วิศวกรไฟป่า วัชรพงษ์ ธัชยพงษ์

วิศวกรไฟป่า
วัชรพงษ์ ธัชยพงษ์

"วิศวกรไฟป่า" อาจดูห่างไกลจากความเข้าใจของคนทั่วไป แต่ด็อกเตอร์หนุ่มคนนี้ใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมศาสตร์ศึกษาเรื่องไฟป่า

เดือนกุมภาพันธ์สำหรับคนในหลายจังหวัดทางภาคเหนือ ไม่ได้มีแค่ตรุษจีนหรือวาเลนไทน์ แต่ยังส่งสัญญาณว่าหมอกจางๆ ที่หายไปกำลังแปรเปลี่ยนเป็นควัน(ไฟ)ในไม่ช้า


หลายปีที่ผ่านมากับเวทีสัมมนาในห้องแอร์เย็นฉ่ำ และนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในพื้นที่ นอกจากจะไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์หมอกควันดีขึ้น ตรงกันข้ามกลับยิ่งซ้ำเติมความขัดแย้งระหว่างคนในเมืองกับคนที่อยู่ใกล้ป่า ขณะที่ภูมิปัญญาดั้งเดิมถูกทิ้งร้าง ความรู้ทางวิชาการยังคงวางอยู่บนหิ้ง


โดยเฉพาะความรู้เกี่ยวกับการจัดการเชื้อเพลิงในป่าที่เรียกว่า "ชิงเผา" ซึ่งมีนักวิชาการจำนวนหนึ่งทั้งทางด้านวนศาสตร์และสังคมศาสตร์ออกมายกมือสนับสนุนให้เป็นทางเลือกในการแก้ปัญหา ก็ถูกตีตกไปด้วยนโยบายห้ามเผา (Zero Burning) ที่ถึงวันนี้ยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม


เป็นเหตุให้ วิศวกรผู้คุ้นเคยกับ "ไฟ" อย่าง ผศ.ดร.วัชรพงษ์ ธัชยพงษ์ จากภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สนใจที่จะหาข้อพิสูจน์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ เขาได้ออกแบบงานวิจัยที่เน้นข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการลดเชื้อเพลิงด้วยการชิงเผา โดยมีพื้นที่นำร่องในเขตอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้โครงการวางแนวทางการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการเชื้อเพลิงป่าเต็งรังโดยใช้แบบจำลองไฟป่า สนับสนุนโดยกองทุนสิ่งแวดล้อม

-ทำไมถึงได้สนใจปัญหาหมอกควันไฟป่าเป็นพิเศษ


งานทางด้านไฟป่า จริงๆ แล้ว เป็นงานที่ต้องทำร่วมกันระหว่างวนศาสตร์กับวิศวกรรมศาสตร์ วนศาสตร์มีเครื่องมือในการใช้ไฟเป็นเครื่องมือในการจัดการป่า แต่ตัววนศาสตร์จะไม่มีความรู้เรื่องไฟเท่ากับวิศวกร ในต่างประเทศวิศวกรเครื่องกลจะเข้ามาช่วยวนศาสตร์ เพราะมันเกี่ยวกับเครื่องกลโดยตรง การเผาไหม้ทุกอย่างเป็นศาสตร์ของวิศวกรเครื่องกลทั้งหมด ไฟในอาคาร ไฟในการเผาไหม้ในเครื่องยนต์ แต่ประเทศไทย วนศาสตร์จะทำหมด ที่ผ่านมาวิศวกรยังไม่เข้ามาทำตรงนี้ พอดีผมเรียนเรื่องพฤติกรรมของไฟมา ไฟลามอย่างไร แรงอย่างไร อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ไฟแรง ไฟเบาจะคุมอย่างไรไม่ให้ไฟแรง ก็เลยคิดว่าน่าจะมีการศึกษาเรื่องไฟป่าในมุมนี้


-แต่ไฟป่ามีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายด้าน ทั้งมิติทางด้านสังคม วัฒนธรรม และนิเวศวิทยา ในฐานะวิศวกรออกแบบงานวิจัยอย่างไร


