สุบิน เมห์ทา นำวงอิสราเอล ฟิลฮาร์โมนิก ออร์เคสตรา บรรเลงบทประพันธ์คลาสสิกระดับมาสเตอร์พีซของโลก
คอนเสิร์ตครั้งประวัติศาสตร์รับปีศักราชใหม่ โดย สุบิน เมห์ทา วาทยกรระดับตำนาน และวงอิสราเอล ฟิลฮาร์โมนิก ออร์เคสตรา กับผลงานสุดคลาสสิกของ 4 คีตกวีผู้ยิ่งใหญ่ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ 85 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ 80 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ณ ท้องสนามหลวง วันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2556
ICP ผู้จัดงานมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ กรุงเทพฯ และพันธมิตร เตรียมจัดคอนเสิร์ตครั้งพิเศษขึ้นที่สนามหลวง โดยเชิญ สุบิน เมห์ทา (Zubin Mehta) วาทยกรระดับปรมาจารย์ พร้อมวง อิสราเอล ฟิลฮาร์โมนิก ออร์เคสตรา (Israel Philharmonic Orchestra : IPO) หนึ่งในวงออร์เคสตราชั้นนำของโลก มาบรรเลง 4 บทเพลงคลาสสิก "Overture Leonore No.3 op.72a" ของลุดวิก ฟาน เบโธเฟน , "Sinfonia Concertante for violin, viola and orhestra in E flat major, K.364" ของโวล์ฟกัง อะมาดิอุส โมซาร์ต , "Capriccio Espagnol, op.34" ของนิโคไล ริมสกี-คอร์ซาคอฟ และ "Symphony No.1 in C minor, op.68" ของโยฮันเนส บราห์มส์
สุบิน เมห์ทา เป็นหนึ่งในวาทยกรที่วงออร์เคสตราทั่วโลกต้องการร่วมงานด้วยมากที่สุด เขาทิ้งการเรียนแพทย์เพื่อไปเรียนดนตรีที่เวียนนาตอนอายุ 18 ปี 7 ปีต่อมาเขาก็ได้ควบคุมวงฟิลฮาร์โมนิกของเวียนนาและเบอร์ลิน จากนั้นก็ได้เป็นผู้อำนวยการดนตรีของมอนทรีอัล ซิมโฟนี, ลอสแองเจลิส ฟิลฮาร์โมนิก และนิวยอร์ก ฟิลฮาร์โมนิก ออร์เคสตราตามลำดับ
ในช่วงเวลาเดียวกัน เขายังเป็นที่ปรึกษาด้านดนตรีของอิสราเอล ฟิลฮาร์โมนิก ออร์เคสตรา ก่อนจะเป็นผู้อำนวยการดนตรี และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการดนตรีตลอดชีพของอิสราเอล ฟิลฮาร์โมนิก ออร์เคสตราตั้งแต่ปี 1981 เป็นต้นมา ปัจจุบันสุบิน เมห์ทา อายุ 76 ปี ตลอดชีวิตการเป็นวาทยกร เขาอำนวยเพลงในการแสดงดนตรีหลากหลายรูปแบบมากว่าสองพันครั้ง กับนักดนตรีและวงออร์เคสตราทั่วโลก โดยได้รับรางวัลเกียรติยศ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากหลายประเทศ
ส่วน อิสราเอล ฟิลฮาร์โมนิก ออร์เคสตรา หรือไอพีโอ ก่อตั้งขึ้นโดยนักไวโอลินชื่อ บรอนิสลอว์ ฮูเบอร์มาน (Bronislaw Huberman) เมื่อปี 1936 ในชื่อปาเลสไตน์ ออร์เคสตรา ซึ่งช่วงเวลานั้นนักดนตรียิวมักถูกขับไล่จากวงดุริยางค์ในยุโรป วงไอพีโอเปิดการแสดงครั้งแรกที่กรุงเทลอาวีฟของอิสราเอล กำกับวงโดย อาร์ตูโร ทอสกานินี (Arturo Toscanini) วาทยกรชื่อก้องโลก
ไอพีโอได้รับรางวัลอิสราเอลในปี 1958 และเริ่มเดินทางไปเปิดการแสดงในประเทศต่างๆ ทั่วโลก และมีวาทยกรชื่อดังมากมายมาร่วมงานกับวง ทั้งในฐานะวาทยกรหลัก วาทยกรรับเชิญ และวาทยกรกิตติมศักดิ์ เช่น เลโอนาร์ด เบิร์นสไตน์ (Leonard Bernstein) สุบิน เมห์ทา เคิร์ต มาซูร์ (Kurt Mazur) โยเอล เลวี (Yoel Levi) เป็นต้น
