วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน 2569

Login
Login

Blancpain พาย้อนตำนาน Villeret จากวิกฤติควอตซ์ สู่กลไกซับซ้อนแห่งยุค

Blancpain พาย้อนเส้นทาง Villeret จากยุคที่นาฬิกาควอตซ์เข้ามาเปลี่ยนวงการ สู่ Six Masterpieces, Blancpain 1735 และ Lady B รุ่นใหม่ฉลอง 70 ปี Ladybird

KEY POINTS

  • ในช่วงวิกฤตินาฬิกาควอตซ์ (Quartz Crisis) ยุค 1980 Blancpain เลือกที่จะสวนกระแสโดยหันมาให้ความสำคัญกับการผลิตนาฬิกาจักรกลแบบดั้งเดิมที่มีความซับซ้อน
  • แนวทางดังกล่าวได้นำไปสู่การสร้างนาฬิกา Complete Calendar Moon Phase ในปี 1983 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นและต้นแบบด้านการออกแบบของคอลเลกชั่น Villeret
  • Blancpain ต่อยอดความซับซ้อนด้วยการสร้าง "Six Masterpieces" และนาฬิการุ่น 1735 ที่รวมสุดยอดกลไกหลายชนิดไว้ในเรือนเดียว จนได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่ซับซ้อนที่สุดในยุคนั้น

ย้อนกลับไปช่วงต้นทศวรรษ 1980 อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อ นาฬิกาควอตซ์ ได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะบอกเวลาได้แม่นยำ ผลิตได้จำนวนมาก และมีราคาที่เข้าถึงง่าย ทำให้ผู้ผลิตนาฬิกาสวิสหลายรายต้องปรับตัว

แต่ Blancpain เลือกเดินอีกทาง ด้วยการกลับมาให้ความสำคัญกับศาสตร์การผลิตนาฬิกาแบบดั้งเดิม พร้อมพัฒนากลไกที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

แนวทางนี้นำไปสู่เรือนเวลาที่ต่อมากลายเป็นจุดเริ่มต้นของคอลเลกชั่น Villeret รวมถึง “Six Masterpieces” นาฬิกา 6 เรือนที่นำเสนอกลไกสำคัญแตกต่างกัน ก่อนจะพัฒนาต่อมาเป็น Blancpain 1735 ที่รวมกลไกหลายรูปแบบไว้ในเรือนเดียว และได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในนาฬิกาข้อมือระบบอัตโนมัติที่ซับซ้อนที่สุดในโลก ณ เวลานั้น

กว่า 40 ปีผ่านไป เรื่องราวของ Villeret จึงไม่ได้บอกเพียงวิวัฒนาการของนาฬิกาคอลเลกชั่นหนึ่ง แต่ยังสะท้อนช่วงเวลาสำคัญของวงการนาฬิกาสวิส เมื่อเทคโนโลยีใหม่ทำให้การบอกเวลากลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตแบบดั้งเดิมต้องหาทางพัฒนาฝีมือและกลไกให้ก้าวต่อไปในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

Blancpain พาย้อนตำนาน Villeret จากวิกฤติควอตซ์ สู่กลไกซับซ้อนแห่งยุค Blancpain พาย้อนตำนาน Villeret จากวิกฤติควอตซ์ สู่กลไกซับซ้อนแห่งยุค

Villeret Quantième Complet Phases de Lune (Complete Calendar Moon Phase)

จากหมู่บ้าน Villeret สู่จุดเริ่มต้นในปี 1735

เรื่องราวของ Blancpain ย้อนกลับไปในปี 1735 เมื่อ Jehan-Jacques Blancpain ได้รับการบันทึกชื่อและอาชีพ “ช่างทำนาฬิกา” ลงในทะเบียนของหมู่บ้าน Villeret บริเวณเทือกเขา Jura ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทำให้ปีดังกล่าวถูกใช้เป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของแบรนด์

