เปิดอัตลักษณ์ผ้าไทยบนเวที IMF-World Bank 2026 จากลายผ้าพระราชทาน “บุปผาบรมราชินีนาถ” ถึง ลายผ้าภูมิปัญญาชุมชนรวม 37 ลวดลายท้องถิ่น สะท้อนเสน่ห์ไทยสู่สายตาโลก
KEY POINTS
- ประเทศไทยเตรียมนำเสนอผ้าบาติกลายพระราชทาน "บุปผาบรมราชินีนาถ" เป็นซอฟต์พาวเวอร์สำคัญในการประชุม IMF-World Bank ประจำปี 2569
- ลายผ้าดังกล่าวเป็นผลงานของกลุ่มบาติกเดอนารา จ.ปัตตานี ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดอกไม้ในพระนามาภิไธยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
- ผ้าบาติกลายนี้จะถูกนำไปใช้ร่วมกับผ้าไทยอัตลักษณ์อื่นๆ รวม 37 ลาย เพื่อตกแต่งสถานที่และใช้เป็นวัสดุซับเสียงในห้องประชุมของงานดังกล่าว ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ในโอกาสที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank ประจำปี 2026 ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคมนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอเอกลักษณ์และวัฒนธรรมไทยให้ผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลกได้รู้จัก หนึ่งในนั้นคือการนำผ้าไทยจาก 21 จังหวัด 26 ชุมชน รวม 37 ลายอัตลักษณ์ มาประดับตกแต่งสถานที่จัดประชุมและใช้เป็นวัสดุซับเสียงในห้องประชุม เพื่อถ่ายทอดภูมิปัญญาการทอผ้าและงานหัตถศิลป์ของชุมชนไทยสู่สายตานานาชาติ
ประเทศไทยกำลังก้าวสู่บทบาทสำคัญในฐานะเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 หรือ The 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นเวทีสำคัญระดับโลก ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง นักวิชาการ และผู้บริหารสถาบันการเงินจากทั่วโลก เดินทางมาหารือและแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจและการเงิน
แต่ในอีกมุมหนึ่ง การเป็นเจ้าภาพงานระดับนานาชาติยังเปิดโอกาสให้ประเทศไทยนำเสนอสิ่งที่มีคุณค่าไม่แพ้ศักยภาพทางเศรษฐกิจ นั่นคือ “ซอฟต์พาวเวอร์” (Soft Power) ซึ่งช่วยสร้างความประทับใจและภาพจำที่ดีให้กับประเทศไทย ผ่านสายตาของแขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนจากทั่วโลกที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้
หนึ่งในอัตลักษณ์ไทยที่ได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของการต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม คือ “ผ้าไทย” มรดกทางวัฒนธรรมที่รวบรวมทั้งงานหัตถศิลป์ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาของชุมชนจากทั่วประเทศ ตั้งแต่เทคนิคการทอที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ไปจนถึงลวดลายที่สะท้อนความเชื่อ ธรรมชาติ และเรื่องราวเฉพาะถิ่น
ผ้าไทย 21 จังหวัด 26 ชุมชน รวม 37 ลายอัตลักษณ์
ธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า สำหรับการประชุม IMF-World Bank ปี 2569 มีการคัดสรรผ้าทอและผ้าพื้นเมืองจาก 21 จังหวัด 26 ชุมชน รวม 37 ลายอัตลักษณ์ เพื่อนำมาใช้ตกแต่งสถานที่จัดประชุม รวมถึงใช้เป็นวัสดุดูดซับเสียงภายในห้องประชุม ผ้าทอมือแต่ละผืนจึงไม่ได้มีคุณค่าเพียงด้านความสวยงาม แต่ยังเป็นตัวแทนของความประณีตในงานหัตถกรรม เรื่องราวของท้องถิ่น และเอกลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค
การนำผ้าไทยมาเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่จัดประชุมระดับโลกครั้งนี้ จะทำให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสงานหัตถกรรมไทยในบริบทที่แตกต่างออกไป จากเดิม ที่อาจพบเห็นผ้าทอในฐานะเครื่องแต่งกายหรือผลิตภัณฑ์ชุมชน สู่การเป็นองค์ประกอบของสถานที่ซึ่งต้อนรับบุคคลสำคัญจากนานาประเทศ
ในบรรดาผ้าที่ได้รับเลือก มีทั้งผ้าบาติกเขียนมือจากจังหวัดปัตตานี ผ้าทอไทลื้อจากจังหวัดเชียงราย และผ้าขาวม้าจากจังหวัดสุโขทัย ซึ่งแต่ละผืนมีที่มา เทคนิคการผลิต และความหมายของลวดลายแตกต่างกัน สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของภูมิปัญญาที่หล่อหลอมเป็นอัตลักษณ์ของผ้าไทย
“บุปผาบรมราชินีนาถ” ผ้าบาติกจากปัตตานี อวดโฉมบนเวที IMF-World Bank
สำหรับลายผ้าไทยที่โดดเด่นและถูกนำมาอวดโฉมในงานประชุมครั้งนี้ คงหนีไม่พ้น ผ้าบาติกเขียนมือลายพระราชทาน “บุปผาบรมราชินีนาถ” จากกลุ่มบาติกเดอนารา จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นผลงานลายผ้าที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงต่อยอดจากดอกไม้พระนามาภิไธยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยลวดลายดอกไม้แต่ละชนิดล้วนมีความหมายและสะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์
สำหรับลวดลายดอกไม้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ลายดอนญ่าควีนสิริกิติ์ ลายบัวควีนสิริกิติ์ ลายกุหลาบควีนสิริกิติ์ ลายกล้วยไม้แคทลียาควีนสิริกิติ์ รวมถึง ลายขอสมเด็จฯ-เจ้าฟ้าฯ ซึ่งลวดลายดอกไม้ชนิดต่างๆ ถูกนำมาจัดวางร่วมกับลายเครือเถาอย่างอ่อนช้อย ถ่ายทอดความงดงามผ่านเส้นสายและรายละเอียดที่ประณีต
ขณะที่การเลือกใช้สีอย่างไม่ฉูดฉาดจนเกินไปช่วยให้ผืนผ้าดูสง่างาม เหมาะกับการจัดแสดงในงานประชุมระดับนานาชาติ ซึ่งมีผู้บริหารระดับสูง นักการเงิน และนักวิชาการจากหลากหลายประเทศเข้าร่วม
นอกจากลายผ้าพระราชทานที่เป็นความพิเศษอย่างยิ่งแล้ว เมื่อเจาะลึกในขั้นตอนการวาดลวดลาย ก็มีความโดดเด่นมากเช่นกัน โดยผ้าบาติกของกลุ่มเดอนาราจะเป็นการวาดลวดลายด้วยมือ โดยใช้เทียนเขียนลายลงบนผ้าผ่านอุปกรณ์ "จันติ้ง" (Tjanting) ก่อนลงสีอย่างละเอียดประณีต ขั้นตอนเหล่านี้ต้องอาศัยทั้งทักษะ ความชำนาญ ความใจเย็น และความแม่นยำ เพื่อให้เส้นลายคมชัดและรายละเอียดของดอกไม้มีความสม่ำเสมอ
