วันพุธ ที่ 2 กันยายน 2569

Login
Login

น้ำท่วมเนปาลรุนแรงเหมือนวันสิ้นโลก เรารู้แค่ไหนว่าธรรมชาติกำลังเปลี่ยน?

น้ำท่วมรุนแรงที่เนปาลและน่าน สะท้อนว่าข้อมูลในอดีตอาจไม่พอที่จะประเมินความเสี่ยงในอนาคต หากจัดการไม่ได้ก็จะสร้างความเสียหายทั้งเศรษฐกิจและระบบนิเวศ รากฐานสำคัญการผลิต-การค้า

KEY POINTS

  • เหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงที่เนปาลและน่านสะท้อนว่าภัยธรรมชาติมีความผิดปกติและรุนแรงขึ้น ทำให้ข้อมูลในอดีตอาจไม่เพียงพอสำหรับประเมินความเสี่ยงในอนาคต
  • ผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติไม่ได้จำกัดแค่ความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่ยังส่งผลต่อระบบนิเวศซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการผลิตและการค้า
  • มีการพัฒนาระบบบัญชีสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ (SEEA) เพื่อเป็นเครื่องมือติดตามการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรและสภาพระบบนิเวศ ควบคู่ไปกับข้อมูลเศรษฐกิจ
  • การนำระบบ SEEA มาใช้จะช่วยให้มองเห็นต้นทุนและความเสี่ยงจากการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งประเทศไทยได้เริ่มนำมาใช้แล้วเพื่อประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย

เหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต ทำให้เมืองท่องเที่ยวอย่าง Syabrubesi เสียหายอย่างหนัก หลังมวลน้ำแข็ง หิน และตะกอนจากพื้นที่ภูเขาสูงถล่มลงสู่ลำน้ำ บ้าน ร้านค้า และถนนได้รับผลกระทบ จนยากที่จะประเมินได้ว่าต้องใช้เวลาอีกนานเพียงใดกว่าจะฟื้นกลับมาเป็นปกติ

ในช่วงเวลาใกล้กัน จังหวัดน่านก็เผชิญน้ำป่าและน้ำหลากจากฝนสะสม แม้สองเหตุการณ์มีเงื่อนไขต่างกัน แต่สะท้อนให้เห็นว่า ความผิดปกติที่เกิดขึ้นในระบบธรรมชาติ สามารถส่งผลต่อชีวิตและเศรษฐกิจได้รวดเร็วกว่าที่หลายพื้นที่จะตั้งตัวทัน

ภัยพิบัติรุนแรงไม่ได้เกิดจาก Climate Change เพียงปัจจัยเดียว แต่เป็นผลจากหลายเงื่อนไขที่ซ้อนทับกัน ขณะเดียวกัน สภาพแวดล้อมที่เราเคยใช้เป็นฐานประเมินความเสี่ยงก็กำลังเปลี่ยนไป ความแปรปรวนของสภาพอากาศและการใช้พื้นที่ทำให้ข้อมูลจากอดีตอาจไม่เพียงพอสำหรับอธิบายอนาคตได้เหมือนเดิม

ขณะที่ความเสียหายบางอย่างก็ไม่ได้เห็นทันทีหลังเหตุการณ์ เพราะนอกจากชีวิต ทรัพย์สิน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจแล้ว ระบบนิเวศอาจค่อย ๆ สูญเสียความสมบูรณ์และความสามารถในการทำหน้าที่โดยที่ข้อมูลปัจจุบันยังสะท้อนได้ไม่ครบ

คลองปานามาเป็นตัวอย่างที่เห็นความเชื่อมโยงนี้ในมิติทางเศรษฐกิจได้ชัด คลองที่รองรับการค้าโลกต้องใช้น้ำจำนวนมากในการเดินระบบ เมื่อฝนลดลงและระดับน้ำในอ่างต่ำ จำนวนเรือที่ผ่านคลองจึงต้องถูกจำกัด ส่งผลให้การขนส่งล่าช้า ต้นทุนเพิ่ม และกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในวงกว้าง กรณีนี้ทำให้เห็นว่า ธรรมชาติเป็นหนึ่งในเงื่อนไขพื้นฐานของการผลิตและการค้า เมื่อฐานทรัพยากรเสื่อมลงหรือไม่เพียงพอ ศักยภาพทางเศรษฐกิจก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย การมองเห็นสภาพของทรัพยากรและระบบนิเวศที่เศรษฐกิจพึ่งพาอยู่จึงมีความสำคัญไม่แพ้การติดตามตัวเลขทางเศรษฐกิจเอง

