AI ดิสรัปต์วงการงานสร้างสรรค์ บทบาทของคนทำงานสายนี้จึงเปลี่ยนจากผู้ผลิตสู่ผู้ดูแลและคัดสรรผลงานจาก AI โดยต้องเชี่ยวชาญ มีรสนิยม และมีประสบการณ์ที่ AI ทดแทนไม่ได้
KEY POINTS
- AI เข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มากขึ้น แต่ยังต้องอาศัยมนุษย์ในการกำกับทิศทาง ตรวจสอบ และตัดสินใจในขั้นตอนสำคัญ (Human-in-the-loop)
- บทบาทของคนทำงานสร้างสรรค์เปลี่ยนจากการลงมือผลิตไปสู่การกำกับดูแลและคัดสรรผลงานจาก AI ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญ รสนิยม และประสบการณ์ที่ AI ทดแทนไม่ได้
- เกิดความกังวลต่อเด็กจบใหม่และตำแหน่งงานระดับ Junior เนื่องจาก AI สามารถทำงานพื้นฐานแทนได้ ทำให้โอกาสในการฝึกฝนและสั่งสมประสบการณ์ในสายงานลดน้อยลง
เมื่อก่อนหากเราอยากได้ภาพวาดสวยๆ สักภาพ อาจต้องใช้เวลาวาดกันเป็นวัน อยากทำวิดีโอสักชิ้นก็ต้องผ่านสารพัดขั้นตอน แต่วันนี้แค่พิมพ์คำสั่งไม่กี่บรรทัด AI ก็ช่วยสร้างภาพ เขียนบท ทำเสียง หรือแม้แต่ตัดต่อวิดีโอได้แล้ว จากผู้ช่วยที่เคยทำได้เพียงตอบคำถาม ตอนนี้ AI เริ่มขยับเข้ามาเป็นเพื่อนร่วมทีมที่ทำงานได้สารพัดอย่าง แถมไม่ต้องเสียเวลาพักด้วย
ฟังดูเหมือนเป็นข่าวดีของคนทำงานสร้างสรรค์ที่มีเครื่องมือช่วยลดงานจุกจิก แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ชวนให้คิดว่า ถ้า AI ทำอะไรได้มากขึ้นแล้วคนทำงานจะยังมีบทบาทอะไรเหลืออยู่ โดยเฉพาะเด็กจบใหม่ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม จะเริ่มต้นจากตรงไหนในวันที่งานบางอย่างที่เคยเป็นหน้าที่ของ Junior ถูก AI รับไปทำแล้ว
สำหรับไทย แม้เศรษฐกิจสร้างสรรค์จะถูกคาดหวังให้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ขับเคลื่อนประเทศ แต่ชีวิตของคนทำงานในอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้สวยงามเหมือนผลงานที่เราเห็นเสมอไป รายงาน Building Thailand’s Future Today ของ World Bank เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ระบุว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์หลักของไทยมีสัดส่วนการจ้างงานเพียง 1.9%
ขณะที่แรงงานจำนวนไม่น้อยยังอยู่ในธุรกิจขนาดเล็ก รับงานเป็นครั้งคราว หรือทำงานโดยไม่มีรูปแบบการจ้างงานที่มั่นคง เมื่อ AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงาน คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่าอุตสาหกรรมจะเติบโตเร็วขึ้นแค่ไหน แต่คนทำงานจะได้รับผลกระทบและต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง
สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ได้ศึกษาประเด็นนี้ผ่านรายงานเกี่ยวกับระบบนิเวศ AI ในอุตสาหกรรมคอนเทนต์และสื่อสร้างสรรค์ของไทย ครอบคลุม 4 อุตสาหกรรม ได้แก่
- ภาพยนตร์และวีดิทัศน์
- เกมและแอนิเมชัน
- การแพร่ภาพและกระจายเสียง
- การพิมพ์
โดยพูดคุยกับทั้งผู้ประกอบการ คนทำงาน และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ผลการศึกษาพบว่า Generative AI เริ่มเข้าไปอยู่แทบทุกช่วงของการผลิต ตั้งแต่คิดไอเดียไปจนถึงเก็บรายละเอียดก่อนส่งงาน
แต่ข่าวดีคือ AI ยังไม่ได้ขึ้นแท่นเป็นผู้กำกับใหญ่เสียทีเดียว รูปแบบการทำงานส่วนใหญ่ยังเป็น Human-in-the-loop หรือมีมนุษย์คอยกำหนดทิศทาง ตรวจสอบ และตัดสินใจในขั้นตอนสำคัญ พูดง่าย ๆ คือ AI อาจช่วยทำงานได้เร็วขึ้น แต่ยังต้องมีคนคอยดูว่าสิ่งที่ทำออกมานั้นดีจริงหรือเปล่า