ข้อมูลจาก ไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคใต้ ระบุว่า ผู้ก่อตั้งกลุ่มบาติกเดอนารา อย่าง 'รอวียะ หะยียามา' ได้เล่าถึงเบื้องหลังการคัดเลือกผลงานผ้าไทยที่จะนำมาใช้ประดับตกแต่งในงานประชุม IMF ว่า หลังจากคณะผู้พิจารณาเห็นฝีมือการทำผ้าบาติกของกลุ่ม จึงขอให้ส่งผลงานพร้อมเรื่องราวและภาพขั้นตอนการผลิตไปประกอบการพิจารณา โดยกลุ่มเลือกนำเสนอเรื่องราวของลาย “บุปผาบรมราชินีนาถ”
เธอเล่าว่า ผลงานที่นำเสนอได้รับความสนใจจากคณะกรรมการจัดงาน IMF-World Bank อย่างมาก อีกทั้งชื่อของสถานที่จัดประชุมคือศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จึงมีความสอดคล้องกับเรื่องราวของลายผ้าดังกล่าวด้วย
อย่างไรก็ตาม การได้รับเลือกไม่ได้หมายความว่าจะสามารถผลิตผ้าได้ทันที เพราะผ้าทุกผืนต้องผ่านกระบวนการวาดและลงสีด้วยมือ พร้อมส่งตัวอย่างให้ผู้จัดงานพิจารณาและปรับแก้รายละเอียดหลายครั้งเป็นเวลานานหลายเดือน เพื่อให้ได้ผลงานที่สวยงามและประณีตที่สุด
ความท้าทายของการเขียนบาติกบนผ้าไหมไทย
เบื้องหลังความงดงามของผ้าบาติกเดอนารายังมีความท้าทายสำคัญ นั่นคือ การทำลวดลายต่างๆ ลงบนผ้าไหมไทย ซึ่งมีคุณสมบัติแตกต่างจากผ้าชนิดอื่น รอวียะ อธิบายว่า ก่อนเริ่มลงสี ต้องนำผ้าไหมไปต้มและล้างทำความสะอาดเพื่อเตรียมผ้าให้พร้อม จากนั้นจึงทดลองลงสีและตรวจสอบผลลัพธ์ก่อนส่งให้ผู้จัดงานพิจารณาอยู่หลายรอบ
ขั้นตอนดังกล่าวต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะผ้าไหมไทยมีเส้นใยขนาดเล็ก เหนียว และเส้นใยลื่น จึงต้องใช้ความละเอียดในการทำงานมากกว่าผ้าชนิดอื่น
อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือการเลือกเฉดสีให้เหมาะสมกับผู้รับและบริบทของงาน โดยเธอมองว่าผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่เป็นนักธนาคาร นักธุรกิจ นักวิชาการ และผู้ใหญ่จากประเทศต่างๆ จึงเลือกปรับลดความเข้มของสีลง เพื่อให้ผ้ามีความสุภาพแต่สง่างาม และคงอัตลักษณ์ของลวดลายไว้อย่างครบถ้วน
สำหรับการเลือกใช้ผ้าไหมไทย แม้จะทำให้กระบวนการผลิตมีความยุ่งยากมากขึ้น แต่เธอมองว่าผลลัพธ์ที่ได้คุ้มค่ากับความพยายาม เพราะผ้าไหมมีความสวยงามและให้ภาพลักษณ์ที่เหมาะสมกับการนำเสนอในงานระดับนานาชาติ
“เมื่อเทียบกับผ้าชนิดอื่นๆ แล้ว ผ้าไหมไทยกินขาดเลย มันดูแพง มันเหมาะที่จะอยู่ตรงนั้น เหมาะที่จะใช้สำหรับโชว์สู่สายตาชาวโลก”
จากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่โอกาสทางธุรกิจ
สำหรับรอวียะ การได้รับคัดเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของงานประชุม IMF-World Bank ไม่ได้เป็นเพียงความภาคภูมิใจของกลุ่มบาติกเดอนาราเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสให้หัตถกรรมจากจังหวัดปัตตานีได้กลับไปปรากฏต่อสายตานานาชาติอีกครั้ง
เธอมองว่างานหัตถกรรมท้องถิ่นเป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่าและเป็นส่วนหนึ่งของซอฟต์พาวเวอร์ โดยเฉพาะเมื่อผลงานเหล่านี้สามารถถ่ายทอดเรื่องราวของชุมชนและความสามารถของคนในท้องถิ่นให้ผู้คนจากทั่วโลกได้รู้จัก