ผมศึกษาเรื่องพฤติกรรมของไฟ ไฟจะลามอย่างไร ลามเร็ว ลามช้า ลามสูง ลามต่ำ ขนาดของไฟ ใหญ่เล็ก ความร้อนมากน้อย เหมือนกับปัจจัยแวดล้อมขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง และจะจัดการอย่างไร


-คิดว่างานวิจัยนี้จะช่วยแก้ปัญหาไฟป่าได้อย่างไร


ปัญหาใหญ่คือเจ้าหน้าที่รัฐมีจำนวนไม่พอ ปัจจุบันเจ้าหน้าที่รัฐดูแลป่าทั้ง 6,000 - 7,500 ไร่ เป็นไปไม่ได้ ทางกรมอุทยานจึงมีความคิดว่า เจ้าหน้าที่กับชุมชนต้องร่วมมือกัน เป็นยุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องให้ความรู้ในเรื่องการจัดการไฟ แต่มาติดปัญหาการห้ามเผา พอห้ามเผา ชุมชนส่วนใหญ่มีความรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่มาชวนทำผิดกฎหมาย ก็ไม่ให้ความร่วมมือไปเลย ปล่อยป่าให้รก พอไฟไหม้ก็ลามเข้าป่า


สิ่งที่เราทำคือพยายามให้เกิดการจัดการไฟป่าขึ้นมา ชุมชนที่ให้ความร่วมมือ หรือการจัดการไฟป่าในปัจจุบันนี้เหลือน้อย ถ้ามีหมู่บ้าน 2,000 หมู่บ้านที่มีพื้นที่ติดกับป่า ก็จะมีหมู่บ้านประมาณสัก 200 หมู่บ้าน ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ที่มีการจัดการ โดยพยายามไปลดเชื้อเพลิงที่ไม่สร้างปัญหาควันไฟในเดือนมีนาคม แต่อีก 1,800 หมู่บ้าน ไม่มีการจัดการใดๆ เลย ก็ปล่อยให้ไฟไหม้และกลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาว่าเป็นสาเหตุของสถานการณ์หมอกควันที่มักเกิดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม


-แสดงว่าจริงๆ แล้วปัญหาหมอกควัน ไม่ใช่เรื่องไฟอย่างเดียวแต่เป็นเรื่องสภาพอากาศด้วย


เมื่อเดือนที่แล้ว ทางฝั่งจอมทอง เขาเผาเยอะมาก เกือบ 30,000 ไร่ ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะไม่ใช่ช่วงที่อากาศกดทับ ทีนี้พอถึงเดือนมีนาคม ทางฝั่งจอมทองก็จะไม่มีไฟป่า ไม่สร้างปัญหาควันไฟ แต่ถ้าที่อื่นไม่มีการจัดการก็ปล่อยให้ไฟสร้างปัญหาใหญ่ งานวิจัยนี้ก็เลยหารูปแบบที่เหมาะสมในการจัดการไฟโดยการเผาเชื้อเพลิงโดยกำหนดช่วงเวลาที่ไม่ส่งผลให้เกิดปัญหาควันไฟ โดยใช้ 200 ชุมชน เป็นตัวอย่าง ชักจูงให้ 1,800 ชุมชน ทำตาม โครงการนี้เพิ่งเริ่มทำมาปีกว่า ปัจจุบันทางฝั่งออบหลวง อินทนนท์ ชุมชนส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือดี มีทั้งชุมชนที่ดูแลป่าผลัดใบ พวกเต็งรัง เบญจพรรณ ที่เมื่อก่อนเขาไม่จัดการเลย ปัจจุบันหันมาร่วมเยอะขึ้นๆ


-ที่ผ่านมาเคยทำงานในลักษณะการลงพื้นที่ชุมชนมาก่อนไหมคะ


ไม่ครับ เพิ่งมาเริ่มช่วง 4 ปีหลัง ส่วนใหญ่ผมทำในพื้นที่ออบหลวง กับอินทนนท์ หลักๆ อยู่ออบหลวง ซึ่งถ้าถามว่าวิถีชุมชนเป็นอย่างไร ผมว่าเป็นวิถีชีวิตที่ดี อาจไม่ได้ดีร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งแวดล้อมดี สบายๆ มีความสุข เท่าที่ผมสัมผัสมา แม้แต่ไฟป่าที่ว่าเป็นปัญหา จริงๆ ถ้าคุยกับชาวบ้าน เขาก็ไม่ได้เป็นทุกข์เหมือนคนในเมือง เขาก็มีความสุข ค่อยๆ แก้ปัญหาไป


