กว้างเท่าที่กุมภวาปีของอุดร แต่ผมว่าสวยแบบสาวชาวบ้าน เพราะเขาใช้เรือพาย ค่อยๆ พายทีละนิด ไม่มีเสียงเครื่องยนต์มากวน ทำให้บางครั้งจึงเห็นนกน้ำพวกนกเป็ดผีดำผลุบหายไปต่อหน้า เพราะมันไปแบบเงียบๆ นี่เอง

เขาคิดค่าเรือเที่ยวละร้อยบาท คนเดียวก็ 100 บาท 2-3 คนก็ 100 บาท ผมว่าจัดการแบบบ้านๆ ดี ไม่มีเล่ห์กล ไม่เอากำไรมาก บึงนี้เข้าได้สองด้าน ถ้าท่านผู้อ่านมาแล้วเลยทางเข้าวัดธาตุโพนจิกเวียงงัวไป ก็ไม่ต้องตกใจ เลยไปอีกนิด จะมีทางเข้าอีกแห่งตรงข้ามโรงเรียนโรซาริโอ เข้าไปตามทาง ตามป้ายบอก ก็จะถึงท่าลงเรือชมบัวอีกด้านหนึ่งของบึง ระบบจัดการก็คล้ายๆ กัน

แต่ที่ผมชวนให้มาทางพระธาตุโพนจิกเวียงงัว เพราะพอออกจากบึงบัวย้อนกลับมาไม่ถึงกิโลเมตร จะพบวัดพระธาตุโพนจิกเวียงงัว วัดนี้ถูกกล่าวในตำนานอุรังคธาตุ (ตำนานพระธาตุพนม) บอกว่า พระรัตนเถระและพระจุลรัตนะเถระ ได้นำพระเขี้ยวฝาง 3 พระองค์(ชิ้น) มาประดิษย์ฐานไว้ที่พระธาตุแห่งนี้ พระธาตุนี้อยู่ในเมืองปะโค ซึ่งเป็นชุนโบราณ ในตำนานท้าวอุสา-บารสนั้น บอกว่าท้าวบารสเป็นชายหนุ่มจากเมืองปะโค ส่วนพระธาตุโพนจิกเวียงงัวที่เห็นตอนนี้ มีฐานเป็นอิฐแผ่นใหญ่ ตัวพระธาตุองค์ปัจจุบัน น่าจะเป็นการสร้างขึ้นมาใหม่ นักวิชาการบอกว่าเดิมน่าจะเป็นศิลปะแบบพะโค มีการค้นพบประติมากรรมหินแบบพะโค แต่มีการพอกปูนหุ้มไว้ในปัจจุบัน อย่าคิดแปลกใจว่า ศิลปะขอมมาไกลขนาดนี้เชียวหรือ ไกลครับ ขอมโบราณ (ซึ่งไม่ใช่เขมรปัจจุบัน) นั้น อาณาเขตกว้างใหญ่มาก ท้าวฮุ่งขุนเจือง บรรพบุรุษของชาวลาวก็น่าจะเป็นคนขอมในสมัยโบราณเช่นกัน

ใกล้ๆ กันเป็นพระธาตุบุ เป็นคล้ายเจดีย์ทรงกรวยคว่ำ สูงราวเมตรเศษๆ เท่านั้น ตั้งบนฐานศิลาแลง สร้างเป็นศาลาเล็กๆ คลุมไว้ ว่ากันว่าพระธาตุบุนี้สร้างเพื่อปิดปากรูพญานาค ส่วนฐานศิลาแลงนี้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนามาก่อน เพราะรอบๆ เห็นเป็นศิลาแลงปักในตำแหน่งเสมารอบศาลา