ลองนึกภาพนักออกแบบที่ใช้ AI สร้างภาพออกมาได้ 50 แบบภายในเวลาไม่กี่นาที ปัญหาอาจไม่ใช่การไม่มีภาพให้เลือก แต่คือจะเลือกภาพไหนให้ตอบโจทย์ที่สุด งานของมนุษย์จึงเริ่มเปลี่ยนจากการลงมือผลิตทุกอย่าง ไปสู่การตั้งโจทย์ กำกับกระบวนการ ตรวจสอบคุณภาพ และคัดสรรผลงานที่เหมาะสม
ฟังดูเหมือนทำงานน้อยลง แต่จริง ๆ แล้วอาจต้องคิดมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะการเลือกผลงานที่ดีต้องอาศัยความเข้าใจเรื่องการเล่าเรื่อง องค์ประกอบภาพ สี แสง และความรู้เฉพาะทาง รวมถึงรสนิยมและประสบการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะสมัครใช้ AI รุ่นล่าสุด กล่าวอีกอย่างคือ ต่อให้มีเครื่องมือเก่งแค่ไหน หากยังไม่รู้ว่างานที่ดีหน้าตาเป็นอย่างไร ก็ยากที่จะสั่งให้เครื่องมือสร้างสิ่งนั้นออกมาได้
จุดที่น่าห่วงอาจไม่ใช่คนทำงานที่มีประสบการณ์แล้ว หากเป็นคนที่ยังไม่มีโอกาสสร้างประสบการณ์ต่างหาก เพราะผลการศึกษาพบว่า บริษัทขนาดเล็กบางแห่งในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เกม และแอนิเมชันเริ่มลดหรือชะลอการรับ Junior ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่บางแห่ง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแพร่ภาพและกระจายเสียง ยังต้องการคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะดิจิทัลและทำงานร่วมกับ AI ได้ดี
ลองคิดดูว่า หากเด็กจบใหม่ถูกคาดหวังให้มีทั้งความคิดสร้างสรรค์ รสนิยม และความสามารถในการจัดการงานตั้งแต่วันแรก แต่โอกาสได้ฝึกทำงานจริงกลับมีน้อยลง แล้วพวกเขาจะไปเก็บเลเวลจากที่ไหน เพราะไม่มีใครกลายเป็นผู้กำกับที่ดีได้จากการอ่านคู่มือเพียงอย่างเดียว และไม่ใช่ทุกบทเรียนจะเรียนรู้ได้จากหน้าจอ
นี่จึงเป็นโจทย์ที่สถานศึกษาและอุตสาหกรรมต้องช่วยกันคิด การสอนใช้ AI อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะรู้จักเครื่องมือไม่ได้แปลว่ารู้จักงาน คนรุ่นใหม่ยังต้องมีพื้นฐานวิชาชีพที่แข็งแรง เข้าใจทั้งศักยภาพและข้อจำกัดของ AI และที่สำคัญต้องได้ลองทำงานจริง ไม่ว่าจะผ่านการฝึกงาน การทำโครงการร่วมกับสตูดิโอ หรือการแก้โจทย์จากผู้ประกอบการ ขณะเดียวกัน คนทำงานก็ต้องรู้จักตรวจสอบความถูกต้อง ลิขสิทธิ์ และจริยธรรมในการใช้ AI ด้วย เพราะงานที่ผลิตได้เร็ว ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นงานที่นำไปใช้ได้อย่างรับผิดชอบเสมอไป
ท้ายที่สุด การแข่งขันในโลกสร้างสรรค์อาจไม่ใช่เรื่องของใครพิมพ์ Prompt ได้เก่งที่สุด แต่อยู่ที่ใครรู้ว่าจะใช้ AI ทำอะไร และสร้างคุณค่าให้กับงานได้มากกว่าเดิม สำหรับใครที่อยากรู้ว่า AI กำลังเปลี่ยนอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยไปถึงไหนแล้ว คนทำงานแต่ละสายต้องปรับตัวอย่างไร และมีประเด็นอะไรที่ควรจับตามอง CEA ได้เผยแพร่ “รายงานการศึกษาแนวทางการส่งเสริมระบบนิเวศปัญญาประดิษฐ์ในกลุ่มอุตสาหกรรมคอนเทนต์และสื่อสร้างสรรค์ของประเทศไทย” ซึ่งรวบรวมทั้งกรณีศึกษา เสียงจากคนในอุตสาหกรรม และข้อเสนอแนะสำหรับอนาคตของแรงงานสร้างสรรค์ สามารถอ่านและดาวน์โหลดได้ฟรีที่ www.creativethailand.org





