ธนาคารโลก ชี้ คอนเทนต์ดิจิทัลมีมูลค่าในตลาดโลกสูงกว่าสินค้าสร้างสรรค์อื่นๆ ไทยควรส่งเสริมให้ธุรกิจเติบโตยั่งยืน ดึงดูดการลงทุนจากเอกชน พัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาให้มีประสิทธิภาพ
KEY POINTS
- ธนาคารโลกชี้โอกาสในการผลักดัน "บริการสร้างสรรค์" เช่น คอนเทนต์ดิจิทัลและการออกแบบ ซึ่งมีมูลค่าในตลาดโลกสูงกว่าสินค้าสร้างสรรค์ที่ไทยพึ่งพิงอยู่เดิม
- เสนอให้ปรับเปลี่ยนแนวทางการสนับสนุนจากภาครัฐ จากการให้ทุนรายโครงการไปสู่การส่งเสริมให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน โดยวัดผลจากความสำเร็จเชิงธุรกิจและดึงดูดการลงทุนจากเอกชน
- ต้องพัฒนาระบบบริหารจัดการและประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถสร้างรายได้และใช้เป็นหลักทรัพย์ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น
การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม เป็นสัปดาห์ที่กรุงเทพฯ กลายเป็นเวทีหารือเศรษฐกิจโลก ในขณะที่เศรษฐกิจไทยเองยังต้องค้นหาเครื่องยนต์ขับเคลื่อนใหม่
รายงาน World Economic Outlook เดือนตุลาคมของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่า GDP ไทยจะขยายตัว 2.1% ทั้งในปี 2026 และ 2027 แม้ประมาณการปีนี้จะปรับตัวดีขึ้นจากเดือนเมษายน แต่ก็ยังต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค การเร่งลงทุนจึงเป็นเรื่องจำเป็น ควบคู่กับการเพิ่มผลิตภาพและสร้างมูลค่าใหม่ให้กับสินค้าและบริการของไทย ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีหรือการผลิตขั้นสูงแต่เพียงอย่างเดียว
คู่ขนานกับการประชุมหลัก สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ร่วมกับ Netflix จัดเวที Creativity as Capital: Driving the Next Growth Frontier เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ในฐานะ Affiliated Program โดยชูความคิดสร้างสรรค์ในฐานะทุนที่สามารถสร้างธุรกิจ ดึงดูดการลงทุน และเพิ่มอัตราการจ้างงาน
Denis Medvedev ผู้อำนวยการด้านการค้า การแข่งขัน และธุรกิจของ World Bank Group ได้หยิบยกแนวคิด Lost Einsteins เพื่ออธิบายว่าหลายประเทศไม่ได้ขาดคนมีความสามารถ แต่ขาดโอกาสที่จะเปลี่ยนศักยภาพเหล่านั้นให้เป็นธุรกิจที่เติบโตได้
สำหรับไทยซึ่งมีทั้งทุนทางวัฒนธรรม เรื่องเล่า และบุคลากรสร้างสรรค์อยู่แล้ว ความท้าทายจึงอยู่ที่การพัฒนาระบบสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างผลงาน เข้าถึงเงินทุน และขยายตลาดได้จริง
แนวคิดนี้สอดคล้องกับรายงาน Building Thailand’s Future Today ที่ธนาคารโลกเผยแพร่ก่อนการประชุม ซึ่งจัดให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป็น 1 ใน 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย ร่วมกับการผลิตขั้นสูง บริการดิจิทัล การท่องเที่ยวยั่งยืนและเชิงสุขภาพ และธุรกิจเกษตรอาหาร รายงานชี้ให้เห็นโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากบริการสร้างสรรค์ที่กำลังเติบโตในตลาดโลก โดยในปี 2024 มีมูลค่าส่งออกสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับสินค้าสร้างสรรค์ที่มีมูลค่า 713,000 ล้านดอลลาร์
บริการเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ การสร้างแบรนด์ โฆษณา ไปจนถึงคอนเทนต์ดิจิทัล แอนิเมชัน งานหลังการผลิต และการปรับเนื้อหาให้เข้ากับตลาดต่างประเทศ ซึ่งช่วยสร้างรายได้และเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมอื่นได้ด้วย
ขณะที่การส่งออกสินค้าสร้างสรรค์ของไทยยังพึ่งพาอัญมณีและเครื่องประดับเป็นสัดส่วนสูง การขยายไปสู่บริการสร้างสรรค์จึงเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดฐานการผลิตเดิม ด้วยความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทรัพย์สินทางปัญญา
ธนาคารโลกยังเสนอให้เปลี่ยนจากการให้ทุนผลิตผลงานรายโครงการ ไปสู่การสนับสนุนธุรกิจสร้างสรรค์ให้เติบโต โดยยังให้ความสำคัญกับการจัดเทศกาล การฝึกอบรม และการผลิตคอนเทนต์ แต่ควรประเมินความสำเร็จจากผลลัพธ์ทางธุรกิจ ทั้งยอดขาย สัญญาซื้อขาย การเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ และการจ้างงาน มากกว่าจำนวนกิจกรรมเพียงอย่างเดียว
พร้อมเสนอให้สนับสนุนการจับคู่ธุรกิจกับผู้ซื้อในต่างประเทศ พัฒนาความพร้อมด้านสัญญาและมาตรฐานบริการ รวมถึงใช้เงินทุนภาครัฐช่วยลดความเสี่ยงเพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน เป้าหมายคือการสร้างธุรกิจที่มีฐานลูกค้าและรายได้ต่อเนื่อง สามารถขยายกิจการได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินสนับสนุนจากภาครัฐเป็นหลัก
อีกประเด็นสำคัญคือการสร้างรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา ภาพยนตร์ ซีรีส์ เพลง และเกมสามารถต่อยอดผ่านการอนุญาตใช้สิทธิ การจำหน่ายในต่างประเทศ และการพัฒนาเป็นสินค้าใหม่ แต่ต้องมีระบบบริหารสิทธิและจัดเก็บค่าตอบแทนที่มีประสิทธิภาพ เรื่องนี้ยังเกี่ยวข้องกับการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพราะธุรกิจสร้างสรรค์จำนวนหนึ่งมีสินทรัพย์หลักเป็นลิขสิทธิ์หรือสัญญาจัดจำหน่าย มากกว่าที่ดินหรือเครื่องจักร
Farid Fezoua จาก International Finance Corporation (IFC) อธิบายว่า การใช้ IP ประกอบการระดมทุนจำเป็นต้องมีหลักฐานการถือครองสิทธิ ข้อมูลตลาด และการประเมินรายได้ที่น่าเชื่อถือ ธนาคารโลกจึงเสนอให้พัฒนาระบบประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ กลไกค้ำประกัน และการร่วมลงทุน เพื่อให้ธุรกิจสร้างสรรค์เข้าถึงเงินทุนได้มากขึ้น
นอกจากเงินทุนและการบริหารสิทธิแล้ว ธนาคารโลกยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรผ่านความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม ทั้งสตูดิโอ บริษัทออกแบบ ค่ายเพลง และบริษัทเกม โดยเชื่อมหลักสูตรและการฝึกงานเข้ากับทักษะที่ผู้ประกอบการต้องการและโอกาสในการทำงานจริง
โดยเฉพาะในช่วงที่ AI กำลังเปลี่ยนขั้นตอนการผลิตและรูปแบบการทำงานของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ การพัฒนาทักษะจึงต้องครอบคลุมทั้งความสามารถทางเทคนิค การใช้เครื่องมือดิจิทัล และความเข้าใจด้านธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการและแรงงานไทยสามารถแข่งขันในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว





