Ideaopolis ส่วนผสมเหนือกาลเวลา

Ideaopolis ส่วนผสมเหนือกาลเวลา

ก้าวย่างครั้งประวัติศาสตร์ของ 'สยามเซ็นเตอร์' ออกแบบตกแต่งภายใหม่ภายใต้แนวคิด Ideaopolis หวือหวาด้วยเทคโนโลยีผสานเทรนด์แฟชั่นและงานศิลปะ

หลังปิดปรับปรุงเพื่อการตกแต่งภายในใหม่ทั้งหมดตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม 2555 บัดนี้ สยามเซ็นเตอร์ กลับมาคึกคักและเต็มไปด้วยบุคลิกอีกครั้ง กลับมาพร้อมรูปลักษณ์ที่คนรักงานออกแบบพร้อมจะหลงใหล


ตัวอาคารที่มีอายุกว่า 40 ปี นอกจากไม่มีริ้วรอยบ่งบอกถึงความเก่าโทรม แต่ยังห่อหุ้มงานออกแบบตกแต่งภายในสุดล้ำไว้ภายใน


“เตรียมพบกับสิ่งที่คุณไม่เคยพบ มาแล้วตะลึง” ชฎาทิพ จูตระกูล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทสยามพิวรรธน์ จำกัด ผู้บริหารสยามเซ็นเตอร์ กล่าวในวัน Preview Day พุธที่ 9 มกราคม 2556 ก่อนเปิดให้บริการจริงหรือ Grand Opening ในวันที่ 11 มกราคม เวลา 18.00 น.

“การปรับปรุงสยามเซ็นเตอร์ในครั้งนี้ มิได้เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปโฉมทั่วไป แต่เป็นการปฏิวัติสู่ยุคใหม่ของวงการค้าปลีก The Retail Revolution ด้วยการบัญญัตินิยามใหม่ รูปแบบใหม่” ชฎาทิพ กล่าว


สยามพิวรรธน์ไม่ได้นำเสนอ 'สยามเซ็นเตอร์' ในรูปแบบศูนย์การค้าอีกแล้ว แต่ปฎิวัติตึกค้าปลีกแห่งนี้ให้กลายเป็น Ideaopolis คำที่สยามพิวรรธน์เลือกใช้จากหลายๆ คำที่บริษัท 2 x 4 ดีไซน์สตูดิโอในนิวยอร์กซึ่งได้รับการว่าจ้างในการ Re-branding ครั้งนี้เสนอมา


Ideaopolis หรือ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์ หมายถึงศูนย์กลางแห่งจินตนาการและงานสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัดในศาสตร์แห่งสุนทรีย์ของศิลปะ แฟชั่น เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ เปรียบเสมือนถนนสายไอเดียซึ่งมาจากเมืองผู้นำเทรนด์ทั่วโลก เช่น นิวยอร์ก มิลาน โตเกียว รวมกับไอเดียของนักออกแบบไทย ให้คนซึ่งเดินมาที่นี่ได้สัมผัส รับรู้เทรนด์ล่าสุด สนุกสนานไปกับเทคโนโลยีและแฟชั่น


หนึ่งในแรงบันดาลใจที่นำมาสร้างสรรค์สยามเซ็นเตอร์โฉมใหม่คือ โซโห ย่านสำคัญของมหานครนิวยอร์ก

“ในย่านโซโห คุณจะเห็นส่วนผสมที่เหนือกาลเวลาและความมีชีวิตชีวาของศิลปะ แฟชั่น และเทคโนโลยี นำเสนอในรูปแบบที่สอดคล้องกับบรรยากาศที่ตื่นเต้น และมีพลัง เป็นสถานที่เดียวในโลกที่ร้านค้าทุกประเภทจากแบรนด์ดังระดับโลกจนถึงร้านอาหารได้ปรับตัวให้เข้ากับบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่มีบุคลิกเฉพาะอันโดดเด่นของย่านนี้ ในขณะเดียวกัน แต่ละร้านก็รักษาไว้ซึ่งคอนเซปต์ที่ทำให้ตัวแบรนด์มีความพิเศษและมีคุณค่าของตนเองที่แตกต่างไม่เหมือนใคร ในวันนี้ เป็นครั้งแรกที่ทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมานี้ เกิดขึ้นภายใต้หลังคาเดียวกัน คือ ณ สยามเซ็นเตอร์” ชฎาทิพกล่าว

