วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ก่อนถึงป้ายหน้า ผู้ว่า '56

แกะกล่อง "กรุงเทพในฝัน" หลัง "โหมโรง" ฤดูเลือกตั้ง "ผู้ว่า" กรุงเทพฯ '56 อะไรคือ ความหวังที่จะทำให้กรุงเทพวันพรุ่งนี้ "น่าอยู่" ยิ่งขึ้น

ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2556 เป็นต้นไป กรุงเทพมหานครจะ "ชักธง" เข้าสู่บรรยากาศการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ครั้งที่ 10 อย่างเต็มตัว

ภาพการลงพื้นที่หาเสียง แถลงนโยบาย กระทั่งป้ายโปรโมทเรียกคะแนน ของบรรดาผู้สมัครจากพรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ หรือตัวแทนอิสระจะกลายเป็นของ "คุ้นชิน" สำหรับ "คนกรุง" อีกครั้ง

แม้จะมีความฝันและความหวังถึงมหานครในวันพรุ่งนี้หอบมาเร่ขายให้คนบางกอกเทคะแนนส่งเสียงโหวตตัวเองขึ้นไปนั่งแท่น "ผู้ว่า กทม." กันอย่างครึกโครม แต่ก็ยังมีชาวกรุงอีกจำนวนไม่น้อยที่คิดถึงความเปลี่ยนแปลงเป็นแสงสว่างที่รออยู่ตรงปลายทางอุโมงค์ด้วย

นอกจาก การพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน พื้นที่สีเขียวกลางกรุง การแก้ปัญหาอาชญากรรม ระบบจัดการขยะ ตลอดจนนวัตกรรมต่างๆ ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมือง

"สเปกผู้ว่าในฝัน" ก็เป็นอีกโจทย์สำหรับคนกรุงเทพต้อง "คิดต่อ" เหมือนกัน

Round Up บางกอก

เป็นเวลากว่า 230 ปีที่กรุงเทพมหานครทำหน้าที่เมืองหลวงของประเทศไทย ด้วยความสำคัญทั้งในแง่ศูนย์กลางทางการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งวัฒนธรรม ทำให้มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมายบนผืนดินกว่า 1,600 ตร.กม.เหนือลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้

นอกจากตึกระฟ้าที่เบียดเสียดกันขึ้นอยู่ภายในเขตมหานครแล้ว วันนี้ยังมีวงจรชีวิตของผู้คนกว่า 8.7 ล้านคนหมุนเวียนร่วมกันอยู่ โดยรายงานสถิติประชากรตามทะเบียนของสำนักปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) พบว่ามีคนอยู่ทั้งสิ้น 5,670,089 คน ส่วนที่เหลือ เป็น "ประชากรแฝง" และ "แรงงานต่างด้าว" ซึ่งจากตัวเลขดังกล่าวทำให้ กทม. วันนี้ขึ้นแท่นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในประเทศไปโดยปริยาย โดยมีอัตราการเพิ่มของที่อยู่อาศัยราว ร้อยละ 3.0 - 5.3 ต่อปี

เมื่อมีคนเยอะ เรื่องก็ย่อมแยะเป็นธรรมดา

ยังไม่ต้องคิดถึงปัญหาการขาดแคลนที่อยู่อาศัย และคนเร่ร่อนซึ่งถือเป็นกรณี "คลาสสิก" สำหรับสังคมเมือง แค่ชายตามองออกไป ความยุ่งเหยิงของหาบเร่แผงลอยบริเวณทางเท้า ที่เบียดผู้คนลงไปเดินอยู่บนถนน (เลนจักรยานที่ถูกมอเตอร์ไซค์ยึดเป็นเจ้าของ) เห็นได้ชัดว่า วันนี้ปริมาณยวดยานพาหนะในเมืองใหญ่เพิ่มขึ้นมาก

จากข้อมูลการจดทะเบียนรถยนต์ วันนี้มีรถอยู่ราว 7 ล้านคัน (แบ่งเป็นมอเตอร์ไซค์ 3 ล้านคัน) วิ่งขวักไขว่กันอยู่บนถนนกรุงเทพฯ เฉลี่ยคนกรุงเทพฯ 9 คน จะมีรถยนต์ใช้อยู่ถึง 7 คน ยิ่งไปกว่านั้น กทม.ขณะนี้มี "รถยนต์" มากกว่า "ถนน" ถึง 4.4 เท่า (ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมถึง รถป้ายแดงจากโครงการ "รถคันแรก" อีกกว่า 3 แสนคันที่จ่อรอออกมาวิ่งบนถนนภายในปี 2556 นี้)

