วันเสาร์ ที่ 10 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไทยเสิร์ฟ ‘ปลานิล’ บนเวที IMF-World Bank ชูซอฟต์พาวเวอร์อาหารไทย

ไทยเสิร์ฟ “เมนูปลานิล” ซอฟต์พาวเวอร์ด้านอาหารไทย บนเวที IMF-World Bank เปลี่ยนปลานิลธรรมดาเป็นเมนูหรู มัดใจผู้นำการเงินโลก

KEY POINTS

  • ประเทศไทยใช้เวทีประชุม IMF-World Bank เป็นโอกาสนำเสนอซอฟต์พาวเวอร์ด้านอาหาร โดยชู “ปลานิล” เป็นหนึ่งในวัตถุดิบหลัก
  • เชฟได้ยกระดับปลานิลซึ่งเป็นวัตถุดิบท้องถิ่นให้เป็นอาหารชั้นสูง ด้วยเทคนิคการบ่มกับสมุนไพรไทย 5 วัน เพื่อให้เนื้อปลามีรสสัมผัสที่ดีขึ้น
  • การเลือกใช้ปลานิลยังเป็นการบอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ที่เชื่อมโยงกับพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่คนไทย

เมื่อไทยรับหน้าที่เจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank 2026 เป็นครั้งแรกในรอบ 35 ปี อาหารไทยจึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงเติมท้องให้ผู้ร่วมงาน แต่ยังเป็นโอกาสนำเสนอซอฟต์พาวเวอร์ด้านวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และวัตถุดิบท้องถิ่น ให้เป็นที่จดจำของผู้ทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจจากทั่วโลก

ประเทศไทยเตรียมต้อนรับบุคคลสำคัญในแวดวงการเงินจากทั่วโลกที่จะเดินทางมาร่วมการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยตั้งเป้าใช้โอกาสครั้งสำคัญนี้สร้างความประทับใจให้ผู้เข้าร่วมงานตั้งแต่เรื่องอาหาร ดนตรี การต้อนรับ และการมอบบรรยากาศความเป็นไทย เพื่อให้แขกผู้มีเกียรติในงานประชุมครั้งนี้ได้สัมผัสประสบการณ์ที่ดีที่สุด

การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมดังกล่าวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1991 เปิดโอกาสให้ไทยนำเสนอวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของประเทศต่อผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 15,000 คน ซึ่งประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารภาคธุรกิจ และผู้แทนจาก 191 ประเทศ

สำหรับไทย ทุกองค์ประกอบภายในงาน ตั้งแต่อาหารที่เสิร์ฟให้ผู้เข้าร่วมประชุม ไปจนถึงการแสดงทางวัฒนธรรม ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ซอฟต์พาวเวอร์เพื่อสร้างภาพจำให้กับประเทศ

ในฐานะประเทศที่มีอิทธิพลในระดับปานกลาง และไม่อาจกำหนดทิศทางเวทีโลกได้ด้วยขนาดเศรษฐกิจหรืออำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์ การสร้างอิทธิพลผ่านวัฒนธรรมจึงมีความสำคัญ เพราะหากไทยสามารถทำให้ผู้กำหนดนโยบายและผู้บริหารระดับสูงจากทั่วโลกจดจำประเทศได้ ก็อาจต่อยอดไปสู่การดึงดูดนักท่องเที่ยว นักลงทุน และภาคธุรกิจให้เข้ามามีส่วนร่วมกับไทย แม้การประชุมจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม

การประชุม IMF และธนาคารโลกครั้งนี้ จึงเป็นอีกโอกาสที่ไทยจะนำเสนอเสน่ห์ของอาหารไทยให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัส แม้หลายคนจะมีตารางประชุมแน่นขนัด ต้องเดินสลับระหว่างห้องประชุม และอาจมีเวลาเพียงสั้น ๆ สำหรับรับประทานอาหาร แม้กระทั่งขณะยืนอยู่ก็ตาม

ด้วยเหตุนี้ การออกแบบเมนูจึงต้องคำนึงถึงทั้งความสะดวกในการรับประทานและการนำเสนอเอกลักษณ์ไทย โดยไม่รบกวนการสนทนาหรือการประชุมที่กำลังดำเนินอยู่