ส่วนผสมของ Ideaopolis เริ่มจากการตกแต่งภายในของตัวอาคาร เป็นการผสมผสานความเท่ของ อินดัสเทรียล ชิค (Industrial Chic) เข้ากับดีไซน์แห่งความล้ำหน้าและทันสมัยแบบสุดขั้ว (Ultra-modern) ทำให้เกิดภาพและบรรยากาศของความขัดแย้งและความตรงกันข้ามกันที่ผสมผสานอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัวระหว่างงานไม้และงานโชว์โครงสร้างเหล็ก


ร่วมด้วยการเล่น แสงกับสี ความมืดและความสว่าง ปกติของศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าทั่วไปมักจัดแสงให้ดูเรียบง่ายเป็นกลาง แต่ที่นี่ใช้วิธีการจัดแสงที่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษด้วยโคมไฟที่ดีไซน์ขึ้นแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ และมีลักษณะเป็น Art Piece ไปด้วยในตัว ทำให้บรรยากาศโดยรวมน่าตื่นตาตื่นใจ และดูไม่เหมือนศูนย์การค้า แต่เหมือนฮิปโฮเต็ล เป็นสไตล์ที่จะอยู่ในความนิยมร่วมสมัยไปได้อีกนาน งานส่วนนี้มอบหมายให้บริษัทเออร์เบิ้น อาร์คิเต็คส์ จำกัด โดย อัจฉริยะ-วาลุกา โรจนะภิรมย์ ทำแบบตามคอนเซปต์ที่วางไว้

การพลิกโฉมที่เพิ่มเข้ามาอย่างเห็นได้ชัด คือการสร้างบรรยากาศภายในให้มีพลัง รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่งด้วย เทคโนโลยี โซเชียล มัลติมีเดีย เริ่มจากการติดตั้ง LED Screen ขนาดใหญ่บนเพดาน 2 ตำแหน่ง บนผนังริมประตูทางเข้าด้านหน้า และมอนิเตอร์รูปแบบต่างๆ จำนวน 500 จอ ทั่วอาคาร เข้าไปจนถึงในห้องน้ำ เพื่อใช้สื่อสารระหว่างสถานที่และลูกค้าให้มากขึ้นผ่านโซเชียลมีเดียทั้งเฟซบุ๊คและอินสตาแกรม เป็นช่องทางให้ลูกค้าเกาะติดข่าวสารและเทรนด์ต่างๆ ได้รวดเร็ว และลดการใช้กระดาษ


ด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย แฟชั่นนิสต้ายังมีโอกาส 'ลองเสื้อ' โดยไม่ต้องถอดเสื้อผ้าผ่าน ห้องลองเสื้อ Interactive Multi Touch Screen ตู้ทัชสกรีนที่ได้รับการโหลดแบรนด์เสื้อผ้าชายหญิง เพียงยืน ณ ตำแหน่งที่กำหนด แตะไอคอนถ่ายภาพที่หน้าจอ แตะแบรนด์เสื้อผ้าที่ต้องการ แล้วเลือกแบบเสื้อที่ต้องการมาทาบบนภาพถ่าย ก็จะเห็นทันทีว่าตนเองในเสื้อผ้าแบบต่างๆ เป็นอย่างไร จะเปลี่ยนแบบเสื้อกี่ตัวกี่ครั้งก็ได้ หากพร้อมที่จะเป็นนายแบบนางแบบสมัครเล่น ก็กดแชร์ขึ้นเฟซบุ๊คสยามเซ็นเตอร์ได้ทันที ภาพคุณจะปรากฏบนจอมอนิเตอร์ต่างๆ ที่ติดตั้งอยู่ภายในอาคาร


เทคโนโลยีอันฉับไวภายในสถานที่ซึ่งดีไซน์ใหม่แห่งนี้ ยังคงเดินควบคู่ไปกับงานศิลปะทำมือของมนุษย์


ประติมากรรมที่ใช้ตกแต่ง จำนวน 2 ชิ้นใหญ่ เป็นฝีมือของ มร.ฮิโรโตชิ ซาวาดะ (Mr.Hirotoshi Sawada) ศิลปินชาวญี่ปุ่นชื่อดังผู้มีผลงานการออกแบบชิ้นงานศิลปะและประติมากรรมตกแต่งแนว Free Form ให้กับโรงแรมระดับ 5 ดาว และห้างร้านชื่อดังในหลายประเทศทั่วโลก แรงบันดาลใจส่วนใหญ่ของเขามาจากธรรมชาติ


