ผู้บริโภคในอนาคตมีพฤติกรรมแบบ And/And ต้องการเทคโนโลยีควบคู่ไปกับการใช้ชีวิตจริง ธุรกิจจึงต้องปรับตัวเพื่อตอบสนองความต้องการที่ซับซ้อน
KEY POINTS
- ผู้บริโภคในอนาคตมีพฤติกรรมแบบ And/And คือต้องการสิ่งที่ดูเหมือนขัดแย้งกันให้อยู่ร่วมกันได้ เช่น ต้องการเทคโนโลยีควบคู่ไปกับการใช้ชีวิตจริงและให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว
- การแบ่งกลุ่มลูกค้าด้วยอายุหรือกำลังซื้ออย่างเดียวไม่พอ เพราะผู้บริโภคหนึ่งคนอาจมีพฤติกรรมและความต้องการที่หลากหลายในเวลาเดียวกัน
- ธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อตอบสนองความต้องการที่ซับซ้อน โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมกับความเป็นส่วนตัว และความสะดวกสบายกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
เทคโนโลยีทำให้ชีวิตสะดวกขึ้น แต่ทำไมผู้คนกลับอยากออกไปอ่านหนังสือ เดินตลาด หรือพบปะเพื่อนในโลกจริง? แบรนด์ใช้ AI เพื่อเข้าใจลูกค้าได้มากขึ้น ผู้บริโภคกลับตั้งคำถามว่าข้อมูลส่วนตัวของตนถูกนำไปใช้อย่างไร
สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนขัดแย้งกัน แต่กำลังกลายเป็นเรื่องปกติของพฤติกรรมผู้บริโภค แนวคิด And/And ในรายงาน “เจาะเทรนด์โลก 2027” ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ชวนเปลี่ยนมุมมองจากการต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง (Either/Or) ไปสู่การยอมรับว่าความคิดและความต้องการที่แตกต่างสามารถอยู่ร่วมกันได้
คนหนึ่งคนอาจต้องการทั้งความเร็วและเวลาส่วนตัว ทั้งความเป็นอิสระและการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน การทำความเข้าใจพฤติกรรมที่ซับซ้อนเช่นนี้จึงเป็นโจทย์สำคัญของธุรกิจในอนาคต
เมื่อมองผ่านพฤติกรรมของคนแต่ละเจนเนอเรชัน จะเห็นว่าความคาดหวังต่อการใช้ชีวิตกำลังเปลี่ยนไป กลุ่ม Baby Boomer ให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตระยะยาว พร้อมเปิดรับเทคโนโลยีที่ช่วยให้ดูแลตัวเองได้ดีขึ้น ขณะที่ Generation X ซึ่งต้องรับผิดชอบทั้งครอบครัวและการวางแผนเกษียณ ยังคงเป็นกำลังซื้อสำคัญที่มองหาความมั่นคงและบริการที่มีความเข้าใจผู้ใช้
ส่วน Millennials เริ่มนำเอไอมาใช้ทั้งในการทำงานและดูแลสุขภาพ ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลเฉพาะบุคคลไปจนถึงการวางแผนชีวิต ในทางกลับกัน Generation Z แม้เติบโตมากับโลกดิจิทัล แต่กลับให้คุณค่ากับการพบปะและสร้างความสัมพันธ์ในชีวิตจริงมากขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันด้านเศรษฐกิจและค่าครองชีพ
ส่วน Generation Alpha และ Generation Beta เป็นคนรุ่นที่เติบโตในยุคที่เอไอเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ผ่านการเล่น ธรรมชาติ และกิจกรรมออฟไลน์จึงเป็นอีกเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ
แม้คนทั้ง 6 รุ่นจะมีวิถีชีวิตต่างกัน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือเทคโนโลยีไม่ได้เป็นคำตอบของทุกอย่าง ผู้คนยังต้องการความสัมพันธ์ ความไว้วางใจ และพื้นที่ในการใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ธุรกิจจึงต้องมองให้ไกลกว่าการพัฒนาฟังก์ชันใหม่ๆ และหันมาใส่ใจว่าเทคโนโลยีจะช่วยให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร
นอกเหนือจากความแตกต่างระหว่างวัย รายงานยังนำเสนอ ผู้บริโภค 4 กลุ่มที่น่าจับตาในปี 2027 เริ่มจาก Energizers ที่ใช้ความสนุก การเล่น และความคิดสร้างสรรค์ช่วยผ่อนคลายจากความเครียดในชีวิตประจำวัน จึงเปิดรับแบรนด์ที่กล้าคิดต่างและชวนให้มีส่วนร่วม