-แล้วหนักใจอะไรมากที่สุด


ที่ผ่านมาความคิดของคนในชุมชนเกี่ยวกับเรื่องการจัดการไฟเปลี่ยนไปมาก การเปลี่ยนความคิดจึงเป็นเรื่องค่อนข้างยาก ฉะนั้นเราต้องทำให้เขาเห็นตัวอย่างก่อน เช่นการชิงเผา ไปพูดที่อินทนนท์เมื่อก่อนเขาไม่ยอมรับเลย ไม่ยอมให้ชิงเผาเลย แต่พอเราพูดแล้วทำให้ดู หลังๆ เขาเริ่มสังเกต เริ่มเห็น เริ่มทดลอง ทำแล้วได้ผลก็ตามกันมา ต้องใช้เวลา


-กรณีไฟป่า ในแต่ละแห่งแต่ละประเทศ เหมือนหรือต่างกันหรือไม่


ต่างประเทศมีป่าสนเยอะ แต่ของเราเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นกลุ่มป่าผลัดใบ ด้วยลักษณะเชื้อเพลิงไม่เหมือนกัน แต่การจัดการจริงๆ แล้วเหมือนกัน โดยหลักต้องจัดการกับพวกใบไม้ ต้นไม้ เขาเรียกว่าการจัดการลักษณะเชื้อเพลิง คือลักษณะเชื้อเพลิงแต่ละที่แตกต่างกันไป บางที่ก็มีลักษณะเผาไหม้ง่าย ไฟแรง แต่ว่าบางที่ลักษณะเชื้อเพลิงติดไฟง่าย ไฟเบา ในอดีตของเรา ลักษณะเชื้อเพลิงไม่ค่อยแรง แต่ช่วงหลังๆ การจัดการที่ผ่านมาทำให้ลักษณะเปลี่ยนไป ไฟเริ่มจะแรง รับมือยากขึ้น


-เพราะอะไรทำให้ไฟแรงขึ้นและจัดการยากขึ้น


หลักๆ ก็มีลักษณะของปริมาณใบไม้แห้ง อย่างในอดีตปริมาณใบไม้แห้งน้อย แต่ปัจจุบันมีเยอะขึ้น ในอดีตวิถีชุมชนเขาจะเผาก่อน ปลายพฤศจิกายน เผาไปเรื่อยๆ ถึงมีนาคมเชื้อเพลิงก็เหลือน้อยลง พอวิถีชีวิตเปลี่ยนเริ่มออกไปทำงานที่อื่น ก็ไม่มีคนเข้าไปเผา ทำให้ปริมาณเชื้อเพลิงเยอะขึ้น ด้วยลักษณะพืชเปลี่ยนไป สมัยก่อนไม้พื้นราบมีไม่ค่อยเยอะ แต่ปัจจุบันไม้พื้นราบเยอะขึ้น เช่น หญ้า สมัยก่อนในป่าผลัดใบ ปกติเป็นป่าโปร่ง พื้นล่างโล่ง แต่ปัจจุบันเป็นหญ้า เป็นไม้พุ่มเต็มไปหมด โดยลักษณะนี้ทำให้ไฟในปัจจุบันแรงกว่าในอดีต


-เหมือนอาจารย์จะเห็นด้วยกับการเผาที่เรียกว่า ชิงเผา แต่ที่ผ่านมาการจัดการไฟป่าจะรณรงค์ไม่ให้มีการเผาโดยเด็ดขาด ตรงนี้ดูจะขัดแย้งกันไหมคะ โดยเฉพาะกับนโยบายของภาครัฐ?