ปริมาณรถยนต์บนท้องถนนนอกจากจะหมายถึงความท้าทายในแง่ของการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนในเขตเมืองเพื่อรองรับการจราจรที่จะหนาแน่นขึ้นแล้ว ยังผูกโยงกับสถิติอุบัติเหตุบนถนนสายหลักอีกด้วย

ด้านคุณภาพชีวิต ปัญหาเยาวชนเสื่อมคุณภาพด้านการศึกษา และอยู่ในกลุ่มเสี่ยง (เหล้า บุหรี่ ยาเสพติด) โรคภัยไข้เจ็บที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประชากรทั้งประเทศทุกโรค โดยเฉพาะโรคคนเมือง (โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน) รวมทั้งการก้าวเข้าสูงสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบในอีกไม่ช้า หลักสูตรการศึกษา ทักษะชีวิต และระบบสาธารณสุขจึงกลายเป็นโจทย์สำคัญอีกข้อ

และจากช่องว่างของรายได้ที่ต่างกันถึง 15.6 เท่า (ที่มา : เวทีสาธารณะ มองกรุงเทพฯ 2575) ทำให้ไม่อาจมองข้ามอาชญากรรมในเมืองได้เหมือนกัน

ข้อมูลของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พบว่าปี 2554 ในกรุงเทพมหานคร มีการก่อคดี 9,340 ราย จับได้ 3,924 ราย ซึ่งคาบเกี่ยวมายัง 2555 คดีอาชญากรรมยังทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ โดยภาพรวมสถานที่เกิดเหตุอาชญากรรมมากที่สุด คือ ถนน ตรอก ซอย โดยมีสาเหตุมาจากการติดยาเสพติด เมาสุรา ทะเลาะวิวาท และชู้สาว

สำหรับมิติสิ่งแวดล้อม การกัดเซาะของพื้นที่ชายฝั่งที่กลายเป็นคนละเรื่องเดียวกันกับน้ำท่วม (เพราะระบายไม่ทัน) และแผ่นดินทรุด (พื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในทรุดตัวปีละ 1-2 ซม. ส่วนพื้นที่รอบนอกทรุดตัวปีละ 3 ซม.) ก็ไม่ใช่เรื่องเก่าเกินจะหยิบขึ้นมาพูดถึง

วาระ กทม.

ก่อนจะคิดถึงผู้ว่าคนใหม่ คนกรุงเทพฯ อาจจินตนาการไปถึงอนาคตของเมืองหลวงที่จะมีรูปร่างหน้าตา รวมไปถึงการใช้ชีวิตร่วมกันแบบไหน ด้วยเหตุผลเหล่านี้ จึงทำให้เกิดโครงการ Agenda Bangkok เพื่อหาแนวโน้มหรือนโยบายที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับกรุงเทพฯ ในอนาคตขึ้น โดยมีการเผยแพร่ออกสู่สาธารณะไปเมื่อช่วงกลางเดือนธันวาคม 2555

สำหรับผลการศึกษา "แนวโน้ม" ที่จะเกิดขึ้นกับกรุงเทพนั้นสามารถจำแนกออกเป็นหัวข้อต่างๆ

กรุงเทพมหานคร กำลังกลายเป็นเมืองในฝันของกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ อีกทั้งยังเป็นเมืองคนชราผสมกับคนหลากเชื้อชาติ หลายศาสนา และกลายเป็นเมืองศูนย์กลางของภูมิภาค

ศิลปะจะไม่ถูกมองเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยหรือผูกขาดโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ในทางกลับกันนี่จะเป็นโอกาส และช่องทางในการเสพศิลปะที่หลากหลายขึ้น ในขณะที่จำนวนผู้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ค (เฟสบุ๊ก) 12 ล้านคนนอกจากจะทำให้เมืองกรุงขึ้นแท่นอันดับ 1 แล้ว ยังส่งผลให้โลกออน์ไลน์กับโลกออฟไลน์ซ้อนทับจนเป็นเนื้อเดียวกัน

จากการติดอันดับ 1 ใน 20 เมืองที่เผชิญความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ทำให้คนเมืองเริ่มคิดถึง "สังคมคาร์บอนต่ำ" มากขึ้น