“งานหัตถกรรมท้องถิ่นเป็นหนึ่งในงานภูมิปัญญาที่มีคุณค่า และเป็นส่วนหนึ่งของซอฟต์พาวเวอร์ เพราะฉะนั้นการที่ผลงานของเราจะถูกนำเสนอในงานการประชุมครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะแสดงศักยภาพของคนในท้องถิ่นให้คนทั่วโลกได้เห็น เราจึงรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้นำสินค้าท้องถิ่นมาจัดแสดงและตกแต่งภายในงานครั้งนี้”
นอกจากนี้ ในมิติของการเป็นผู้ประกอบการ เธอมองว่าสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผ้าบาติกไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกคือ ต้องทำให้สินค้ามีมาตรฐานสม่ำเสมอ ต้องรักษาคุณภาพของงานฝีมือ และต้องแสวงหาโอกาส ช่องทางการค้าใหม่ๆ โดยเฉพาะการขายผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเฉพาะที่ให้ความสำคัญกับความประณีตและพร้อมจ่ายในราคาที่เหมาะสมกับสินค้าที่มีคุณภาพ
ขณะเดียวกัน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับแฟชั่นและสามารถนำไปสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน ก็เป็นอีกแนวทางที่จะช่วยให้ผ้าไทยเข้าถึงผู้บริโภคได้หลากหลายกลุ่มมากขึ้น ปัจจุบัน กลุ่มบาติกเดอนารามีลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ (โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งให้ความสำคัญกับความประณีตของงานฝีมือ) การได้รับเลือกให้ร่วมงานประชุมครั้งนี้จึงเป็นอีกโอกาสที่ช่วยนำเสนอเสน่ห์ของงานหัตถกรรมจากพื้นที่ปลายด้ามขวานของไทยสู่เวทีระดับโลก
“เกาะยอด” และ “แมงมุม” ลายผ้าไทลื้อจากเชียงราย
จากภาคใต้ขึ้นสู่ภาคเหนือ อีกหนึ่งตัวแทนของผ้าไทยที่ได้รับเลือกให้ร่วมงานคือผ้าทอไทลื้อลวดลาย “เกาะยอด” และ “แมงมุม” จากกลุ่มทอผ้าไทลื้อ ตำบลศรีดอนชัย อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย
ผ้าทอไทลื้อสะท้อนภูมิปัญญาการทอผ้าที่สืบทอดกันมาในชุมชน โดยลวดลายไม่ได้มีหน้าที่เพียงเพิ่มความสวยงามให้กับผืนผ้า แต่ยังเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ความเชื่อ และวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่น
ผ้าทอลายเกาะยอด เป็นลวดลายโบราณที่มีลักษณะคล้ายยอดหน่อกล้วยพุ่งขึ้นสู่ด้านบน รูปทรงดังกล่าวสื่อถึงความเป็นเลิศ ความสำเร็จ และความก้าวหน้าในชีวิต อีกทั้งยังสะท้อนถึงความเป็นหนึ่งเดียวและความเข้มแข็งของคนในชุมชน
สำหรับชาวไทลื้อ ต้นกล้วยเป็นพืชมงคลที่มีความหมายในเชิงการเริ่มต้นชีวิตใหม่ เนื่องจากเป็นพืชที่เติบโตง่ายและแตกหน่อได้รวดเร็ว ลักษณะการเติบโตดังกล่าวจึงถูกนำมาเชื่อมโยงกับความเจริญงอกงามและการเริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ ในชีวิต
ขณะที่ผ้าทอลาย “แมงมุม” เป็นอีกหนึ่งลวดลายโบราณของกลุ่มทอผ้าไทลื้อ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากใยแมงมุมที่เชื่อมโยงกันเป็นโครงข่าย สื่อถึงความผูกพัน ความสามัคคี และสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของสมาชิกในครอบครัวและชุมชน สะท้อนแนวคิดที่ว่าความสัมพันธ์ของผู้คนเปรียบเสมือนเส้นใยที่เชื่อมโยงถึงกัน และช่วยให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง
ผ้าขาวม้าลาย “ช้างบ้านหาดเสี้ยว” ลายที่บอกเล่าเรื่องราวจากสุโขทัย
อีกหนึ่งผลงานที่ได้รับเลือกให้ร่วมถ่ายทอดอัตลักษณ์ไทย คือผ้าขาวม้าไทยลาย “ช้างบ้านหาดเสี้ยว” จากกลุ่มผ้าทอบ้านหาดเสี้ยว ตำบลหาดเสี้ยว อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย โดยผ้าขาวม้าเป็นผ้าที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตของคนไทยมาอย่างยาวนาน และมีศิลปหัตถกรรมที่น่าสนใจได้เช่นกัน
ผ้าทอลายนี้ใช้เทคนิคการทอลายขิด ซึ่งต้องอาศัยความแม่นยำสูงในการสร้างลวดลายให้ปรากฏบนผืนผ้า โดยมีรายละเอียดสำคัญคือรูปช้างขนาดเล็กที่แทรกอยู่ในลายผ้า พร้อมองค์ประกอบ “สัปคับ” หรือที่นั่งบนหลังช้าง ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ช่วยให้ลวดลายมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ทั้งนี้ ช้างมีความสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยมาอย่างยาวนาน ทั้งในฐานะสัญลักษณ์ของอำนาจ และเป็นพาหนะสำคัญในการเดินทางและการค้าขาย ลวดลายช้างบ้านหาดเสี้ยวจึงชวนให้นึกถึงยุคสมัยที่ช้างมีบทบาทในวิถีชีวิตและสังคมไทย ก่อนที่การเดินทางและการขนส่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
การนำผ้าขาวม้าลายช้างบ้านหาดเสี้ยวมาร่วมจัดแสดงในงานประชุมครั้งนี้ จึงสะท้อนให้เห็นถึงประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของท้องถิ่น ที่สามารถถ่ายทอดผ่านงานทอได้อย่างประณีต
เมื่อผ้าไทยเป็นมากกว่างานหัตถกรรม
การนำผ้าไทยจาก 21 จังหวัด 26 ชุมชน รวม 37 ลายอัตลักษณ์ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าซอฟต์พาวเวอร์ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบของการแสดงทางวัฒนธรรมเพียงอย่างเดียว แต่อาจปรากฏอยู่ในองค์ประกอบของสถานที่จัดงาน วัสดุตกแต่ง หรือของที่ระลึกที่ผู้เข้าร่วมประชุมนำกลับไปได้เช่นกัน
สำหรับผู้ประกอบการและชุมชนผู้ผลิต การได้รับเลือกให้นำผลงานไปปรากฏในงานระดับนานาชาติยังเป็นโอกาสในการสร้างการรับรู้ เปิดช่องทางการตลาด และต่อยอดงานหัตถกรรมให้เข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ เพราะผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลกจะไม่ได้เห็นเพียงความสวยงามของลวดลายเท่านั้น แต่ยังได้รับรู้และเข้าถึงเรื่องราวของผู้คน ชุมชน และวัฒนธรรมไทย ที่อยู่เบื้องหลังผ้าแต่ละผืน
การนำผ้าไทยมาจัดแสดงบนเวที IMF-World Bank 2026 จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเผยแพร่ภูมิปัญญาและเอกลักษณ์ของชุมชนไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ พร้อมสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของผืนผ้าไทยที่มีทั้งเรื่องราว วัฒนธรรม และฝีมืออันประณีตอยู่ในทุกลวดลาย