จริงๆ เกิดจากองค์ความรู้ที่เปลี่ยนไป ย้อนไปเมื่อ 70 ปีก่อน สหรัฐอเมริกาก็มีความเชื่อว่า ถ้าไม่มีไฟแล้วป่าจะดี เขาก็เริ่มต้นป้องกันไฟตั้งแต่เมื่อ 70 ปีที่แล้ว และความรู้ก็มาที่บ้านเรา รัฐบอกว่าอย่าไปเผาป่า แต่พอเวลาผ่านไป สหรัฐอเมริกา เขาเจอแล้วว่าการห้ามเผามันไม่ดีกับป่า เขาก็ยกเลิก และกลับมาเผา เขาเริ่มเผาได้สัก 10 กว่าปีแล้ว แต่นโยบายบ้านเรายังเปลี่ยนไม่ทัน


จากการศึกษาที่ผ่านมาเราพบว่าหญ้าและไม้พื้นล่างเป็นสาเหตุให้ไฟป่าที่เกิดขึ้นในป่าเต็งรังมีความรุนแรงสูง การป้องกันไฟป่าสำหรับป่าเต็งรังจึงต้องลดปริมาณหญ้าและไม้พุ่มเป็นหลัก ซึ่งป่าเต็งรังในภาคเหนือ พบว่าไฟมีส่วนในการเร่งการเจริญเติบโต และสร้างใบของต้นไม้ใหญ่ให้เกิดร่มเงาและลดการเติบโตของหญ้าและไม้พื้นล่างได้ เป็นลักษณะการเกิดไฟที่ดีที่ช่วยป้องกันป่า รักษาความอุดมสมบูรณ์ และความคงอยู่ของพืชและสัตว์ป่า


-ที่จริงหลายชุมชนก็ใช้การชิงเผาเพื่อกำจัดเชื้อเพลิงในป่ามานาน?


การเผาก่อนของคนในอดีตมีอยู่แล้ว จริงๆ ในต่างประเทศ อย่างประเทศออสเตรเลีย ในสมัยก่อนเผ่าอะบอริจินเขาก็เผากัน แต่ถ้าถามว่าที่ฝรั่งใช้กับที่ชุมชนเราในอดีตใช้เหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่ ก็ไม่ใช่ แค่คล้ายกัน


คือชุมชนในอดีตถ้าเราย้อนกลับไปดู เขาทำเกษตร ถ้าช่วงไหนไม่มีผลผลิตทางการเกษตรก็จะเข้าป่าไปหาของป่า สมมติช่วงพฤศจิกายน เข้าไปเก็บของป่า เขาเห็นตรงไหน ใบไม้เริ่มเยอะ หญ้าเริ่มเยอะ เขาก็เผาตรงนั้น พื้นที่ไหม้ไม่เยอะประมาณ 1 งาน เขาเดินไปตรงไหนเยอะอีกก็เผาอีก เชื้อเพลิงมันน้อย มันจะไหม้ตรงที่มันเยอะๆ ก็จบไป ทำแบบนี้ต้องใช้คนเยอะมาก แต่ถ้าทำทุกวันๆ จนถึงเดือนมีนาคมก็หมดแล้ว แต่ปัจจุบันคนไม่ได้หากินในป่าแล้ว คนทำการเกษตร ส่วนใหญ่การเผาจะขยับมาเผาทีเดียวให้ได้เยอะๆ ใช้ไฟเบาๆ เผาในพื้นที่อาจจะ1,000 - 2,000 ไร่ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมาหารูปแบบการจัดการเชื้อเพลิงที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตในปัจจุบันของชุมชนและไม่ส่งผลต่อปัญหาหมอกควันที่มีอยู่


-ในเมื่อชาวบ้านมีการชิงเผามานานแล้ว ทำไมปัญหาหมอกควันเพิ่งจะมารุนแรงในระยะหลัง

วิถีชีวิตคนเปลี่ยน เมื่อก่อนมีการดูแลป่า สมัยก่อนถ้าเรามองไปดอยสุเทพตอนเย็นๆ จะเห็นไฟติดตามจุดต่างๆ แต่ปัจจุบันวิถีชีวิตเปลี่ยน คนเปลี่ยน ไม่มีคนดูแล นโยบายไม่ให้เผา เราก็ไม่เห็นไฟเลย ช่วงเดือนมกราคม กุมภาพันธ์จะไม่เห็น มาอีกทีก็เดือนมีนาคม ซึ่งองค์ความรู้อีกอันหนึ่งที่มันหายไปคือ หมอกควันเกิดมาจากความกดอากาศช่วงนี้ แต่คนไปตีความว่า หมอกควันมาเพราะการเผา มันเลยทำให้ความเข้าใจคลาดเคลื่อนกัน