ประติมากรรมชิ้นแรกของมร.ฮิโรโตชิ สำหรับสยามเซ็นเตอร์ เขาตั้งชื่อว่า Mist Seam แขวนตัวลงมาจากเพดานเหนือโถงประตูทางเข้าจากฝั่งสยามดิสคัฟเวอรี่ ทำจากพลาสติกสีขาวใส สีเงินและสีดำ ม้วนให้เกิดการโค้ง โดยติดตั้งแสงไฟสาดส่องลงมาจากเพดาน เล่นล้อกับวัสดุเพื่อส่งประกายแวววาว


มร.ฮิโรโตชิ ให้สัมภาษณ์ว่า Mist Seam ได้แรงบันดาลใจมาจาก 'ก้อนเมฆ' ด้วยสถานที่ติดตั้งใกล้บันไดเลื่อนและประตูทางเข้าที่ต้องปิดเปิดบ่อยๆ มีลมพัดผ่าน ทำให้เขานึกถึงก้อนเมฆ จึงเลือกสร้างสรรค์งานชิ้นนี้ด้วยวัสดุน้ำหนักเบา โบกไปมาได้ยามต้องลม อีกทั้งยังเกิดเงาและประกายเมื่อต้องแสงไฟและแสงธรรมชาติที่เปลี่ยนไปตลอดวัน ให้ความรู้สึกเหมือนก้อนเมฆที่สร้างจินตนาการเป็นรูปลักษณ์ต่างๆ ได้ แล้วแต่ผู้มองที่มีจินตนาการไม่เหมือนกัน


ประติมากรรมอีกชิ้นแขวนอยู่เหนือโถงประตูทางเข้าด้านหน้าจากถนนพระรามที่ 1 ทำจากพลาสติกตัดเป็นเส้นตรงยาวหลายร้อยเส้น เมื่อพิจารณาจากสถานที่ติดตั้งที่มีจอแอลอีดีขนาดยักษ์บนผนัง ทำให้มร.ฮิโรโตชิอยากนำความรู้สึกของธรรมชาติเข้ามาไว้ตรงนี้ นั่นก็คือ ‘ป่า’ จึงตั้งชื่องานชิ้นนี้ว่า Line Forest เส้นพลาสติกแต่ละเส้นแทนความหมายของป่าที่มีทั้งต้นไม้ ต้นหญ้า เมื่อต้องกระทบแสงแล้วเหมือนต้นไม้ในป่าที่มีแสงแดดส่องผ่านวิบวับ หรือใครจะมองเป็นสายฝนก็แล้วแต่จินตนาการ


งานประติมากรรมทั้งสองชิ้นเป็นงานทำมือ ใช้เวลาสองเดือนนับตั้งแต่การสั่งวัตถุดิบและติดตั้ง โดยตัดเป็นชิ้นๆ ที่ญี่ปุ่นและนำมาประกอบ ณ สถานที่จริงด้วยทีมงานดีไซเนอร์อีก 3 คน คือ นามิ ซาวาดะ (Nami Sawada), ยูตะ คาวาซากิ (Yuta Kawasaki) และ ยูซากุ สึซูกิ (Yusaku Tsuzuki)


แม้ทีมงานของ 'ซาวาดะ สตูดิโด' ต้องนั่งตัดวัสดุราว 4,000 ชิ้นสำหรับการสร้างสรรค์ Mist Seam และอีก 400 ชิ้นสำหรับ Line Forest แต่มร.ฮิโรโตชิและทีมงานก็ยินดี เขาบอกว่างานทำมือให้งานที่ประณีตกว่า


ไม่เพียงแต่การออกแบบตกแต่งภายในของสถานที่ที่เปลี่ยนไป ดีไซน์ภายในของตัวร้านค้า ก็พลิกโฉมครั้งใหญ่เช่นกัน


เพื่อทำให้ร้านค้าทั้งหมดในอาคารมีเอกลักษณ์ที่สอดคล้องและตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าในแนวทางเดียวกัน สยามพิวรรธน์ทำความเข้าใจและขอความร่วมมือ ร้านค้าผู้เช่าพื้นที่ จำนวน 300 แบรนด์ ทำสิ่งที่ไม่เคยทำ นั่นคือการออกแบบ ก่อสร้าง และตกแต่งร้านค้าของตนเองให้มีเอกลักษณ์โดดเด่น ซึ่งจะไม่ปรากฏที่ไหน นอกจากที่สยามเซ็นเตอร์ เรียกคอนเซปต์นี้ว่า Absolute Siam