"มหานครแห่งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" เป็นเป้าหมายของ กทม.ในปี 2558

"สิทธิพลเมืองภาคปฏิบัติ" อาทิ รัฐสวัสดิการ หรือสิทธิการอยู่ในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี กำลังถูกพูดถึงมากขึ้น พอๆ กับบทบาทของ "ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์" ของผู้ว่ากรุงเทพฯ ด้วย

แน่นอนว่า ผู้ว่าคนใหม่ ย่อมเดินมาพร้อมกับความคาดหวังใหม่ๆ ที่บรรดาคนกรุงจะได้เห็นเหย้าเรือนของตนเปลี่ยนแปลงได้ตาม "คำหวาน" ที่ถูกหยอดเอาไว้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าชาวบางกอกจะนั่งรอ "อัศวินม้าขาว" วิ่งมาช่วยแก้ปัญหาให้ทุกเรื่อง

"วันนี้เราต้องเปลี่ยนความคิดใหม่" ประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ อดีตสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพฯ และนักพัฒนาชุมชนรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ หนึ่งใน "ผู้ให้สัมภาษณ์" ยืนยันถึงอนาคต กทม.

ภาคประชาชนที่เข้มแข็งทั้ง 50 เขต คือสิ่งที่เธอหมายถึง ซึ่งจุดเริ่มต้นต้องแก้เรื่องทัศนคติเสียก่อน เพราะโดยทั่วไปประชาชนยังมองว่า ตัวเองไม่มีทางจะเปลี่ยนแปลงระบบบริหารได้ ทั้งที่ตัวเองเป็นเจ้าของสิทธิ์ เป็นผู้เสียภาษี ดังนั้นต้องสามารถเรียกร้องการดูแลจากรัฐได้ และสิ่งเหล่านี้เองจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตาอย่างยิ่ง

ไม่ต่างกับตัวแทนภาคเอกชนอย่าง ณรงค์ศักดิ์ ภูมิศรีสอาด ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการประสานรัฐกิจ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) มองว่า การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับวันพรุ่งนี้ เพราะ กรุงเทพฯ ไม่ใช่ของใครคนหนึ่ง

"ผมว่าเรื่องคูคลองตอนนี้สำคัญมาก ทั้งน้ำเน่า และตื้นเขิน อีกทั้งยังไม่ได้มีการจัดการเกี่ยวกับเรื่องของผู้รุกล้ำ รวมไปถึงการถูกทิ้งไปโดยไม่จัดการ ตอนนี้กรุงเทพพร้อมหรือเปล่าที่จะให้เอกชนเข้าไปมีส่วนร่วม"

และอีกประเด็นที่ไม่อาจมองข้าม

"การทับซ้อนของนโยบาย" สำหรับ กชวรรณ เขมะประสิทธิ์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมรถร่วมบริการของกรุงเทพฯ (รถร่วมฯ ขสมก.) คือ "จุดอ่อน" อีกจุดที่ทำให้เมืองไม่พัฒนาเท่าที่ควร โดยเฉพาะระบบขนส่งมวลชน

เมื่อนำ "ความเห็น" ไปรวมกับ "แนวโน้มกรุงเทพ" แน่นอนว่า ความหวัง และความร่วมมือในอนาคตจะยิ่งกลายเป็น "วาระ" สำหรับยกระดับ "มหานคร" อย่างไม่ต้องสงสัย

เมืองหลวงในฝัน

นอกจาก นโยบาย ถึงความท้าทายของเมืองหลวง ในฐานะศูนย์กลางการปกครองของประเทศ "จิ๊กซอว์" ตัวสุดท้ายที่ขาดไม่ได้สำหรับทุกสนามเลือกตั้งก็คือ "ความเห็นของคนเมือง"

"ปากท้อง" กลายเป็นเรื่องแรกๆ ที่เหล่าคนกรุงเทพฯ อยากให้ช่วยแก้ ...แม้จะเป็นผู้ว่าฯ กทม. ก็ตาม

"เรื่องรถติดไม่อยากให้แก้หรอก เพราะรู้อยู่แล้วว่าแก้ไม่ได้ คนเยอะ รถติด มันก็เป็นเรื่องปกติของกรุงเทพอยู่แล้ว แต่เรื่องปากท้องนี่สำคัญมาก" นั่นคือความเห็นจากพ่อค้าขายก๋วยเตี๋ยวรายหนึ่งย่านตลาดอุดมสุข