-ที่ผ่านมานโยบายห้ามเผา หรือ Zero Burning มีผลกระทบกับชุมชนอย่างไรบ้าง


มีแน่นอน ชุมชนก็แบ่งเป็น 2 กลุ่ม มีกลุ่มที่เรียกว่า กลุ่มการจัดการไฟป่า กับกลุ่มที่ไม่จัดการอะไรเลย กลุ่มที่มีการจัดการไฟป่า ในปัจจุบันเขาเข้าไปทำการชิงเผา คือลดเชื้อเพลิงก่อน ที่จะถึงเดือนมีนาคม เพื่อไม่ให้เกิดไฟป่า กลุ่มนี้พอมีนโยบายห้ามเผา เขาก็จัดการเชื้อเพลิงไม่ได้ มีผลกระทบเยอะ พอเขาจัดการไม่ได้ ไฟก็แรงขึ้น เขาก็หยุดการจัดการตรงนั้นไป ส่วนกลุ่มที่ไม่มีการจัดการ จริงๆ แล้ว ในอดีตเขาก็จะมีการใช้ไฟของเขาบ้าง แต่พอห้าม ก็เปิดโอกาสให้เขาไม่ต้องเข้าไปจัดการเลย ทีนี้พอถึงฤดูไฟป่า พอมีเชื้อเพลิงเยอะ เขากลัวว่าไฟจะลามเข้าบ้าน หรือเข้าที่ทำกินของตัวเอง เขาก็จุดออกไป ก็เลยกลายเป็นปัญหาใหญ่ในตอนนี้


-จะทำอย่างไรให้สังคมเข้าใจการจัดการไฟด้วยการเผาลดเชื้อเพลิง


อันดับแรก ต้องแยกแยะไฟให้ออกก่อน วันนี้เราใช้คำว่า ห้าม คือ ห้ามไม่ให้มีไฟเลย แต่จริงๆ แล้ว ต้องใช้คำว่า ควบคุมไฟมากกว่า ต้องมาแยกแยะว่า ไฟมีกี่ประเภท และประเภทไหนควรจะมีได้ ประเภทไหนไม่ควรมีแล้ว


-โดยทั่วไปแล้วไฟมีกี่ประเภทคะ


ถ้าพูดภาพรวม มี 2 ประเภท คือ ประเภทไฟที่มีการควบคุม มีการจัดการ และไฟที่ไม่มีการควบคุม คือจุดแล้วปล่อยออกไป ที่ต้องห้ามคือพวกที่ไม่มีการควบคุม ห้ามเด็ดขาด แต่ถ้าไฟที่มีการควบคุม สมมติเขาเผาในพื้นที่เกษตร ถ้าจำเป็นต้องเผา ต้องกำหนดขอบเขตชัดเจน ไม่ให้ไฟมันลามออกไป เป็นเงื่อนไขที่น่าจะทำได้ หรือการจัดการพื้นที่ป่า มีการทำแนวกันไฟ จุดไฟ ไม่สร้างปัญหาหมอกควัน อย่างนี้น่าจะให้เผาได้ แต่ถ้าเราไปห้ามหมดเลย พื้นที่เกษตรก็เผาไม่ได้ กลายเป็นสุดท้ายเขาก็แอบเผา พื้นที่ป่าเหมือนกันถ้าไม่จัดการ ชาวบ้านก็แอบเผาเหมือนกัน ถ้าสังเกตพฤติกรรมการจุดหลายๆ ที่ เช่นที่ เชียงราย ตี 2 ตี 3 เขาก็มาเผากันแล้ว


-ไฟที่ไม่มีการควบคุม เป็นพื้นที่ลักษณะไหน


พื้นที่เกษตรบางที่ พอเผาแล้วไม่ทำขอบเขตแนวกันไฟที่ดี ไฟก็ข้ามไปไหม้ที่อื่น แล้วเขาก็ปล่อยไป โดยส่วนใหญ่วิถีชีวิตของคนในชุมชนทางภาคเหนือจะอยู่ติดกับป่าอยู่แล้ว ถ้าไม่มีวิธีการจัดการป่าที่ดี ถ้าเขาเผาพื้นที่เกษตรแล้วไม่คุม ไฟก็จะลามเข้าป่า