ความพยายามเชื่อมธรรมชาติเข้ากับระบบข้อมูลทางเศรษฐกิจเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1990 เมื่อสหประชาชาติพัฒนา System of Environmental-Economic Accounting หรือ SEEA ให้ทำงานสอดคล้องกับ System of National Accounts หรือ SNA ซึ่งเป็นฐานของตัวเลขอย่าง GDP ก่อนที่ SEEA Central Framework จะได้รับการรับรองเป็นมาตรฐานสถิติระหว่างประเทศในปี 2012

กรอบนี้ช่วยจัดข้อมูลเรื่องน้ำ พลังงาน แร่ ไม้ ที่ดิน มลพิษ และของเสียให้อยู่ในระบบเดียวกับข้อมูลเศรษฐกิจ ทำให้เห็นได้ชัดขึ้นว่าเศรษฐกิจใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติมากเพียงใด ทรัพยากรเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงอย่างไร และกิจกรรมทางเศรษฐกิจส่งผลกลับไปยังสิ่งแวดล้อมแบบไหน

SEEA Ecosystem Accounting หรือ SEEA EA ขยายการมองจากปริมาณทรัพยากรไปถึงสภาพของระบบนิเวศ โดยติดตามทั้ง Extent หรือขนาดพื้นที่ Condition หรือคุณภาพและความสมบูรณ์ และ Ecosystem Services หรือประโยชน์ที่ธรรมชาติส่งมอบให้คนและเศรษฐกิจ เพราะพื้นที่ป่าที่เท่าเดิมไม่ได้หมายความว่าป่ายังสมบูรณ์หรือทำหน้าที่ได้เหมือนเดิม เช่นเดียวกับแนวปะการังที่ยังอยู่แต่คุณภาพอาจลดลง การตีมูลค่าเป็นเงินจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกรอบนี้

สิ่งสำคัญคือ การมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศและผลที่ตามมา ประเทศอย่างออสเตรเลียนำแนวคิดนี้ไปใช้กับ Great Barrier Reef Ecosystem Accounts เพื่อเชื่อมข้อมูลระบบนิเวศกับการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ขณะที่แอฟริกาใต้ใช้บัญชีด้านแม่น้ำประกอบการบริหารจัดการน้ำและเปรียบเทียบทางเลือกระหว่างการปล่อยให้เสื่อม การหยุดความเสื่อม และการฟื้นฟู ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ตัดสินแทนนโยบาย แต่ช่วยให้ผลของแต่ละทางเลือกมองเห็นได้ชัดขึ้นก่อนตัดสินใจ

สำหรับไทย เรื่องน้ำอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่เห็นประโยชน์ของ SEEA ได้ชัด เพราะทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งเกิดอยู่ในระบบเดียวกัน Water Account จะช่วยให้เห็นปริมาณและการใช้น้ำของแต่ละภาคส่วน ขณะที่ Ecosystem Accounting ทำให้มองต่อไปถึงสภาพของป่าต้นน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ และลุ่มน้ำ รวมถึงความสามารถในการควบคุมการไหลของน้ำและลดผลกระทบจากน้ำหลาก เช่นเดียวกับทะเลและชายฝั่ง ซึ่งเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจท่องเที่ยวในหลายพื้นที่ แนวปะการัง หญ้าทะเล ป่าชายเลน และชายหาดจึงไม่ใช่เพียงทรัพยากรธรรมชาติ แต่เป็นส่วนหนึ่งของฐานเศรษฐกิจที่อาจเสื่อมลงก่อนที่ผลจะสะท้อนออกมาเป็นรายได้หรือจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง

ประเทศไทยเริ่มขับเคลื่อน SEEA มาตั้งแต่ปี 2561 และมีงานทั้งด้านน้ำ ที่ดิน ขยะ รวมถึง Marine and Coastal Accounts และ Ocean Accounts แล้ว โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การทำให้ข้อมูลเหล่านี้ต่อเนื่อง เชื่อมโยงกัน และถูกนำไปใช้จริง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีทั้งความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการพึ่งพาทางเศรษฐกิจสูง

SEEA อาจไม่สามารถหยุดภัยพิบัติหรือฟื้นธรรมชาติที่เสื่อมโทรมได้ทันที แต่ช่วยให้ต้นทุน ความเสี่ยง และการพึ่งพาธรรมชาติถูกมองเห็นก่อนการตัดสินใจ การรู้ว่าฐานธรรมชาติที่รองรับชีวิตและการสร้างมูลค่าในวันนี้ยังอยู่ในสภาพแบบไหน และจะเหลือไปถึงคนรุ่นต่อไปเพียงใด จึงเป็นเรื่องที่ควรเร่งทำไม่แพ้กัน