เขายอมรับว่า ทุกวันนี้ค่าครองชีพในมหานครสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อย่างธุรกิจขายก๋วยเตี๋ยวของตนเอง เพราะต้นทุนที่สูงขึ้น ทำให้ราคาก๋วยเตี๋ยวต้องปรับราคาขึ้นด้วย

แต่ถึงอย่างนั้น ใจคนใช้รถใช้ถนนทั่วไปส่วนใหญ่ก็ยังลงความเห็นให้เป็นตัวปัญหาอันดับต้นๆ ที่ต้องการระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพอยู่ดี

"ปัญหาการจราจรเป็นเรื่องที่แก้ยากมากสำหรับกรุงเทพฯ แต่ก็อยากให้ใส่ใจกับตรงนี้เป็นอันดับหนึ่ง อีกสิ่งที่อยากให้ปรับปรุงแก้ไขคือ อย่ามาตัดต้นไม้ในช่วงเวลาที่รถติดเพราะมันทำให้การจราจรยิ่งแย่เพิ่มไปอีก" ใครบางคนเสนอ

หากถามไปถึง "สเปก" ผู้ว่าคนใหม่ ต่างก็มีการตั้งคุณสมบัติตามความสนใจที่แตกต่างกันไป

ตั้งแต่ (ว่าที่) ผู้ว่า ประเภท...

"ต้องให้คนหนุ่มๆได้มีโอกาสเข้ามาบริหารบ้านเมืองบ้าง เผื่อว่าเขาจะมีหัวคิดดีมากกว่าคนแก่ คิดพัฒนาบ้านเมืองให้มันดีกว่านี้"

หรือการกำหนดความประพฤติที่ต้อง "คนดี" มาที่หนึ่ง

"ถ้าได้คนดีที่ไม่คิดโกงกินบ้านเมืองถือว่าดีมาก มีความเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด อีกทั้งยังอยากให้ใส่ใจสวัสดิภาพคนจนมากกว่านี้ อยากให้เขารักษาคำพูด จะใครก็ช่างที่จะได้เป็น ขอให้รักษาคำพูด ทำตามนโยบายที่ได้ให้ไว้ด้วย เราเลือกไปให้คุณไปทำงานแทนในส่วนที่เราทำไม่ได้ เราไม่รู้เรื่อง พวกคุณก็ควรทำงานตอบแทนความไว้วางใจที่เราไว้ใจให้พวกคุณบริหารงาน ดูแลความเป็นอยู่ของปากท้องเรา ไม่ใช้ไปทะเลาะกัน อันนั้นมันไร้สาระ" อีกสุ้มเสียงเผยความในใจ

ที่สำคัญ "ความเท่าเทียมกัน" ก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้าม

"ทุกอย่างในสังคมไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ถือว่ามีความสำคัญเท่าเทียมกัน หากจะดูแลหรือบริหารงานต่างๆ ก็อยากจะให้ดูแลอย่างทั่วถึงทุกด้าน ต้องพัฒนาไปพร้อมกันทุกด้านทุกทาง พัฒนาช้าเราไม่ว่า ยังดีกว่าไม่พัฒนา หยิบจับนู่นนิดนี่หน่อยมันก็ดีแล้ว ไม่ใช่ไม่ทำอะไรเลยหรือทำลวกๆ เป็นผักชีโรยหน้า"

ทุกความเห็นที่สะท้อนไปถึงเหล่าผู้สมัครที่กำลังเดินหน้าวางแผน ปรับแต่งนโยบาย รวมทั้งแนวทางการประชาสัมพันธ์เพื่อให้คนเดินเข้าคูหาเทคะแนนให้ตัวเองน่าจะเป็นอีกตัวอย่างที่บอกเล่าถึง "พลัง" ของภาคประชาชนในการ "เรียกร้อง" ตามมุมมองของนักพัฒนารางวัลแมกไซไซได้เป็นอย่างดี

เพราะการวาดหวังถึงพ่อเมืองกรุงเทพในวันนี้ หมายถึงความฝันถึงกรุงเทพฯ ในวันพรุ่งนี้อีกด้วย

ทั้งหมดล้วนเป็น "ความท้าทาย" ที่รอ "ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนที่ 16 " อยู่ทั้งสิ้นนั่นเอง