กิจการส่งต่อผ่านครอบครัว Blancpain เกือบ 200 ปี และมีการพัฒนาทั้งด้านการผลิตและกลไกอย่างต่อเนื่อง เช่น ในปี 1815 Frédéric-Louis Blancpain ได้ปรับปรุงโรงงานและพัฒนานาฬิกาที่มีโครงสร้างบางลง ก่อนที่กิจการจะขยายตัวในเวลาต่อมา

Blancpain พาย้อนตำนาน Villeret จากวิกฤติควอตซ์ สู่กลไกซับซ้อนแห่งยุค Blancpain’s First-Ever Perpetual Calendar Wristwatch

Blancpain พาย้อนตำนาน Villeret จากวิกฤติควอตซ์ สู่กลไกซับซ้อนแห่งยุค Complete Calendar Mini Moonphase 

อีกจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในปี 1933 เมื่อ Betty Fiechter เข้ามาบริหารกิจการ และกลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่เป็นผู้นำบริษัทผลิตนาฬิกาสวิสรายใหญ่ ช่วงเวลาของ Fiechter ยังมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์นาฬิกาสำหรับผู้หญิงของ Blancpain ซึ่งต่อมานำไปสู่การกำเนิดรุ่น Ladybird ในปี 1956

แต่ช่วงเวลาที่มีบทบาทอย่างมากต่อภาพของ Blancpain ในปัจจุบันเกิดขึ้นอีกครั้งในต้นทศวรรษ 1980 ท่ามกลาง Quartz Crisis หรือวิกฤตินาฬิกาควอตซ์

Blancpain พาย้อนตำนาน Villeret จากวิกฤติควอตซ์ สู่กลไกซับซ้อนแห่งยุค

Blancpain พาย้อนตำนาน Villeret จากวิกฤติควอตซ์ สู่กลไกซับซ้อนแห่งยุค

The 1735 Grande Complication  

เมื่อโลกกำลังไปทางควอตซ์ Blancpain กลับเลือกนาฬิกาจักรกล

ในปี 1982 Jacques Piguet เข้าซื้อกิจการ Blancpain ก่อนที่ Jean-Claude Biver จะเข้ามามีบทบาทในการบริหารในปีถัดมา

แทนที่จะเดินตามตลาดนาฬิกาควอตซ์ Blancpain วางตำแหน่งของตัวเองไว้กับการผลิตนาฬิกาจักรกล โดยเฉพาะกลไกที่ต้องอาศัยความรู้ด้านการออกแบบ การย่อส่วนชิ้นส่วน และการประกอบที่ซับซ้อน

ปี 1983 จึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญ เมื่อ Blancpain เปิดตัวนาฬิกา Complete Calendar Moon Phase ขนาดตัวเรือนเพียง 34 มิลลิเมตร ซึ่งเป็น Complete Calendar Moon Phase หรือ กลไกปฏิทินแบบครบถ้วนพร้อมแสดงข้างขึ้นข้างแรม ที่มีขนาดเล็กที่สุดในช่วงเวลานั้น

นาฬิกาเรือนนี้สามารถแสดงวัน วันที่ เดือน และข้างขึ้นข้างแรม พร้อมสร้างองค์ประกอบด้านการออกแบบที่ยังพบได้ใน Villeret ปัจจุบัน โดยเฉพาะกรอบตัวเรือนแบบ Double-Stepped Bezel

ในตอนนั้นนาฬิกายังไม่ได้ใช้ชื่อว่า “Villeret” อย่างเป็นทางการ ชื่อของคอลเลกชั่นถูกนำมาใช้ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 แต่ภาษาการออกแบบและแนวคิดของ Villeret สามารถย้อนกลับไปถึงเรือนเวลาในปี 1983 ได้

Blancpain พาย้อนตำนาน Villeret จากวิกฤติควอตซ์ สู่กลไกซับซ้อนแห่งยุค Ultra-Thin  Cloisonné Enamel Dial 

Blancpain พาย้อนตำนาน Villeret จากวิกฤติควอตซ์ สู่กลไกซับซ้อนแห่งยุค Ultra-Thin (Six Masterpieces) 