เชฟสงพล กิตติคุณวัฒนา (Songpol Kittikhunwattana) หัวหน้าพ่อครัวบริหารของศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานหลัก ได้นำวัตถุดิบที่คุ้นเคยอย่าง “ปลานิล” มาปรับโฉมให้กลายเป็นอาหารระดับไฟน์ไดนิ่ง ด้วยเทคนิคการบ่มปลาเป็นเวลา 5 วันร่วมกับใบมะกรูด ตะไคร้ อบเชย และกานพลู

เขาอธิบายว่า วิธีดังกล่าวช่วยให้เนื้อปลาที่มีความนุ่มอยู่แล้วมีความแน่นขึ้น พร้อมสร้างเนื้อสัมผัสที่เข้มข้นและเนียนนุ่มกว่าเดิม จนผู้รับประทานอาจเข้าใจว่าเป็นปลากะพงคุณภาพสูงเลยทีเดียว

“อาหารต้องรับประทานได้ง่าย โดยไม่เป็นอุปสรรคต่อการพูดคุย เราไม่สามารถเสิร์ฟอาหารไทยที่มีขั้นตอนซับซ้อนหรือจัดจานอย่างประณีตทุกเมนูได้ จึงต้องทำงานภายใต้รูปแบบเมนูที่กำหนดไว้ แล้วนำวัตถุดิบท้องถิ่นมาเป็นตัวแทนของความเป็นไทยบนโต๊ะอาหาร” เชฟสงพล บอกเล่าผ่าน The Straits Times

สำหรับเขา การปรุงอาหารในงานนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงทำให้อาหารมีรสชาติดี แต่ยังต้องการให้ผู้ร่วมงานมองเห็นคุณค่าของวัตถุดิบที่คนไทยจำนวนไม่น้อยอาจมองว่าเป็นของธรรมดา

“ปลานิล” จากพระราชดำริ สู่เมนูต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง

ปลานิลที่นำมาสร้างสรรค์เป็นเมนูพิเศษในครั้งนี้ เป็นวัตถุดิบที่มีเรื่องราวเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ไทยโดยตรง โดยในปี พ.ศ. 2508 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงได้รับทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายปลานิลจำนวน 50 ตัว จากเจ้าชายอากิฮิโตะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น (พระยศในขณะนั้น) ก่อนจะทรงนำมาเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ และพระราชทานพันธุ์ปลาจำนวนมากในเวลาต่อมา เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนไทยมีแหล่งโปรตีนบริโภคในราคาย่อมเยา

เรื่องราวดังกล่าวทำให้ปลานิลไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบอาหารทั่วไป แต่ยังสะท้อนถึงภูมิปัญญาด้านการเกษตรและความพยายามในการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประชาชนไทยอีกด้วย

ขณะเดียวกัน วัตถุดิบที่นำมาปรุงเป็นเมนูเด็ดเพื่อเสิร์ฟในงานประชุมครั้งนี้ ประมาณ 70-80% จากทั้งหมดราว 2,000 รายการ จะจัดหาจากแหล่งผลิตภายในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนผู้ผลิตในประเทศและเปิดโอกาสให้วัตถุดิบไทยได้แสดงศักยภาพในเวทีระดับนานาชาติ เช่น ข้าวไทยและมะพร้าวไทย พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่อาจไม่ใช่สิ่งแรกที่ผู้คนนึกถึงเมื่อพูดถึงอาหารไทย ไม่ว่าจะเป็น มิโสะและชีส ที่ผลิตได้ในประเทศ รวมถึง “เกลือหวาน” จากจังหวัดปัตตานี

แม้แต่ซอสเพสโต้ ซึ่งตามปกติมักใช้ใบโหระพาฝรั่ง น้ำมันมะกอก และถั่วไพน์นัต ก็ได้รับการปรับสูตรให้มีกลิ่นอายไทย โดยใช้สมุนไพรท้องถิ่น น้ำมันรำข้าว และเม็ดมะม่วงหิมพานต์แทนวัตถุดิบดั้งเดิม ส่วนแกงมัสมั่น เมนูอาหารไทยที่มีเอกลักษณ์ด้านเครื่องเทศ จะถูกนำมาประยุกต์เป็นไส้สำหรับแรปเนื้ออบ เพื่อให้รับประทานสะดวกและเหมาะกับบรรยากาศของงานประชุมระดับนานาชาติ

แนวทางนี้สะท้อนให้เห็นว่า การนำเสนออาหารไทยในเวทีโลกไม่จำเป็นต้องยึดติดกับรูปแบบการเสิร์ฟแบบดั้งเดิมเสมอไป แต่สามารถปรับให้เข้ากับบริบทของงานได้ โดยยังคงใช้วัตถุดิบและรสชาติที่เชื่อมโยงกับความเป็นไทย