“ต้องขอกราบร้านค้าทุกร้าน ทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์ต่างประเทศ ที่ยินดีทำในสิ่งใหม่ร่วมกัน" ชฎาทิพ กล่าวและเล่าว่า เธอใช้เวลา 18 เดือนในการคิด พูดคุยกับเจ้าของแบรนด์ต่างๆ และลงมือทำ เดินทางไปพบดีไซเนอร์แบรนด์เมืองนอกทุกแบรนด์ ซึ่งได้รับการตอบรับดีเกินคาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบรนด์จากต่างประเทศ ซึ่งยากมากที่เขาจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่ทุกแบรนด์ล้วนเห็นตรงกันว่าคอนเซปต์ใหม่ของสยามเซ็นเตอร์ เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ทรงพลังที่สุดในวงการค้าปลีกที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน


การออกแบบตกแต่งร้านใหม่ในแบบที่เจ้าของแบรนด์ไม่เคยทำ นับเป็นการฉีกกรอบจากแนวทางปฏิบัติเดิมๆ ของผู้ค้าหลายรายที่มักใช้แบบแปลนแบบเดียวกันกับทุกสาขา สร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยงานออกแบบอันหลากหลายที่ราวกับจะประชันไอเดียซึ่งกันและกัน


นอกจากนี้ยังขอให้ร้านค้าต่อยอดเอกลักษณ์ดีไซน์ของร้าน โดย 20% ของสินค้าจะเป็นการออกแบบและวางจำหน่ายเฉพาะที่สยามเซ็นเตอร์ รวมถึงร้านอาหารที่จะมีเมนูเด็ดที่มีจำหน่ายที่นี่เพียงแห่งเดียว สินค้าและบริการที่มีความพิเศษเฉพาะนี้ จะติดป้ายว่า Absolute Siam ร่วมด้วยแฟชั่นแบรนด์ใหม่ที่ไม่เคยเปิดแฟลกชิพสโตร์ในไทยมาก่อน เช่น Superdry Store, Thierry Lasry, Models Own


ท่ามกลางสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์เพื่อการจำหน่าย ยังมีพื้นที่แห่งการนำเสนอ 'ความคิด' และ 'แรงบันดาลใจ'


พื้นที่ทางเดินชั้นล่างส่วนหนึ่งจัดแสดง Fashion Exhibition ขณะนี้นำเสนอผลงานออกแบบของแบรนด์แฟชั่นระดับโลก Yohji Yamamoto, Comme Des Garçons และ Issey Miyake ต้นแบบชุดที่ผ่านการดีไซน์ที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์มากที่สุด เป็นงานงานระดับ Archive เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีประหนึ่งสมบัติล้ำค่าของ Private Collectors นำมาจัดแสดงร่วมกับผลงานการออกแบบของดีไซเนอร์ชั้นนำของไทย ได้แก่ Theatre, Playhound by Greyhound และ Wonder Anatomie


ในช่วงแกรนด์โอเพนนิงนี้ สยามเซ็นเตอร์ได้จัดแสดง Pop Culture Art Exhibition นิทรรศการแสดงผลงานศิลปะแนว Pop Art ชิ้นมาสเตอร์พีซของ แอนดี้ วอร์ฮอล (Andy Warhol) ศิลปินชาวอเมริกันผู้บุกเบิกศิลปะแนวป๊อปอาร์ตที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในไอคอนของศิลปะแนวนี้ งานของเขาสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจในเรื่องคนดังวงการบันเทิงและวงการโฆษณา รุ่งโรจน์มากในช่วงยุค 60 ผลงานที่นำมาแสดงนี้เป็น ‘ของจริง’ ซึ่งมีมูลค่ามหาศาล นำมาจัดแสดงให้คนไทยได้สัมผัสงานศิลปะระดับโลกอย่างใกล้ชิด ร่วมกับผลงานจริงของ รอย ลิชเทนสไตน์ (Roy Lichtenstein) ศิลปินป๊อบอาร์ตมีชื่อเสียงในการสร้างงานให้เป็นแนวการ์ตูน


เมืองสำคัญทั่วโลกพิสูจน์แล้วว่า 'งานออกแบบ' ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกให้ไปเยี่ยมชม ซึ่งหมายถึงเม็ดเงินที่พวกเขานำเข้ามา


Ideaopolis ของสยามเซ็นเตอร์ กำลังสร้างตำนานบทใหม่ให้กรุงเทพฯ

ภาพ : เอกรัตน์ ศักดิ์เพชร
หมายเหตุ : ชมภาพมากกว่านี้ได้ที่ fan page เซ็คชั่น กรุงเทพวันอาทิตย์ กรุงเทพธุรกิจ คลิก http://www.facebook.com/sundaybkk