Six Masterpieces เมื่อ Blancpain ทดลองกับ 6 โจทย์ยากของนาฬิกาจักรกล

หลังจาก Complete Calendar Moon Phase ปี 1983 Blancpain เดินหน้าพัฒนานาฬิกาที่ใช้กลไกซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นกลุ่มเรือนเวลาที่เรียกว่า Six Masterpieces

ทั้ง 6 เรือนถูกสร้างขึ้นเพื่อแสดงกลไกสำคัญของการผลิตนาฬิกาจักรกลในเวลานั้น ประกอบด้วย Ultra-Thin, Complete Calendar Moon Phase, Perpetual Calendar, Minute Repeater, Split-Seconds Chronograph และ Flying Tourbillon

ความน่าสนใจของ Six Masterpieces ไม่ได้อยู่ที่จำนวนฟังก์ชันเพียงอย่างเดียว แต่คือการนำกลไกเหล่านี้มาอยู่ในนาฬิกาข้อมือทรงกลมขนาดประมาณ 34 มิลลิเมตร ซึ่งต้องจัดวางเฟือง สปริง ชุดส่งกำลัง และองค์ประกอบของแต่ละกลไกให้อยู่ในพื้นที่จำกัด

แต่ Blancpain ยังเดินต่อจากการสร้างนาฬิกาทั้ง 6 แบบแยกจากกัน ด้วยคำถามที่ยากกว่าเดิมว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากนำความซับซ้อนเหล่านี้มารวมอยู่ในนาฬิกาเรือนเดียว

Blancpain พาย้อนตำนาน Villeret จากวิกฤติควอตซ์ สู่กลไกซับซ้อนแห่งยุค Villeret Ultraplate, or Ultra-Thin 

Blancpain 1735 รวมกลไกซับซ้อนไว้ในเรือนเดียว

คำตอบปรากฏขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ในชื่อ Blancpain 1735 Grande Complication

ตัวเลข 1735 มาจากปีที่ Jehan-Jacques Blancpain ได้รับการบันทึกอย่างเป็นทางการว่าเป็นช่างทำนาฬิกาใน Villeret

ภายในนาฬิกา Blancpain 1735 มีการรวมกลไกซับซ้อนหลายประเภทไว้ในเรือนเดียว ทั้ง Perpetual Calendar with Moon Phase, Split-Seconds Chronograph, Tourbillon และ Minute Repeater

ทั้งหมดทำงานร่วมกันภายในกลไกอัตโนมัติที่มีขนาดค่อนข้างบาง เมื่อเทียบกับจำนวนและความซับซ้อนของฟังก์ชันที่บรรจุอยู่ภายใน

Blancpain ผลิต 1735 จำนวนจำกัดเพียง 30 เรือน และในช่วงเวลาที่เปิดตัว นาฬิการุ่นนี้ได้รับการระบุว่าเป็น นาฬิกาข้อมือกลไกอัตโนมัติที่ซับซ้อนที่สุดในโลก ณ เวลานั้น

จึงอาจมองได้ว่า Six Masterpieces และ 1735 เป็นภาพสะท้อนแนวทางของ Blancpain ในยุคนั้นได้ค่อนข้างชัด แทนที่จะพยายามแข่งขันกับนาฬิกาควอตซ์ด้วยวิธีบอกเวลาที่ง่ายหรือราคาถูกกว่า แบรนด์กลับใช้ความซับซ้อนของกลไกเป็นพื้นที่ในการพัฒนานาฬิกาจักรกลต่อไป

Blancpain พาย้อนตำนาน Villeret จากวิกฤติควอตซ์ สู่กลไกซับซ้อนแห่งยุค Ultra-Thin Half Hunter Opaline Dial

Blancpain พาย้อนตำนาน Villeret จากวิกฤติควอตซ์ สู่กลไกซับซ้อนแห่งยุค Manual-Winding Minute Repeater JP. Hagmann Case (Six Masterpieces) 

อะไรทำให้ Villeret แตกต่าง?

ในโลกของนาฬิกาจักรกล ความซับซ้อนไม่จำเป็นต้องมาพร้อมรูปลักษณ์ที่ซับซ้อนเสมอไป และนี่เป็นหนึ่งในลักษณะที่พบได้ต่อเนื่องใน Villeret

ภายนอกของนาฬิกาหลายรุ่นยังคงใช้ตัวเรือนทรงกลม เส้นสายค่อนข้างเรียบ และ Double-Stepped Bezel ขณะที่ภายในสามารถมีกลไกตั้งแต่ Complete Calendar และ Perpetual Calendar ไปจนถึง Tourbillon, Carrousel, Minute Repeater และ Equation of Time

อีกหนึ่งจุดที่ Blancpain ให้ความสำคัญคือ การพัฒนาและผลิตกลไกนาฬิกาขึ้นเองภายในโรงงานของแบรนด์ ทำให้สามารถควบคุมตั้งแต่การออกแบบ พัฒนาชิ้นส่วน ไปจนถึงการประกอบและทดสอบการทำงานของกลไก

รวมถึงการประกอบกลไกโดยช่างนาฬิกา และการพัฒนาวัสดุในชิ้นส่วนสำคัญ เช่น Silicon Balance Spring ซึ่งมีคุณสมบัติไม่ไวต่อสนามแม่เหล็ก น้ำหนักเบา และทนต่อการกัดกร่อน ปัจจัยเหล่านี้มีส่วนช่วยต่อเสถียรภาพและความแม่นยำในการเดินของนาฬิกา

ดังนั้น ถ้ามอง Villeret ผ่านประวัติศาสตร์กว่า 40 ปี ความต่อเนื่องของคอลเลกชั่นนี้ไม่ได้อยู่แค่ที่รูปลักษณ์ แต่คือความพยายามนำกลไกที่ซับซ้อนมาอยู่ภายใต้การออกแบบที่ไม่ได้พยายามแสดงความซับซ้อนทั้งหมดออกมาบนตัวเรือน

​​ Blancpain พาย้อนตำนาน Villeret จากวิกฤติควอตซ์ สู่กลไกซับซ้อนแห่งยุค Automatic Chronograph Powered by the Record-Breaking Calibre 1185 

จาก Villeret สู่ Ladybird อีกเส้นเรื่องสำคัญของ Blancpain

ในปี 2026 Blancpain หันกลับไปหาอีกบทหนึ่งในประวัติศาสตร์ของตัวเอง เมื่อ Ladybird มีอายุครบ 70 ปี

เรื่องราวเริ่มต้นในปี 1956 ในยุคที่ Betty Fiechter บริหาร Blancpain และนาฬิกาผู้หญิงขนาดเล็กกำลังได้รับความนิยม แต่การทำนาฬิกาให้เล็กไม่ได้หมายถึงเพียงลดขนาดตัวเรือน เพราะกลไกจักรกลภายในก็ต้องถูกย่อส่วนตามไปด้วย

Blancpain จึงพัฒนา Ladybird Bullet ซึ่งใช้กลไกจักรกลทรงกลมขนาดเพียง 11.85 มิลลิเมตร และได้รับการบันทึกว่าเป็นกลไกนาฬิกาทรงกลมที่เล็กที่สุดในโลก ณ เวลานั้น

หนึ่งในวิธีที่ใช้ในการย่อขนาดคือการเพิ่มเฟืองตัวที่ 5 เข้าไปในชุดเฟือง หรือ Gear Train จากโครงสร้างทั่วไปที่มักใช้ 4 ตัว เพื่อควบคุมแรงที่ส่งไปยัง Escapement และเปิดทางให้ลดขนาดโดยรวมของกลไก ขณะเดียวกันยังติดตั้งระบบป้องกันแรงกระแทกให้ Balance Wheel ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อความทนทานของกลไกขนาดเล็ก

Blancpain พาย้อนตำนาน Villeret จากวิกฤติควอตซ์ สู่กลไกซับซ้อนแห่งยุค Prototype with Date Salmon Dial 

Blancpain พาย้อนตำนาน Villeret จากวิกฤติควอตซ์ สู่กลไกซับซ้อนแห่งยุค Complete Calendar Moonphase Diamond-Set