เปิดเวทีอาหารไทย ตั้งแต่สตรีตฟู้ดถึงร้านอาหารระดับมิชลิน

นอกจากเมนูอาหารที่จัดเตรียมไว้สำหรับผู้เข้าร่วมประชุมแล้ว รัฐบาลไทยยังเตรียมใช้โอกาสจากงานเลี้ยงรับรองในวันที่ 16 ตุลาคม 2569 เพื่อแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของวงการอาหารไทยอย่างเต็มที่

งานเลี้ยงครั้งนี้จะมีทั้งผู้ประกอบการสตรีตฟู้ด และร้านอาหารไทยที่ได้รับการยอมรับจากมิชลินมาร่วมเสิร์ฟอาหาร ได้แก่ ร้านอาหารระดับสองดาวมิชลินอย่าง R-Haan และร้านอาหารระดับหนึ่งดาวมิชลิน คือ  Bo.lan และ Chim by Siam Wisdom

การนำร้านอาหารจากหลากหลายระดับมาร่วมงานช่วยสะท้อนให้เห็นว่า เสน่ห์ของอาหารไทยไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะร้านอาหารหรูหรือเมนูราคาแพงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอาหารริมทางที่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยด้วย

ขณะเดียวกัน เชฟสงพลยังเตรียมเมนูคำเล็ก ๆ ที่ผสมผสานวัตถุดิบจากหลายแหล่ง ได้แก่ ล็อบสเตอร์จากภูเก็ต น้ำมะพร้าว แตงกวา และผำ ซึ่งเป็นพืชน้ำขนาดเล็กที่มีโปรตีนสูงและมีการบริโภคในประเทศไทย การเลือกใช้วัตถุดิบเหล่านี้เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการนำเสนอความหลากหลายของทรัพยากรอาหารไทย พร้อมเปิดมุมมองใหม่ให้ผู้ร่วมงานจากต่างประเทศได้รู้จักวัตถุดิบที่อาจไม่คุ้นเคยมาก่อน

ไม่ได้แค่เสิร์ฟอาหารไทย แต่ยังเสิร์ฟซอฟต์พาวเวอร์ดนตรีไทยด้วย

อย่างไรก็ตาม การนำเสนอซอฟต์พาวเวอร์ของไทยในการประชุม IMF-World Bank ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องอาหาร เพราะดนตรีและความบันเทิงก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของการสร้างภาพจำให้ประเทศไทยได้เช่นกัน

หนึ่งในการแสดงที่เตรียมไว้ต้อนรับผู้เข้าร่วมงานคือการแสดงของ Nene Royal มือกีตาร์สาวชาวไทยวัยรุ่น ซึ่งกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกหลังสร้างปรากฏการณ์บนเวทีรายการ America's Got Talent โดยเธอมีกำหนดขึ้นแสดงให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้ชมในสัปดาห์หน้า

การนำศิลปินรุ่นใหม่มาร่วมงานสะท้อนให้เห็นว่า ไทยกำลังใช้ทั้งอาหาร ความบันเทิง และวัฒนธรรมสมัยนิยมเป็นเครื่องมือเพิ่มการรับรู้ในระดับนานาชาติ เพื่อเข้าถึงผู้คนในวงกว้างนอกเหนือจากอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการทูตแบบดั้งเดิมของประเทศ

ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของการนำเสนออาหารไทยในงานประชุมระดับโลกครั้งนี้อาจไม่จำเป็นต้องวัดจากมูลค่าทางเศรษฐกิจหรือจำนวนผู้เข้าร่วมงานเพียงอย่างเดียว แต่อาจเริ่มต้นจากความประทับใจเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างมื้ออาหาร

สำหรับสงพล เป้าหมายของเขาเรียบง่ายกว่านั้นมาก เขาบอกว่า “ถ้ามีใครสักคนกลับบ้านไปแล้วพูดว่า ‘อาหารในงานนั้นอร่อยมาก’ ผมก็มีความสุขแล้ว” เพราะบางครั้ง การทำให้คนทั่วโลกจดจำประเทศไทย ก็อาจเริ่มต้นได้จากอาหารอร่อยล้ำเพียงหนึ่งคำก็เป็นได้

 

 

อ้างอิง: The Straits Times