ขณะที่ Privacy Keepers ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและการควบคุมการเชื่อมต่อดิจิทัล โดยเลือกใช้เทคโนโลยีเท่าที่จำเป็น ส่วน Conventionalists หันกลับไปหากิจกรรมแบบแอนะล็อก ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ งานฝีมือ การใช้ชีวิตใกล้ธรรมชาติ หรือการพบปะผู้คน เพื่อหลีกหนีความวุ่นวายของโลกออนไลน์
ด้าน New Independents เป็นกลุ่มที่ตั้งคำถามกับข้อมูลและคำโฆษณา ไม่เชื่อเพียงเพราะแบรนด์กล่าวอ้าง แต่ต้องการหลักฐานที่ตรวจสอบได้และความรับผิดชอบอย่างจริงจัง ที่น่าสนใจคือ คนคนหนึ่งอาจมีพฤติกรรมร่วมกันหลายแบบ เช่น ชื่นชอบการใช้เทคโนโลยีใหม่ แต่ก็หวงแหนข้อมูลส่วนตัว หรือสนุกกับกิจกรรมของแบรนด์ แต่ยังตรวจสอบความน่าเชื่อถือก่อนตัดสินใจซื้อ
การแบ่งกลุ่มลูกค้าด้วยอายุหรือกำลังซื้อเพียงอย่างเดียว จึงอาจไม่เพียงพอ ธุรกิจจำเป็นต้องเข้าใจแรงจูงใจและสิ่งที่ลูกค้าให้คุณค่าในแต่ละสถานการณ์มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อความสะดวกสบายต้องมาพร้อมความปลอดภัย และความสนุกต้องไม่แลกกับความน่าเชื่อถือ
แม้แต่ทิศทางของสีในปี 2027 ก็มีความเชื่อมโยงกับอารมณ์และวิถีชีวิตของผู้คน รายงานนำเสนอ 7 เฉดสี ที่สื่อถึงความหวัง ความสงบ ความสนุก และการกลับคืนสู่ธรรมชาติ เช่น
- Moonlite Mauve สีชมพูที่ให้ความรู้สึกสดใสและช่วยเยียวยาจิตใจ
- Lemon Meringue สีเหลืองโทนอุ่นที่สื่อถึงความอบอุ่นและพลังบวก
- Sweet Pea สีเขียวที่ผสมกลิ่นอายวันวานเข้ากับธรรมชาติและความร่วมสมัย
- Cloud Blue สีฟ้าเฉดเทาที่ให้ความรู้สึกสงบและน่าเชื่อถือ
สีเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแนวทางสำหรับงานแฟชั่นหรือการออกแบบผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังบอกถึงอารมณ์และบรรยากาศที่ผู้คนกำลังมองหา ธุรกิจสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับบรรจุภัณฑ์ การออกแบบร้านค้า พื้นที่บริการ หรือการสื่อสารแบรนด์ เพื่อสร้างความรู้สึกที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย เพราะการเลือกสีไม่ได้มีผลเพียงต่อรูปลักษณ์ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์และความรู้สึกที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์
สำหรับผู้ประกอบการ ประเด็นสำคัญจากเทรนด์ปี 2027 จึงไม่ใช่แค่การรู้ว่าคนรุ่นไหนกำลังสนใจอะไร หรือสีใดจะได้รับความนิยม แต่คือการนำข้อมูลเหล่านี้มาทำความเข้าใจชีวิตของลูกค้าให้รอบด้านขึ้น แบรนด์ที่ใช้ AI ต้องคำนึงถึงความเป็นส่วนตัว ธุรกิจที่เน้นความสะดวกควรให้ความสำคัญกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คน
ขณะที่การสร้างความสนุกและความแตกต่างก็ต้องไม่ละเลยความจริงใจและความรับผิดชอบ การพัฒนาธุรกิจจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตัวสินค้า แต่ยังรวมถึงเนื้อหา บริการ และประสบการณ์ที่ทำให้ลูกค้าอยากกลับมาใช้ซ้ำหรือบอกต่อ เพราะในวันที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้น
สิ่งที่สร้างความแตกต่างอาจไม่ใช่ความใหม่ของสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความสามารถของแบรนด์ในการตอบโจทย์ชีวิตที่มีหลายด้านไปพร้อมกัน การมองเทรนด์จึงไม่ใช่เพียงการคาดการณ์อนาคต แต่เป็นการอ่านความเปลี่ยนแปลงที่เริ่มเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน เพื่อค้นหาโอกาสในการพัฒนาธุรกิจและเตรียมพร้อมรับสิ่งที่จะตามมา
สามารถค้นหาแนวโน้มและกรณีศึกษาจากทั่วโลก ทั้งด้านผู้คน สังคมและวัฒนธรรม เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม พฤติกรรมผู้บริโภค และเทรนด์สี ได้ในอีบุ๊ก “เจาะเทรนด์โลก 2027: And/And” โดย CEA ดาวน์โหลดฟรีที่ Creativethailand.org