70 ปีต่อมา แนวคิดเรื่องการย่อส่วนนี้ถูกนำกลับมาตีความอีกครั้ง

ในวาระครบรอบ 70 ปีของ Ladybird Blancpain เปิดตัว Lady B ในเดือนกันยายน 2026 โดยหยิบแนวคิดสำคัญจาก Ladybird รุ่นแรกในปี 1956 กลับมาต่อยอดอีกครั้ง

แทนที่จะนำดีไซน์ของ Ladybird Bullet ในอดีตกลับมาทำซ้ำ Lady B นำแนวคิดเรื่องการย่อส่วนมาปรับให้เข้ากับนาฬิกายุคปัจจุบัน ทั้งในด้านขนาดตัวเรือน การออกแบบ และกลไกอัตโนมัติภายใน จึงเป็นเหมือนการเชื่อมเรื่องราวของ Ladybird จากเมื่อ 70 ปีก่อนเข้ากับเรือนเวลารุ่นใหม่ของ Blancpain ในวันนี้

Lady B มีตัวเรือนทรงกลมขนาด 19 มิลลิเมตร หนา 13.2 มิลลิเมตร และมีปริมาตรเพียง 2.9 ลูกบาศก์เซนติเมตร โดยมีทั้งตัวเรือนสเตนเลสสตีลและทองคำแดง 18K

ภายในใช้ Calibre 615 กลไกจักรกลอัตโนมัติที่ Blancpain ผลิตเอง และเป็นหนึ่งในกลไกอัตโนมัติทรงกลมขนาดเล็กของแบรนด์

การเลือกใช้กลไกอัตโนมัติในตัวเรือนขนาด 19 มิลลิเมตรยังทำให้โจทย์ของ Lady B แตกต่างจากการทำนาฬิกาขนาดเล็กทั่วไป เพราะภายในต้องมีพื้นที่สำหรับทั้งชุดเฟือง กลไกควบคุมเวลา และโรเตอร์ที่เคลื่อนไหวตามข้อมือเพื่อขึ้นลานให้กับนาฬิกา

จึงเป็นรายละเอียดที่เชื่อม Lady B ปี 2026 กลับไปยัง Ladybird ปี 1956 ได้โดยตรง ไม่ใช่ผ่านการทำให้หน้าตาเหมือนเดิม แต่ผ่านโจทย์ทางวิศวกรรมเดียวกัน นั่นคือ จะทำให้นาฬิกาจักรกลมีขนาดเล็กลงได้มากแค่ไหน โดยยังคงการทำงานของกลไกเอาไว้

Blancpain พาย้อนตำนาน Villeret จากวิกฤติควอตซ์ สู่กลไกซับซ้อนแห่งยุค Blancpain Lady B

จาก Complete Calendar Moon Phase ในปี 1983 และ Six Masterpieces สู่ 1735 รวมถึง Ladybird และ Lady B ในวันนี้ ประวัติศาสตร์ของ Blancpain จึงมีเส้นเรื่องหนึ่งที่ปรากฏซ้ำอยู่หลายครั้ง นั่นคือการทำงานกับข้อจำกัดของพื้นที่และความซับซ้อนของกลไก

สำหรับใครที่อยากเห็นรายละเอียดของเรือนเวลาเหล่านี้ด้วยตาตัวเอง สามารถไปชมได้ที่ Blancpain Salon ภายในงาน Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 ณ สยามพารากอน ระหว่างวันที่ 18 - 27 กันยายน 2026 ซึ่งนำเรื่องราวและเรือนเวลาสำคัญของ Blancpain มาจัดแสดงให้ได้ชมกันอย่างใกล้ชิด

Blancpain พาย้อนตำนาน Villeret จากวิกฤติควอตซ์ สู่กลไกซับซ้อนแห่งยุค คุณกฤษณ์ ภีมะโยธิน ประธานกรรมการบริหาร สวอท์ช กรุ๊ป ประเทศไทย และผู้จัดการบริหารแบรนด์

Blancpain พาย้อนตำนาน Villeret จากวิกฤติควอตซ์ สู่กลไกซับซ้อนแห่งยุค

Blancpain พาย้อนตำนาน Villeret จากวิกฤติควอตซ์ สู่กลไกซับซ้อนแห่งยุค Blancpain Salon