-คาดว่าปีนี้สถานการ์หมอกควันจะรุนแรงกว่าเดิมหรือไหม่


นักวิชาการมี 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเชื่อว่าหมอกควันจะแรง สถานการณ์แย่ อากาศแล้ง แต่อีกกลุ่มบอกว่า ไม่จริง ปีนี้มีแนวโน้มว่าฝนจะตกเยอะ ซึ่งก็ต้องดูต่อไป ส่วนผมมองว่าจะเยอะจะน้อยป้องกันไว้ก่อนดีกว่า ดีกว่าปล่อยไปจนถึงเดือนมีนาคม แล้วเกิดเยอะขึ้นมา แล้วเราไม่ได้เตรียมการ


-ดูเหมือนว่าชุมชนที่อยู่ใกล้ป่าจะชิงเผากันตั้งแต่ก่อนเดือนมีนาคมเป็นส่วนใหญ่ แล้วทำไมปัญหาหมอกควันจึงวิกฤติในช่วงมีนาคม


ส่วนใหญ่เดือนมีนาจะเป็นไฟป่าในกลุ่มป่าผลัดใบ ป่าเต็งรัง ถ้าเป็นพื้นที่ที่มีคนดูแลอยู่ เขาสามารถเลือกได้ว่าจะเผาหรือไม่ ซึ่งถ้าเขาเลือกเผาก่อนแล้วมีการคุมไว้ในขอบเขตที่กำหนด การไหม้ 10 ไร่ 100 ไร่ ไม่ได้สร้างปัญหาเรื่องควันไฟทีหลัง แต่ที่มันเยอะทุกวันนี้ เพราะมันไหม้ในพื้นที่ที่ไม่มีการจัดการ ไม่มีคนดูแล พอไฟลามไปในป่าทีก็เป็นหลักแสนไร่ ก็เป็นปัญหา


-เวลาพูดถึงปัญหาหมอกควัน ส่วนใหญ่ก็จะโฟกัสไปที่ชุมชนติดกับป่า ขณะที่ในเมืองเป็นเพียงผู้ได้รับผลกระทบ อาจารย์มองประเด็นนี้อย่างไร


ผมว่าเรื่องไฟป่า เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกัน ถามว่าจะช่วยอย่างไรบ้าง มองว่าให้คนในเมืองไปดับไฟป่าก็เป็นไปไม่ได้ ก็อาจจะให้การสนับสนุนที่ดีกับคนในชุมชน อย่างง่ายๆ สมมติว่าวันนี้ชุมชนดูแลป่า คนในเมืองไปประณามว่าเขาเผาป่า ก็ไม่ได้แก้ปัญหา แต่ถ้าไปทำความเข้าใจกับเขานิดนึง เห็นความสำคัญ ก็เป็นประโยชน์เยอะแล้ว แต่มากกว่านั้นถ้ามีการสนับสนุนในรูปเงินทอง น่าจะดีขึ้น ทุกวันนี้ชุมชนดูแลป่าแทบจะไม่ได้อะไรตอบแทนเลย จากภาครัฐก็ไม่ได้อะไร ส่วนใหญ่จะเป็นจากภาคประชาชน มูลนิธิ องค์กรต่างๆ ที่เข้าไปช่วยเหลือ ปีหนึ่งไม่ได้เยอะ ช่วยกัน 4,000 - 5,000 บาท ต่อชุมชน


ขณะที่เวลาไปช่วยทำแนวกันไฟ หรือชิงเผา เขาต้องหยุดงานทั้งหมู่บ้าน ทั้งผู้ชายผู้หญิงเดินขึ้นไป หมดเป็นวันๆ ไม่ได้ค่าตอบแทนอะไร อย่างดีก็แค่ผู้นำชุมชนมาเลี้ยงข้าว แต่ถ้าเขาไปรับจ้างก็อาจจะได้วันละ 250 - 300 บาท