ปัจจุบัน ไอพีโอขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในวงออร์เคสตราที่ดีที่สุดของโลก มีการแสดงคอนเสิร์ตปีละกว่า 200 ครั้ง และไม่เคยทำให้ผู้ชมผู้ฟังผิดหวัง เคยมีคนกล่าวไว้ว่า เครื่องดนตรีนับร้อยชิ้นกับนักดนตรีกว่าร้อยชีวิตของไอพีโอ ในยามที่บรรเลงออกมานั้น ราวกับเป็นเสียงจากเครื่องดนตรีเพียงชิ้นเดียว
สำหรับบทเพลงทั้งสี่ที่นำมาบรรเลงในครั้งนี้เริ่มต้นด้วย "Overture Leonore No.3" ผลงานลำดับที่ 72a ของลุดวิก ฟาน เบโธเฟน ประพันธ์ขึ้นในปี 1814 เพื่อเป็นบทเปิดให้โอเปราเรื่อง Fidelio (เดิมทีชื่อเรื่อง Leonore) ซึ่งเป็นโอเปราเพียงชิ้นเดียวของเบโธเฟน บทโหมโรงนี้เริ่มต้นด้วยลีลาเคร่งขรึมแล้วค่อยๆ ลดระดับลง นับเป็นบทโหมโรงแบบเบาๆ และนิยมนำมาบรรเลงมากกว่าตัวโอเปราเองเสียอีก
"Sinfonia Concertante for violin, viola and orchestra in E flat major, K.364" ผลงานลำดับที่ K.364 ของ โมซาร์ต บทเพลงนี้เป็นการผสมผสานระหว่างโครงสร้างของซิมโฟนีและคอนแชร์โต โมซาร์ตประพันธ์ขึ้นหลังกลับจากปารีสพร้อมความโศกเศร้าและผิดหวัง ทั้งจากการสูญเสียมารดา และตัวเขาเองก็ไม่ประสบความสำเร็จที่ปารีส โมซาร์ตตั้งใจใช้เครื่องดนตรีสองประเภทคือ ไวโอลินและวิโอลา ที่ดูเหมือนจะคล้ายกันแต่ความจริงแล้วมีพื้นฐานแตกต่างกันมาก มาบรรเลงร่วมกัน โดยมีทั้งท่อนบรรเลงเดี่ยวและบรรเลงคู่ แต่กลับสอดประสานได้ราวกับเป็นเนื้อเดียว
บทเพลงที่สาม "Capriccio Espagnol" ผลงานลำดับที่ 34 ของนิโคไล ริมสกี-คอร์ซาคอฟ เป็นงานที่มีสำเนียงดนตรีและสีสันแบบสเปน แรกเริ่มคอร์ซาคอฟตั้งใจจะประพันธ์งานนี้สำหรับไวโอลิน แต่สุดท้ายกลับเป็นเพลงสำหรับออร์เคสตรา หลายท่อนจึงมีช่วงของการเดี่ยวไวโอลิน บทเพลงนี้มีทั้งสิ้นห้าท่อน บรรเลงติดกันโดยไม่มีช่วงพัก เปิดฉากด้วยเสียงเครื่องดนตรีทุกชิ้น ตามด้วยการอิมโพรไวเซชันของไวโอลินเดี่ยวและคลาริเน็ต ก่อนจะลงท้ายด้วยคาเดนซาของไวโอลิน ฯลฯ
และบทเพลงสุดท้าย "Symphony No.1 in C Minor" ผลงานลำดับที่ 68 ของโยฮันเนส บราห์มส์ งานชิ้นนี้ประพันธ์เสร็จสมบูรณ์ในฤดูใบไม้ร่วงปี 1876เป็นซิมโฟนีชิ้นแรกของบราห์มส์ เขาใช้เวลาแต่งราว 20 ปี มิติ เนื้อหา และการแสดงออกในซิมโฟนีชิ้นนี้แทบจะเรียกว่าไม่เคยมีใครทำมาก่อน ท่อนที่โด่งดังที่สุดของซิมโฟนีชิ้นนี้ คือท่อนสุดท้ายที่สะท้อนถึงความผูกพันของบราห์มส์กับซิมโฟนีหมายเลข 5 ของเบโธเฟน หลังการแสดงครั้งแรกมีคนเรียกงานชิ้นนี้ว่าเป็นซิมโฟนีหมายเลข 10 ของเบโธเฟนเลยทีเดียว
บทเพลงที่มีความหมายของคีตกวีผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสี่นี้ จะได้รับการบรรเลงโดยนักดนตรี 130 คนของวงอิสราเอล ฟิลฮาร์โมนิก ออร์เคสตรา ภายใต้การกำกับของ สุบิน เมห์ทา ณ บริเวณท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร โดยบริเวณด้านหลังของเวที คือพระบรมมหาราชวัง จะมีการประดับไฟอย่างตระการตา ซึ่งนับเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง ที่เราจะได้สัมผัสกับความงดงามของพระบรมมหาราชวังยามค่ำคืน ท่ามกลางเสียงดนตรีออร์เคสตราเต็มวงบรรเลงสด ด้วยองค์ประกอบอันอลังการระดับโลก ทั้งบทเพลง วาทยกร และนักดนตรี
................................................
หมายเหตุ :ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0 2204 2394-5