ออกมาที่ถนน 212 อีกครั้ง มุ่งหน้าไปทางท่าบ่อ ไม่ไกลจะมีทางเข้าวัดเทพพลประดิษฐาราม ทางซ้ายมือ วัดแห่งนี้มี เจดีย์ทรง 4 เหลี่ยม 2 องค์ องค์หนึ่งอยู่ด้านนอก อีกองค์อยู่หลังพระอุโบสถ มีซุ้มจรนัมประดิษย์ฐานพระพุทธรูปปูนปั้นภายใน ผมดูแล้วมีกลิ่นอายคล้ายศิลปะแบบล้านนา คงต้องให้นักวิชาการฟันธงอีกที แต่ที่น่าแปลกใจคือ ใบเสมานั่งแท่น (ใบเสมาที่อยู่บนฐานสูง) 3 ใน 8 เป็นกลีบขนุน (ส่วนตกแต่งมุม-เหลี่ยมในปราสาทขอม) ซึ่งน่าจะนำมาจากปราสาทขอมที่ใดที่หนึ่งในย่านนี้หรืออาจจะมาจากทางฝั่งลาวก็ได้ ซึ่งใบเสมานี้ไม่จำเป็นว่าจะเป็นรูปร่างอะไรหรือวัสดุอะไร ขอแต่ได้กำหนดพื้นที่ก็พอ (เอาไว้เรื่องใบเสมา ผมจะมาเล่าให้ฟังละเอียดอีกที)

ออกจากวัดเทพพลมาอีกไม่ไกล(ไปทางท่าบ่อเช่นเดิม) ทางซ้ายมือจะเป็นทางเข้าวัดยอดแก้ว ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่มาแต่ครั้งเมืองเวียงคุก สิ่งปลูกสร้างที่สำคัญคือวิหารขนาดใหญ่ สูง ฐานและเสาวิหารสร้างจากศิลาแลง ด้านหน้าน่าจะมีซุ้มประตูทางเข้า ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ใหญ่ เข้าใจว่าเป็นองค์ที่สร้างขึ้นมาใหม่ เพราะด้านหลังองค์พระ มีเศียรพระพุทธรูปองค์เก่าที่แตกหักนำมารวมกันไว้ เห็นเสาศิลาแลงแบบนี้ ผมนึกถึงศิลปะแบบสุโขทัยในอุทยานประวัติศาสตร์ ที่ช่วงสมัยน่าจะใกล้เคียงกัน

อันที่จริงความน่าสนใจริมถนนทางหนองคายซ้ายมือยังมีอีกมาก การปลูกยาสูบริมน้ำโขง การทำใบยา โรงบ่มใบยาแบบบ้านๆ การตากแผ่นกะยอ ที่ท่าบ่อที่สามารถเข้าไปลองทำได้เลย แหนมเนืองที่ว่าอร่อยๆ จะหมดอร่อยหากขาดแผ่นกะยอนี้ รวมทั้งไร่มะเขือเทศบนหาดทรายริมโขงด้วย

แต่ไหนๆ ก็ไปหนองคาย ผมว่าค้างสักคืนดีไหม เพราะหนองคายเขาได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่คนที่เกษียณแล้วน่ามาใช้ชีวิตอยู่ในลำดับต้นๆ ของโลก เพราะอากาศดี เงียบสงบ ไม่จอแจ ค่าครองชีพถูก ที่พักเก๋ๆ ริมแม่น้ำโขงเยอะแยะ ซ้ำราคาถูกด้วย ยิ่งเดี๋ยวนี้ทุกวันเสาร์ (วันเดียว) เขาจัดถนนคนเดินริมน้ำโขง ใกล้ๆ วัดหายโศก โดยชาวบ้านทำอาหารพื้นเมือง สินค้าทำมือ ใครทำอะไรได้เอามาตั้งร้านขาย ไม่ใช่พ่อค้าอาชีพ แต่เป็นคนหนองคายมาช่วยกันทำให้บ้านเมืองตัวเอง การโอภาปราศรัยพูดคุยจึงดูแตกต่างจากถนนคนเดินทั่วไป แถมเย็นสบาย วิวสวยอีกต่างหาก เช้าๆ ตื่นมาจิบกาแฟ อ่านหนังสือ ทอดตามองสายน้ำโขง แค่นี้ผมก็ว่าคุ้มค่ากับการมาหนองคายแล้ว

ใช้เวลาสั้นๆ มาค้างสักคืนก็จะหลงรักหนองคาย อย่าเชื่อผม แต่ให้มาพิสูจน์ด้วยตัวเองครับ....

........................................
(สอบถามรายละเอียดการท่องเที่ยวในหนองคาย ที่ ททท.(สำนักงานหนองคาย) โทร.042-421-326)