-เท่าที่ได้ไปทำงานกับชุมชนเห็นศักยภาพของชุมชนอย่างไรบ้าง


เท่าที่ดู คนรุ่นเก่าอายุประมาณ 60 ปี รู้เรื่องการจัดการไฟป่าอย่างดี แต่เหมือนความรู้ขาดช่วงไปเลย ก็เป็นเรื่องที่ผมสนใจเหมือนกันว่าความรู้ขาดไปทำอย่างไรให้คนรุ่นหลังฟื้นความรู้ขึ้นมาอีกรอบ ซึ่งความรู้ที่ว่านี้ จริงๆ แล้ว เป็นองค์ความรู้ชุดเดียวกับที่ฝรั่งใช้เมื่อ 10 กว่าปีมานี้ แต่ชาวบ้านรู้มา 60 กว่าปีแล้ว คือมีชิงเผามาก่อนหน้านั้นแล้ว แต่การสื่อสารกับชาวบ้าน เราต้องใช้เวลาหน่อย เพราะเวลาให้เขาเล่าเขาก็บอกว่าดี แต่ไม่ลงรายละเอียด แต่ว่าพอเราทำงานวิจัย ไปอยู่ในพื้นที่กับนานๆ เขาก็ค่อยๆ เล่าทีละนิด ต้องใช้เวลาพอสมควร


-ในมุมมองของอาจารย์ ถ้าจะลดความรุนแรงของสถานการณ์หมอกควันไฟป่าต้องทำอย่างไร


เรื่องแรกที่ต้องทำ คือต้องปรับความเข้าใจระหว่างคนในเมือง คนในชุมชน คนในระดับบริหารต้องหันหน้าเข้ามาคุยกับชุมชน ต้องมารับรู้สิ่งที่เขาทำว่าเป็นอย่างไร ออกนโยบายที่มันสอดคล้องกับวิถีชีวิตของเขา ปัญหาก็จะจบไป แต่ว่าถ้าออกนโยบายมาแล้ว ในความเป็นจริงปฏิบัติไม่ได้ก็จะเป็นอย่างนี้ ไปบอกห้ามเผา สุดท้ายก็จับเขาไม่ได้ ก็กลายเป็นเรื่องปกติไปเลย เหมือนกับคนในเมืองพอตกเย็นก็กวาดใบไม้เผาใช่ไหม แล้วเราออกกฎว่าห้ามเผา แต่ไม่เคยดูว่าถ้าเขาเผาจะทำอย่างไร ทีนี้พอมีบ้านแรกเผาได้ ก็มีบ้านที่สอง สุดท้ายก็คือเผาอยู่ดี เป็นวิถีชีวิต แต่ถ้ารับฟังเขา จัดรถมารับใบไม้ให้ทุกวัน เขาก็คงทำตาม ดีกว่าสั่งห้ามเผาแล้วทำอะไรไม่ได้


-ถ้าอย่างนั้นภาครัฐควรสนับสนุนอะไรบ้าง


เรื่องแรก นโยบายต้องชัดเจนเป็นไปในทิศทางเดียวกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการออกนโยบายต้องเข้าใจวิถีชุมชน และต้องใช้นักวิชาการต้องนำความรู้ที่ถูกต้องมาใช้ แต่ที่ผ่านเราไม่เอาทั้งวิถีชุมชน ไม่เอาความรู้ทางวิชาการ ทำให้นโยบายไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย เช่นถ้าบอกว่าไม่ให้เผาช่วงเวลานี้ ต้องมีความชัดเจนว่าไม่ให้เผา เหตุผลเพราะอย่างนี้ ก่อนหน้านี้เผาได้เพราะอะไร และเผาอะไรได้บ้าง แต่พอประกาศมาแค่ว่าห้ามเผา ชาวบ้านเขาก็เผาอยู่ดี


อีกเรื่องคือ งบประมาณ ส่วนใหญ่เท่าที่สัมผัสมา เงินเข้าไม่ถึงชุมชนเลย ไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ ผมเคยไปเจอชุมชนที่ไปดับไฟป่า พอเสร็จเขาลื่นตกลงมาบาดเจ็บพิการก็ไม่มีใครช่วย ถ้ามีนโยบายดูแลในเรื่องนี้ก็น่าจะดี หรือการจัดการของชาวบ้านที่เข้ามารวมตัวกันจัดการเชื้อเพลิงในแต่ละปี ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วย แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนเป็นรูปธรรม ถ้ามีการออกนโยบายสนับสนุน ประกาศให้ชัดเจนว่าสิ่งที่เขาทำถูกต้องตามกฎหมาย ก็จะช่วยได้เยอะ